News Logo
หน้าแรก
ขอท้าทาย “อนุทิน”  :  ทำ“ปฏิญญาประเทศไทย”

ขอท้าทาย “อนุทิน” : ทำ“ปฏิญญาประเทศไทย”

11 ก.พ. 2569 09:39
ผู้ชม 592 คน

สิ่งที่เห็นไม่จริง  สิ่งที่คิดไม่ใช่

ใครที่คิดว่าแน่  ทายผลการเลือกตั้งได้ฉมังแบบจับวาง ต้องทบทวน ตัวเองใหม่ แม้แต่ ผลโพลของสถาบัน และของตัวบุคคลก็ต้องยกธงขาวให้แก่ความเป็นจริง

จะเนื่องมาจากกระแส หรือเป็นเพราะกระสุน หรือด้วยระบบอุปถัมภ์ หรือด้วยเหตุอะไรอื่นก็ตาม ผลคะแนนที่ปรากฏ เป็นวินิจฉัยประชาชน ที่ไม่ขึ้นต่อเจตจำนงของพรรคใด หรือของใครผู้ใด

จะชอบใจหรือไม่ชอบใจ จะสมหวังหรือผิดหวัง 8 กพ. 69  ประชาชนกำหนดแล้วว่าพรรคการเมืองใดได้คะแนนเท่าไร และยังมีผลประชามติให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

อาจมีการร้องเรียน อาจมีการไต่สวน อาจมีผลเปลี่ยนแปลงคะแนนบ้าง ตามกระบวนการที่อนุญาตไว้  แต่คะแนนรวมที่เป็นผลหลัก จะเปลี่ยนแปลงไม่มาก

ภารกิจจึงตกอยู่บนบ่าไหล่ของพรรคการเมืองทั้งหมด ที่ต้องทำหน้าที่รวบรวมเสียงเป็นฝ่ายรัฐบาล และอีกฝั่งทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

ปัญหา คือพรรคการเมือง จะตระหนักรู้ หรือไม่ว่า ในเวลานี้ ประชาชนไทยกำลังมีวิกฤตศรัทธาต่อระบบ และคนการเมือง อย่างสาหัสสากรรจ์มากกว่ายุคใดๆ ผู้คนกำลังวิตกต่อหายนะ   “รัฐล้มเหลว” อย่างน่าเป็นห่วง เพราะนักการเมืองเข้ามาทำมาหากินกับการมีอำนาจมากกว่ายุคใดๆ ทำให้เศรษฐกิจติดหล่ม ทุนเสรีผูกขาดขยายอิทธิพลและเชื่อมโยงกับเครือข่ายอำนาจ โดยไม่เกรงใจประชาชน  ความมั่งคั่งกระจุกอยู่กับชนชั้นนำ ที่มั่งมีอยู่แล้ว แต่ก็ยังเบียดขับคนระดับกลางและระดับล่างให้ยากจนลงไปอีก ด้วยการสมคบคิดที่กระทำต่อคนไทย และมีการเชื่อมโยงกับทุนสีเทาต่างชาติ ที่มีทั้งสแกมเมอร์ การพนันออนไลน์ คอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรม ยาเสพติด ที่ทำร้ายคนไทยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

นักการเมืองระดับสำคัญ ไม่อายที่จะแจ้งข้อมูลเท็จต่อ ป.ป.ช. เรื่องการจัดซื้อเครื่องบิน บางคนถูกตัดสินจำคุกมาแล้วในต่างประเทศ  หลายคนมีความสุขกับการเวียนนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีได้ทุกสมัยจนเกือบจะครบทุกกระทรวงแล้ว โดยไม่เคยมีผลงานเชิงประจักษ์ใดๆ ให้ประชาชนได้ชื่นใจ ที่ทำเช่นนั้นได้ก็เพราะระบบกลุ่มก๊วนอุปถัมภ์แบบเก่าที่ฉุดรั้งประเทศชาติให้ถอยหลังตลอดมา

คนไทยทั้งประเทศมีอารมณ์ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันว่า หมดเวลาแล้วสำหรับการเมืองน้ำเน่าที่สิ้นหวัง

ผลการเลือกตั้ง  8 กพ. 69  แจ่มชัดแล้ว รัฐบาลกำลังจะจัดตั้ง ขณะที่ฝ่ายค้านก็เตรียมทำหน้าที่

ในที่นี้  พรรคร่วมรัฐบาลยังสามารถตั้งหลักเพื่อสนองตอบต่อปรารถนาของประชาชนได้    ที่จะสร้างสังคมไทยในรูปโฉมใหม่ ที่ไปพ้นจากการทุจริต หมดเวลาถอนทุนคืน มุ่งสู่ความเจริญ

รุ่งเรือง ด้วยการร่วมคิดร่วมทำร่วมสร้างอาชีพ สร้างความสามารถในการแข่งขัน สร้างการศึกษา สร้างชุมชนแห่งเศรษฐกิจฐานรากที่พอเพียง และยั่งยืน โดยเล็งแลไปถึงผลระยะยาวของลูกหลานไทยในอนาคต

 

แล้วจะทำอย่างไร 

ในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่ง  จึงขอท้าทายว่าที่นายกรัฐมนตรีว่า

1.         ให้นักการเมืองสีเทา ถอยออกไปจากทำเนียบรัฐบาล

จะทำได้หรือไม่ หากนักการเมืองรู้จักประเมินตนเองตามความเป็นจริงในสายตาประชาชน

ไม่ใช่ประเมินจากความอยากมีอยากเป็นของตน รัฐมนตรีสีเทาต้องถอยออกไปจาก ครม. ใครซื้อเครื่องบินจาก เบน สมิธ ใครทำมาหากินใกล้ชิดกับกลุ่มทุนเทาสามานย์พวกนี้ ต้องมีสำนึก ละอายที่จะรับตำแหน่ง

            เมื่อปี  2536  พรรคพลังธรรมนำโดย พลตรีจำลอง ศรีเมือง  เป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพียงปรากฏเป็นข่าวพาดหัว นสพ. ว่า “โรงแรมอิมพีเรียลปั่นหุ้น” ทั้งๆ ที่ไม่ปรากฏหลักฐานอะไรเลย แต่คุณอากร ฮุนตระกูล เจ้าของโรงแรมและเป็น ส.ส. พรรคพลังธรรมของ กทม. เขต 3 แสดงสปิริตลาออกจากการเป็น ส.ส. ทันที  เพื่อเปิดทางอิสระให้แก่การตรวจสอบของภาคราชการตามกระบวนการ

            สมัยรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ 17 ปีล่วงมาแล้ว เพียงแต่มีข่าวว่ารัฐมนตรีคนหนึ่งส่อเค้าว่าจะมีการประพฤติเสียหาย โดยยังไม่มีปฏิบัติการทุจริตอะไร ปรากฏว่ารัฐมนตรีคนนั้น ลาออกจากตำแหน่งทันที

            นี่เป็นสองตัวอย่าง แห่งความกล้าหาญทางจริยธรรม ทั้งของคนๆ นั้น และของพรรคสังกัดที่สามารถเลือกตัดสินใจ อย่างสง่างามได้

            นี่เป็นเรื่องยากที่จะทำ แต่หากทำได้ จะเป็นการยกใจขึ้นสู่ระดับสูง  เหมือนกวีนิพนธ์ 2 วรรคของ อังคาร  กัลยาณพงศ์  ที่ว่า “กู้ใจขึ้นไปเสมอดาว  แวววาวเกียรติยศยิ่งใหญ่”

            ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องใจกว้างเปิดพื้นที่ให้แก่บุคคลภายนอก ที่เป็นนักทำงานมืออาชีพได้เข้ามากอบกู้ภาพลักษณ์ของรัฐบาล เหมือนที่ได้เชิญคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์  คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว  ได้แสดงศักยภาพเป็นคุณูปการปรากฏมาแล้ว

เป็นการใช้คนที่มีความสามารถสูงและเหมาะกับงานที่จะนำพาประเทศไทยพ้นไปจากสภาวะ รัฐล้มเหลว ได้

                                   

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32

2.         กล้าหรือไม่ที่พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดร่วมกันทำและลงนามใน “ปฏิญญาประเทศไทย”

มีสาระสำคัญ คือ

            :-  ไปให้พ้นจากการทุจริตทั้งปวง ครม. ทุกคนไม่มีและไม่เชื่อมโยงทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม กับโครงการก่อสร้าง และโครงการสาธารณะ ทั้งปวงของรัฐ  ยุติการ “ถอนทุนคืน” เลิกทำมาหากินกับงานของรัฐ อย่างสิ้นเชิง ตัดให้ขาดสะบั้นจากทุนเทาทั้งหมด

            :-  เปลี่ยนจากนโยบายประชานิยมแบบ ลด แลก แจก แถม เป็นการสร้างสัมมาชีพเต็มแผ่นดิน ให้ประชาชน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้างด้วยการเพิ่มเติมทักษะอาชีพและทักษะชีวิต ผ่านการศึกษาเรียนรู้เชิงปฏิบัติ (Active Learning)  อย่างกว้างขวาง

            :-  จำกัดทุนเสรีผูกขาด แบบหมาป่าขย้ำลูกแกะ ที่กัดกินคนเล็ก คนน้อยมายาวนานแบบไร้ขีดจำกัด

            :-  ทำให้กระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงและได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

            นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่ มีนักวิชาการ  สื่อมวลชน  และคนรักบ้านรักเมือง ได้นำเสนอกันมาหลายครั้งแล้ว  แต่รัฐบาลเอาหูทวนลม ไม่ไยดีที่จะมีอารมณ์ร้อนหนาวไปกับประชาชน

            อย่าลืมว่า การที่ประชาชนเทคะแนนให้พรรคภูมิใจไทยถึง 193 ที่นั่ง เป็นการมอบคะแนน    ให้อำนาจให้รัฐบาลมีเสถียรภาพที่มั่นคง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงาน

            ประชาชนให้อำนาจและฉันทานุมัติ แต่วิกฤตศรัทธาต่อการเมืองไทยยังไม่หายไปไหน ยังดำรงอยู่และส่งเสียงเรียกร้องรัฐบาลทุกวันให้กอบกู้ศรัทธาด้วยการปฏิบัติจริงของรัฐบาลเอง

            เกือบ 4 เดือนที่ผ่านมา ว่าที่นายกรัฐมนตรีได้พิสูจน์ให้เห็นฝีมือ สามารถทำหน้าที่เพื่อรักษาอธิปไตยของแผ่นดินไทยได้อย่างมีศักดิ์ศรี เป็นภาพตัดแบบตรงข้ามกับรัฐบาลชุดก่อนหน้านั้น

            แต่จะยอมรับ หรือไม่ว่า ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่นั้น รัฐบาลสอบตก ออกอาการละล้าละลัง ไร้ทิศทาง ขาดการบัญชาการรวมศูนย์ที่ทำให้มีปัญหาตามมามากมาย ทั้งความล่าช้า ความเดือดร้อนของประชาชน และการเยียวยาที่ไม่ทันท่วงที

            ประชาชนให้โอกาสอันสำคัญยิ่ง ผ่านหีบบัตรลงคะแนนเสียง รัฐบาลควรถือโอกาสสร้าง “ปฏิญญาประเทศไทย” ที่สะท้อนความตระหนักรู้ในปัญหาสำคัญ ความมุ่งมั่น ความซื่อสัตย์  ความเอาจริงเอาจัง ไปให้พ้นจากมะเร็งร้ายทั้งปวงที่กัดกร่อนประเทศไทยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

            นี่คือการท้าทาย ที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล  สามารถให้สัญญาใจกับประชาชนอย่างเป็นทางการได้ และจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น นอกจาก ครม. ทั้งคณะต้องถวายสัตย์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่แล้ว หาก ครม.จะได้กล่าวคำปฏิญาณ “ปฏิญญาประเทศไทย” ต่อพระสยามเทวาธิราช จะเป็นการฟื้นศรัทธาประชาชน และก่อให้เกิดสามัคคีธรรมของคนไทยที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมีนัยสำคัญ .  

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ค่าการกลั่น : กลไกรักษาสมดุลอุปสงค์-อุปทานในตลาดน้ำมัน
ค่าการกลั่น : กลไกรักษาสมดุลอุปสงค์-อุปทานในตลาดน้ำมัน