1. ความนำ
บทความทางวิชาการของผู้เขียน ได้พูดถึง ป.ป.ช. ไปแล้ว สองตอน
ตอนที่ 1 พูดถึงเรื่อง “อาการป่วย” และ “วิกฤติศรัทธา” ต่อ ป.ป.ช.ไทย
ตอนที่ 2 พูดถึงการคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งทางวิชาการเรียกว่า “ข้อตกลงทางการเมือง” (political settlement) อันหมายถึงข้อตกลงในการจัดสรร “ค่าเช่า” ให้แก่กัน ทั้งระดับชาติและระดับองค์การ
ตัวอย่างระดับองค์การ ได้แก่ การจัดสรร “ค่าเช่า” ของตำรวจไทย หรือคดี “เงินทอน” ต่าง ๆ
ส่วนระดับชาติ ไทยเรายังไม่มีการจับกุมผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงชัด ๆ เหมือนกรณีสิงคโปร์หรืออาฟริกาใต้ แต่สันนิษฐานได้จากการเกิดเครือข่ายทางการเมืองและการฟอกเงิน เช่น กรณีของเบนสมิธ หรือเฉินจื้อ หรือคดีฟินันเซีย ซึ่งเกี่ยวพันกับนักการเมือง นายธนาคารและนายตำรวจหลายคน
สำหรับบทความตอนนี้ผู้เขียนอยากจะเสนอ “ป.ป.ช. ในฝัน” คือ “โมเดลของสิงคโปร์” แต่เพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบตอนต่อไปจะกล่าวถึง “โมเดลของเอธิโอเปีย” ที่ลอกแบบไปจากสิงคโปร์ ซึ่งได้ผลในแง่ระบบการประเมินผล ป.ป.ช. เชิงลึก เพื่อจะได้เปรียบเทียบกับระบบประเมินผลแบบ ITA (Integrity and Transparency Assessment) ของป.ป.ช. ไทย ว่าเป็นระบบที่ล้าหลังอย่างไร
หากมีเวลาจะเขียนเปรียบเทียบถึงปัญหา “การยึดกุมรัฐ” (State-Capture) ซึ่งเป็นระดับการคอร์รัปชันขั้นสูงสุด ที่เกิดขึ้นในอาฟริกาใต้ และแนวทางแก้ไข
ข่าวดีของประเทศไทย คือ ปรากฏการณ์ “ยึดกุมรัฐ” นี้ นักวิชาการที่ศึกษาคอร์รัปชันไทยระบุชัดเจนว่าเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ แสดงว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน
แต่ข่าวร้ายนั้น ตอนนี้มันเกิด “ทายาทอสูร” แผ่ขยายออกไปเต็มเมืองแล้ว..
2. โมเดล ป.ป.ช. ในฝัน
โมเดลการปราบคอร์รัปชันของสิงคโปร์เป็นโมเดลในฝันของใครต่อใครทั่วโลก
ป.ป.ช. สิงคโปร์ มีชื่อว่า “สำนักงานสืบสวนการทุจริตของสิงคโปร์ (CPIB - Corrupt Practices Investigation Bureau)” ทำหน้าที่หลักในการปราบคอร์รัปชัน มีผลงานและความสำเร็จเป็นแบบอย่างของการปราบคอร์รัปชันระดับโลก จนนำไปเปรียบเปรยกันว่าเหมือน “มาตรฐานทองคำ” (gold standard)
คอนเซ็ปต์ของ ป.ป.ช.สิงคโปร์ คือ “เป็นนักรบที่ไม่ปรานี” และ “เล็กแต่ทรงพลัง” (lean and mean) คือ มีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. อยู่ร้อยกว่าคน แต่จับจริงและกัดจริงไม่ปล่อย
คนที่จะเป็น ป.ป.ช.บ้านเขา ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่ต้องห่วงปัญหา “เด็กฝาก” ประเภทที่นิยมเอาไปนั่งหน้าห้องกรรมการ ป.ป.ช. แบบบ้านเรา ซึ่งวัน ๆ ไม่ทำอะไร มุ่งแสวงหาแต่ประโยชน์ส่วนตัว ทั้งนี้เพราะสิงคโปร์ใช้ระบบคุณธรรมอย่างเข้มงวด (rigorous meritocracy) ไม่ใช่เป็นระบบเส้นสาย (spoil system) เหมือนไทย
ป.ป.ช.สิงคโปร์ มีฐานะเป็นองค์การที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี แต่ถ้านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ทุจริต หรือรัฐมนตรีทุจริต หรือเจ้าหน้าที่ทุจริต แล้วนายกรัฐมนตรีเพิกเฉย จะข้ามไปขึ้นตรงต่อประธานาธิบดี
ป.ป.ช.สิงคโปร์ มีอำนาจปราบคอร์รัปชันทั้งระดับเจ้าหน้าที่ของรัฐและภาคเอกชน ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” เหมือนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งบัญญัติให้ “เอกชน” มีฐานะแค่ “ผู้สนับสนุน” แบบไทย
3. ระบบนิเวศทางกฎหมายในการปราบคอร์รัปชัน
นอกจากโครงสร้างองค์การที่เป็นอิสระ และมีระบบคุณธรรมที่เข้มงวดแล้ว ระบบป.ป.ช.สิงคโปร์ ได้ฉีกตำรากฎหมาย “อาญาและพยานหลักฐาน” รวมทั้งโยน “พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” แบบไทยลงตะกร้า เพราะถือว่า “คอร์รัปชัน” เป็นอาชญากรรมร้ายแรง
สิงคโปร์ เห็นว่า “ระบบนิเวศทางกฎหมาย” เป็นกลไกการปราบคอร์รัปชันที่สำคัญ ต้องคิดอย่างเป็นระบบ จะคิดแบบ “แยกส่วน” ไม่ได้
ระบบนิเวศทางกฎหมายของสิงคโปร์จึงประกอบด้วย 4 องค์ประกอบพร้อมกัน ได้แก่
องค์ประกอบที่หนึ่ง ได้แก่ กฎหมายป้องกันการคอร์รัปชัน (Prevention of Corruption Act) หรือ PCA
กฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อไม่ให้คนคอร์รัปชัน “หลุดคดี” ได้ง่าย ๆ หลักการของกฎหมายฉบับนี้ได้ให้อำนาจ ป.ป.ช. สิงคโปร์ไว้สูงมาก ซึ่งแน่ละต้องสอดคล้องกับกระบวนการคัดเลือกคนมาเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ว่าจะต้องซื่อตรงและซื่อสัตย์ด้วย
มาตรการทางกฎหมายที่สำคัญ คือ
ประการแรก “ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าคอร์รัปชัน (Presumption of Corruption)
ข้อสันนิษฐานข้อนี้ขัดต่อหลักกฎหมายอาญาสากลและที่บัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญไทย ที่ว่า “ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ (Presumption of Innocent)
มาตรา 8 ของ PCA บัญญัติว่า หากเจ้าหน้าที่ของรัฐรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ใด ๆ จากผู้มีนิติสัมพันธ์ด้วย ให้สันนิษฐานทันทีว่า "เป็นการรับสินบน" อันนี้ถ้าเอามาใช้กับไทย เจ้าหน้าที่ของรัฐในประเทศไทยน่าจะติดคุกกันหมด
ภาระการพิสูจน์ (burden of proof) ตกอยู่ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชัน ที่ต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง
ประการที่สอง ความมั่งคั่งที่อธิบายไม่ได้ (Unexplained Wealth)
มาตรา 24 หากศาลพบว่าเจ้าหน้าที่มีทรัพย์สินเกินกว่ารายได้ประจำ หรือมีวิถีชีวิตหรูหราเกินฐานะ ศาลสามารถใช้ข้อเท็จจริงนี้เป็น "หลักฐานยืนยัน" ว่ามีการทุจริตได้เลย แต่ว่าอันนี้คล้ายกับความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติในบ้านเรา เพียงแต่ไทยเราแยกการพิจารณาระหว่างร่ำรวยผิดปกติกับการทุจริต ไม่ได้รวมกันเลยเหมือนสิงคโปร์
ประการที่สาม อำนาจข้ามพรมแดน (Extraterritoriality)
หากคนสิงคโปร์ไปให้สินบนหรือทำการคอร์รัปชันในต่างประเทศ ป.ป.ช. สิงคโปร์มีอำนาจจับกุมและดำเนินคดีเสมือนว่าเหตุเกิดในสิงคโปร์ อันนี้ถ้าเป็นบ้านเรา อำนาจจับกุมดำเนินคดีข้ามรัฐน่าจะเป็นของตำรวจกับอัยการสูงสุด จึงเห็นได้ว่า ป.ป.ช.สิงคโปร์มีอำนาจข้ามเขตพรมแดนของประเทศได้โดยตรงเองด้วย
องค์ประกอบข้อที่ 2 ความเป็นอิสระเชิงสถาบัน
ปัญหาของหน่วยปราบคอร์รัปชันของโลก คือ ใครจะตรวจสอบใคร ถ้าหากคนตั้ง ป.ป.ช. คอร์รัปชันเสียเอง แล้วใครจะไปจับ เพราะอันที่จริงบางประเทศ ป.ป.ช. ก็คือ “เครือข่าย” ตามโครงสร้างระบบอุปถัมภ์ของคนที่ตั้งเขามานั่นแหละ
สิงคโปร์แก้ปัญหานี้โดยใช้กลไก 2 กลไก ได้แก่
กลไกแรก คือ ระบบการรายงานตรง (direct reporting) ผอ.ปปช.สิงคโปร์ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีและรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรีเลย ไม่ต้องผ่านใคร
ส่วนกลไกที่สอง กลไกข้ามสายบังคับบัญชา (bypass mechanism) ถ้านายกรัฐมนตรีทำผิด หรือนายกรัฐมนตรีปกป้องรัฐมนตรีหรือข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ที่เป็นพรรคพวกตัวเอง ให้เปลี่ยนไปขึ้นตรงต่อประธานาธิบดีได้เลย หมายถึงขออนุมัติสืบสวนหรือจับกุมต่อประธานาธิบดีได้เลย
องค์ประกอบข้อที่ 3 คุณภาพทางคดีสำคัญกว่าจำนวนคดี
องค์ประกอบข้อนี้สำคัญมาก ป.ป.ช.สิงคโปร์ใช้ระบบประเมินผลเชิงลึก โดยดูคุณภาพทางคดี ซึ่งไม่ได้ประเมินผลด้วยการให้ทำรายงานแบบบ้านเรา ซึ่งผู้เขียนจะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อไป
วิธีการของสิงคโปร์ ดูความสำเร็จจากอัตราการฟ้องคดีในชั้นศาล (conviction rate) ข้อมูลปี 2025/2026 อัตราการฟ้องคดีในชั้นศาลสูงถึง 100% หมายความว่า ป.ป.ช.สิงคโปร์รับเรื่องกล่าวหามา 100 คดี ป.ป.ช. สามารถส่งฟ้องได้ 100 คดี แต่ทั้งนี้ไม่นับรวมกรณีการถอนฟ้องคดีด้วย ถ้านับคดีที่ถอนฟ้องด้วย อัตราการฟ้องในชั้นศาลก็ยังสูงมากถึง 91%
ที่น่ากลัวมาก คือ คดีที่ฟ้องศาลนั้น ปรากฏว่าศาลพิพากษาลงโทษทุกคดี
ผลงานของ ป.ป.ช.สิงคโปร์จึงน่าทึ่งมาก แสดงให้เห็นประสิทธิภาพในการทำสำนวนคดี ต้องเต็มไปด้วยพยานหลักฐานอันแน่นหนาและมั่นคง จนขึ้นชื่อและเป็นที่เข็ดขยาดแก่ผู้คอร์รัปชัน และมีผลโดยตรงให้การคอร์รัปชันลดลง
องค์ประกอบข้อที่ 4 คอร์รัปชันครอบคลุมถึงเอกชนด้วย
การกระทำความผิดฐานคอร์รัปชันของเอกชนในที่นี้ หมายถึง เอกชนเป็น “ตัวการ” ไม่ใช่ “ผู้สนับสนุน” แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐแบบบ้านเรา
ข้อมูลในปี 2025/2026 ชี้ให้เห็นว่า 91% ของคดีที่ป.ป.ช.สิงคโปร์สืบสวน เป็นคดีการติดสินบนและทุจริตระหว่างบริษัทเอกชนด้วยกันเอง เช่น เจ้าหน้าที่บริษัทนี้ตกลงซื้อสินค้าจากบริษัทโน้น แล้วไปรับเงินทอนเป็นเปอร์เซ็นต์มาจากบริษัทเขา ซึ่งเป็นการคอร์รัปชันระหว่างเอกชนโดยแท้
ถ้าเป็นคดีแบบนี้ในไทย จะกลายเป็นคดีอาญาอื่น เช่น ฉ้อโกงบริษัท แต่สิงคโปร์มองว่าการกระทำของเอกชนเช่นนั้นเป็นวัฒนธรรมคอร์รัปชันที่เป็นอันตรายต่อประเทศ หากเจ้าหน้าที่เอกชนคอร์รัปชันบริษัทได้ ก็จะลุกลามไปสู่ภาครัฐและระบาดใหญ่โต อีกอย่าง คือ สิงคโปร์มีฐานะเป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนของโลก จึงต้องเก็บความโปร่งใสให้ได้ทุกเม็ด
ความจริงในไทย มีผู้เสนอให้ออกกฎหมายเอาผิดกับการคอร์รัปชันในภาคเอกชนเหมือนกัน แต่นักนิติศาสตร์ไทยมองว่าเป็นการกระทำของเอกชนโดยแท้ รัฐไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยและมีกฎหมายอาญารองรับอยู่แล้ว แต่นักนิติศาสตร์ไทยไม่ได้มองถึงผลข้างเคียงที่จะลุกลามเป็น “วัฒนธรรมการคอร์รัปชัน” เหมือนสิงคโปร์
เนื่องจากสิงคโปร์มองว่า หากปล่อยให้ภาคเอกชนมีวัฒนธรรมการติดสินบนกันได้ สุดท้ายวัฒนธรรมนี้ก็จะลุกลามเข้าสู่ภาครัฐ และทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนของโลก
4. ผลงานล่าสุด
ล่าสุด ปี 2024 ป.ป.ช.สิงคโปร์เอารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเข้าคุก จากเส้นเงินที่โยงถึงตัวรัฐมนตรี ขณะที่ยังอยู่ในตำแหน่ง ..อันนี้ต้องย้ำนะครับว่า..เขาถูกจับขณะยังอยู่ในตำแหน่ง
นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง อนุมัติให้สอบสวน และสั่งพักงานทันที
ผลการสืบสวนปรากฏว่า มหาเศรษฐีคนหนึ่งมอบของขวัญมูลค่าสี่แสนดอลล่าร์สหรัฐให้รัฐมนตรี เช่น ตั๋วดูการแข่งรถฟอร์มูล่าวัน ตั๋วดูฟุตบอล เหล้า จักรยาน ทั้งที่มหาเศรษฐีคนนี้เป็นเพื่อนสนิทกับรัฐมนตรีคนนั้น
ป.ป.ช.สิงคโปร์ส่งฟ้องศาลอย่างเฉียบขาด ปรากฏว่าศาลพิพากษาจำคุก 12 เดือน
คดีอย่างนี้ ถ้าเป็นเมืองไทย “คงหายแซ่บหายสอย” แต่สิงคโปร์ เป็นมรดกของความซื่อตรงที่ “ลี กวน ยู” วางบรรทัดฐานว่า “การปราบคอร์รัปชัน ไม่ใช่ทำด้วยการพูด แต่ต้องเอาคนผิดเข้าคุกให้ประชาชนเห็น”
แล้ว ลี กวน หนู..จะว่ายังไงล่ะ แฮ่ม..




