'บีโอไอ' โชว์ยอดส่งเสริมการลงทุน EV พุ่งกว่า 1.3 แสนล้าน ดันไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียนผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร สร้างงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง
สำนักข่าว Next News รายงานว่า นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เป็นประธานเปิดงาน International Electric Vehicle Technology Conference and Exhibition (iEVTech) 2026 จัดโดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้แทนจากองค์กรนานาชาติและสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าจากหลายประเทศในเอเชียเข้าร่วม สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางความร่วมมือด้านยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน
นายนฤตม์กล่าวเปิดงานว่า "อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีการพัฒนามาต่อเนื่อง ตั้งแต่ฐานการผลิตรถกระบะ รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน และรถยนต์ประหยัดพลังงาน มาจนถึงการผลักดันฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบทุกเทคโนโลยี ทั้ง MHEV, HEV, PHEV ไปจนถึง BEV โดยบีโอไอได้ปรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้ครอบคลุมทุกเทคโนโลยี เพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตทุกค่ายเติบโตไปพร้อมกัน สำหรับตลาดในประเทศในปี 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทมีสัดส่วนรวมกันกว่าร้อยละ 44 ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเพียงร้อยละ 3 เมื่อ 5 ปีก่อน โดยกลุ่ม HEV ครองสัดส่วนสูงสุด ตามด้วย BEV และ PHEV ตามลำดับ"
ยอดการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV ล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2569 มีทั้งสิ้น 198 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 137,000 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จไฟฟ้าและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ โดยแยกเป็นการลงทุนในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ BEV รวม 39,500 ล้านบาท (18 โครงการ) กลุ่มรถยนต์ HEV 29,900 ล้านบาท (7 โครงการ) กลุ่ม PHEV 9,429 ล้านบาท (7 โครงการ) และกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น เช่น รถบัสไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 3,100 ล้านบาท (18 โครงการ)
นายนฤตม์กล่าวว่า "นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในกลุ่มแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery & ESS) มูลค่ารวม 33,500 ล้านบาท (57 โครงการ) กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับ EV เช่น มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ และระบบควบคุมพลังงานสำหรับ EV มูลค่ารวม 12,500 ล้านบาท (49 โครงการ) กลุ่มสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ 9,788 ล้านบาท (42 โครงการ) ซึ่งจะมีการติดตั้งกว่า 22,900 หัวชาร์จทั่วประเทศ รวมถึงหัวชาร์จเร็วกว่า 10,000 หัวชาร์จ ช่วยเสริมความพร้อมของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างครบวงจร"
นายนฤตม์กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่ได้รับการส่งเสริมในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เริ่มเดินสายการผลิตในประเทศไทยแล้ว เริ่มจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตามมาด้วย เกรท วอลล์ มอเตอร์, เอสเอไอซี มอเตอร์–ซีพี, บีวายดี, ไอออน ออโตโมบิล, ฉางอาน, อีวี ไพรมัส และรายล่าสุดที่เริ่มผลิต BEV ในปี 2569 ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู, ฮุนได โมบิลิตี้ และโอโมดา แอนด์ เจคู โดยมีการจ้างงานรวมกันกว่า 16,000 คน ช่วยตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค
นายนฤตม์กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รวมถึงเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก โดยบีโอไอมีมาตรการส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัทต่างชาติ พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ เช่น งาน Subcon Thailand และงาน Sourcing Day จับคู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จัดไปแล้ว 18 ครั้ง เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 1,200 คู่ ครอบคลุมผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่มีศักยภาพกว่า 800 ราย คาดสร้างมูลค่าการจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศกว่า 60,000 ล้านบาท เปิดทางให้ซัพพลายเออร์ไทยก้าวเข้าสู่สายการผลิตยุคใหม่ และเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนระลอกใหม่
“การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของซัพพลายเชนและระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค” นายนฤตม์กล่าว




