ปัญหาในการทำคดีสินบนคือ หาพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินมาพิสูจน์ยาก ด้วยเหตุนี้ OECD จึงหาทางไล่จับคนผิดได้เร็วขึ้น ด้วยมาตรการ “ชะลอการฟ้อง” หรือ “ผ่อนผันโทษ” (Leniency Program) เพื่อจูงใจผู้ให้หรือผู้รับสินบนให้ยอมเปิดข้อมูล แลกกับการยกเว้นหรือลดโทษอาญา แต่อาจเพิ่มโทษทางเศรษฐกิจอย่างสาสมต่อบุคคลหรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง
พูดง่ายๆ คือ “คนจ่ายสินบนอาจไม่ต้องติดคุก ถ้ามาแฉอย่างหมดเปลือกต่อ ป.ป.ช. ก่อนเรื่องจะถูกเปิดโปงหรือถูกจับได้ และถ้าชี้ชัดได้ว่าความผิดที่ทำไปนั้นเป็นเพราะ “จำยอมหรือถูกกลั่นแกล้ง หรือตนจงใจติดสินบนเพื่อให้ประโยชน์บางอย่าง” ก็จะมีผลต่อโทษที่หนักเบาตามมา
บทลงโทษตามมาตรการนี้ เป็นต้นว่า ให้ชดใช้ความเสียหาย ถูกทัณฑ์บนหรือมีข้อตกลงอื่นกับรัฐ อาจไม่ติดคุกหรือติดน้อยมาก แต่ต้องมีโทษปรับรุนแรงมากจนมั่นใจว่าเขาจะไม่ทำเช่นนั้นอีก เป็นต้น
ข้อดีของมาตรการนี้ คือ ช่วยให้จบคดีง่าย คดีใช้เวลาสั้นลง ช่วยให้ ป.ป.ช. ผู้พิพากษา อัยการและบุคลากรที่เกี่ยวข้องมีเวลาไปทำเรื่องอื่น เท่ากับลดภาระค่าใช้จ่ายเป็นอันมาก
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำให้คอร์รัปชันลดลง จากการระแวงกันระหว่างคนให้กับคนรับสินบน ว่าอีกฝ่ายจะไปฟ้องร้องหรือเปิดโปงต่อทางการ ทำให้เสี่ยงมากจนไม่คุ้มที่จะรับเงินหรือถ้ารับก็ต้องแพงมาก
ข้อเสียที่อาจเกิดขึ้น คือ การที่คนโกงไม่ติดคุกเป็นเรื่องสังคมเข้าใจยาก เกิดข้อโต้แย้งมากว่ามีการสมยอมช่วยเหลือกันทางใดทางหนึ่ง
ดังนั้นการใช้มาตรการนี้ รัฐต้องมีกฎเกณฑ์ชัดเจนแน่นอน ต้องแสดงให้เห็นว่า "ถ้าไม่มอบตัว ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกจับได้เอง" และข้อมูลผู้แจ้งจะเป็น “ความลับสูงสุด” ทั้งต้องพิสูจน์ให้ทุกฝ่ายเชื่อว่า
มีอำนาจบังคับเอกชนได้มากพอ เช่น ต้องเปิดเผยเอกสารการเงินและเส้นทางการเงินเป็นอย่างไร บีบให้สารภาพว่าใครบ้างที่เกี่ยวข้องและพฤติกรรมที่เกิดขึ้น
มีกลไกเชื่อมโยงข้อมูลและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ ตรงไปตรงมา เช่น ป.ป.ช. ดีเอสไอ สรรพากร ศุลกากร ป.ป.ง. ธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น
ทุกข้อมูล ทุกการดำเนินการและการตัดสินใจ จะถูกตรวจสอบย้อนหลังได้ตลอดเวลา
เพิ่มความเสี่ยงให้คนโกง
ตัวอย่างคดีสินบนข้ามชาติที่คนไทยรู้จักกันดี เช่น คดีโรลส์ รอยซ์ คดีเหมืองทองคำ คดีสวนปาล์มที่อินโดฯ คดีอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวฯ คดีโรงไฟฟ้าขนอม คดีสินบนจอห์นเดียร์ เป็นต้น ทั้งหมดนี้คนต่างชาติที่จ่ายสินบนต่างสารภาพจนโดนลงโทษในประเทศของเขาไปหมดแล้ว
การที่นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐกล้าเรียกรับส่วยสินบนอย่างไม่เกรงกลัวใคร เพราะพวกเขาก็รู้ดีว่าคนที่ถูกกระทำมักเงียบเฉย เพราะหาพยานหลักฐานยากหรือมีการข่มขู่ให้เกรงกลัว ซ้ำร้ายหากตกเป็นข่าวคนจ่ายก็อาจโดนคดีด้วย ขณะที่หลายคนปิดปากเงียบเพราะสมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย
บทสรุป
ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ มีใช้มาตรการลักษณะนี้ เป็นการลงโทษทางแพ่งที่รุนแรงและเปิดเผย แทนการดำเนินคดีอาญากับนักปั่นหุ้นหรือผู้ค้าหุ้นที่ใช้ข้อมูลภายในเอาเปรียบผู้อื่น
คดีสินบนไล่จับยากและใช้เวลานาน เพราะมีการซุกซ่อน กระจายเงินหรือจ่ายผ่านคนอื่น บ้างจ่ายเป็นผลประโยชน์อื่นที่มิใช่เงินทอง อีกทั้งคู่กรณีต่างสมประโยชน์กันเป็นส่วนใหญ่ คนรู้เห็นก็ไม่กล้าเป็นพยานหรือมีส่วนได้เสียเอง ธนาคารไม่ค่อยปล่อยข้อมูลเพราะเกรงใจลูกค้าหรือกลัวถูกฟ้อง แถมกฎเกณฑ์ภาครัฐยังมีช่องว่างมากทำให้เอาผิดใครยาก
การยึดติดกับมาตรการไล่ล่าคนโกงแบบเดิมๆ จึงไม่ต่างกับเรายอมให้การเรียกรับสินบนแพร่กระจายไปเรื่อยๆ มาตรการ “ชะลอการฟ้อง” จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่ไทยต้องพิจารณานำมาปรับใช้




