1. การปั่นกระแสจากการเลือกตั้ง
การเลือกตั้งทั่วไปที่เพิ่งผ่านมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กำลังถูกนำไปปั่นกระแสไปในทำนองว่า การกระทำที่กกต. ได้ทำบาร์โค้ดเอาไว้บนบัตรเลือกตั้งนั้น จะเป็นเหตุให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
กระแสดังกล่าวเกิดจากร่วมกันผลักดัน (coalition advocacy) จากหลายฝ่าย ทั้งพรรคการเมืองที่ผิดหวังต่อผลการเลือกตั้ง ทั้งสื่อที่เป็นกองเชียร์ และนักวิชาการที่มีความรู้ หรือแม้แต่คนที่พอจะเป็นหลักของสังคมได้บ้าง
ปัญหา คือ กระแสดังกล่าวถูกสร้างขึ้นตามอคติส่วนตัว (bias) และอคติรวมหมู่ (prejudice) ซึ่งไม่น่าจะอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ทฤษฎีการเลือกตั้งและทฤษฎีการเมือง และการใช้วิจารณญาณที่มีเหตุผลเพียงพอ
2. การลงคะแนนลับคืออะไร
การลงคะแนนลับ (secret ballot) เป็นหลักการลงคะแนนเลือกผู้แทนที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเริ่มต้นมาจากออสเตรเลีย อังกฤษและสหรัฐอเมริกา ต่อมา มีปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนรองรับว่าการเลือกตั้งต้องลงคะแนนลับ
ความหมายของการลงคะแนนลับ หรือที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า “การลงคะแนนแบบออสเตรเลีย” คือ การลงคะแนนโดยไม่ระบุชื่อ (the secret ballot, also known as Australian ballot, allows voters to cast their votes anonymously)
ส่วนเหตุที่เรียกอีกอย่างว่า การลงคะแนนแบบออสเตรเลีย ก็เพราะออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่มีการใช้วิธีลงคะแนนลับในรัฐทัสเมเนียตั้งแต่ทศวรรษ 1850 และ 1860 อันเป็นลักษณะที่แตกต่างไปจากการลงคะแนนของประเทศอื่นในขณะนั้น ต่อมา จึงเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย จนต่อมามีการนำไปใช้ทั่วโลก เช่น อังกฤษ ปี 1872 สหรัฐอเมริกา ปี 1884 และ 1891 และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 21.3 บัญญัติว่าการเลือกตั้งต้องลงคะแนนลับ
3. การลงคะแนนลับมีผลดีอย่างไร
เมื่อถึงตอนปลายศตวรรษที่ 20 การลงคะแนนลับกลายเป็นเสาหลักของประชาธิปไตย เพราะเป็นหลักการสำคัญของการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม (free and fair elections)
การเปลี่ยนจากระบบการเลือกตั้งที่เปิดเผยให้รู้ว่าใครเลือกให้ใคร มาเป็นการลงคะแนนลับ ประกอบกับการที่เศรษฐกิจเจริญ เกิดความเป็นเมือง และคนมีการศึกษามากขึ้น
ช่วยให้เกิดการปฏิรูปการเมืองโดยลดการซื้อขายเสียงลง เช่น การซื้อขายเสียงที่ลดลงในสหรัฐอเมริกาในช่วงระหว่างปี 1870-1950 และในอังกฤษช่วงหลังกฎหมายการลงคะแนนลับ (the Ballot Act) ปี 1872 ทว่าในขณะนั้นจำนวนคนที่มาลงคะแนนก็ลดลงด้วย เนื่องจากขาดแรงจูงใจจากการซื้อขายเสียงนั่นเอง
วัตถุประสงค์ของการลงคะแนนลับ จึงเป็นไปเพื่อป้องกันการหลอกลวงคนลงคะแนน ด้วยการติดสินบน การข่มขู่คุกคาม หรือโกงการเลือกตั้ง
จากประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ เห็นได้ชัดว่า เป้าหมายที่ต้องการเปลี่ยนจากการลงคะแนนที่มองเห็นกันได้โดยเปิดเผยว่าใครลงคะแนนให้ใคร (open voting) มาเป็นการลงคะแนนลับ (secret ballot voting) นั้น ก็เพื่อขจัดพฤติกรรมการผิดกฎหมายเลือกตั้ง ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง เพื่อต้องการให้ผู้เลือกตั้งลงคะแนนอย่างเป็นอิสระ ทำให้ยากที่จะพิสูจน์ได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร
4. ความจำเป็นของการติดบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง
ในโลกยุคใหม่ ระบบการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ทันสมัยมากขึ้น อันเป็นผลมาจากความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี
ระบบการเลือกตั้งของประเทศต่าง ๆ ในโลก จึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากระบบการเลือกตั้งด้วยบัตรกระดาษ ไปเป็นกระดาษที่มีสัญลักษณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ประกอบ คือ การติดบาร์โค้ด แล้วก็เปลี่ยนไปใช้การลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยการสแกนนิ้วมือและอ่านคะแนนจากบาร์โค้ดในที่สุด
ในระบบบัตรเลือกตั้งที่เป็นกระดาษ นั้น การนับคะแนนจะช้าและโกงกันง่าย เพราะอาศัยบัตรเลือกตั้งอย่างเดียว จึงมีวิวัฒนาการนำเอาระบบเลือกตั้งกึ่งอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ (The Semi-Electronic Election System) ซึ่งจะรวมการพิมพ์ลายนิ้วมือ (fingerprint) กับเทคโนโลยีบาร์โค้ด (barcode technology) เข้าด้วยกัน กับบัตรเลือกตั้งที่เป็นกระดาษ ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นระบบเลือกตั้งโดยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Election System) ในที่สุด
การติดบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งที่เป็นกระดาษ จึงมีวัตถุประสงค์คู่ คือ ป้องกันการโกงเลือกตั้งที่อาจเกิดจากการนำเอาบัตรเลือกตั้งอื่นที่ทำปลอมขึ้นใส่ลงไปในกล่องเลือกตั้ง และเป็นการเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งโดยอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต หรือที่เรียกว่า “E-Election”
5. การติดบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเป็นการลงคะแนนไม่ลับหรือไม่
การวินิจฉัยว่า “การติดบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง” ที่ผ่านมา ผิดกฎหมายหรือไม่ มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่ 3 ฉบับ คือ (1) รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 (2) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 และ (3) ระเบียบกกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2566
โดยมีประเด็นที่จะต้องพิจารณา 2 ประเด็น คือ
ประเด็นแรก กกต.มีอำนาจติดบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งหรือไม่
กกต.มีอำนาจกำหนดบัตรเลือกตั้ง ตามมาตรา 85 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 ประกอบข้อ 129 แห่งระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2566 ซึ่งบัญญัติว่า
ข้อ 129 บัตรเลือกตั้งให้ใช้กระดาษที่มีขนาดกว้างยาวตามความจำเป็น คณะกรรมการอาจกำหนดให้มีรหัส หรือเครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้งโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง
การติดบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย
มิใช่กรณีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 มาตรา 96 และมาตรา 164 ที่ห้ามทำเครื่องหมายใดๆ ลงบนบัตรเลือกตั้ง เพราะกรณีหลังเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับกับผู้ลงคะแนน มิใช่ กกต.
ประเด็นที่สอง การติดบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นการลับหรือไม่
ประเด็นนี้ ต้องแยกออกเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่สองขั้นตอนว่ามีขั้นตอนใด ที่เจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย จนกระทั่งทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือทุจริต หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต หรือเป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่มิชอบหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ขั้นตอนแรก คือ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งต้องทำหน้าที่ตรวจสอบสิทธิของผู้ลงคะแนน ฉีกบัตรเลือกตั้งให้ ผู้ลงคะแนนเอาบัตรไปกาเครื่องหมายกากบาทหน้าชื่อผู้สมัคร ส.ส. หรือหน้าช่องลงประชามติ
หากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีใครมองเห็นว่า ผู้ลงคะแนนทำเครื่องหมายกากบาทให้ใคร การเลือกตั้งก็ย่อมเป็นการลับตามกฎหมาย
ต่อมา เมื่อเลือกตั้งเสร็จ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ต้องตรวจนับ ทำสรุปผล แล้วบรรจุในหีบเลือกตั้ง และส่งไปยังคณะกรรมการประจำเขต หากไม่มีใครนำเอาบัตรเลือกตั้งออกไปออกจากหน่วยเลือกตั้ง ก็ยังถือว่าเป็นการลับตามกฎหมายอยู่เช่นเดิม
ขั้นตอนที่สอง กรรมการประจำเขตเลือกตั้ง เมื่อรับหีบบัตรมา ก็ตรวจสอบ และตั้งกรรมการชุดหนึ่งทำหน้าที่นำเอาบัตรเลือกตั้งมากองเทรวมเข้าด้วยกัน และใส่กลับไปในหีบเลือกตั้ง เพื่อให้เต็มในแต่ละหีบ วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้บัตรเลือกตั้งคละกันและยากต่อการติดตามตรวจสอบ (tracing back) กลับไปว่าใครลงคะแนนให้ใคร ซึ่งก็ยังนับว่าเป็นการลับอยู่ดี
นอกจากนี้กฎหมายเลือกตั้งยังบัญญัติให้ กกต.รักษาบัตรเลือกตั้งที่อยู่หีบเลือกตั้งเอาไว้สองปี จึงค่อยทำลาย เพื่อเผื่อไว้สำหรับกรณีที่มีปัญหา กรณีกกต.กลาง หรือศาลมีคำสั่งให้นำออกมาพิสูจน์ใหม่ แต่ถ้าไม่มีปัญหา บัตรดังกล่าวก็ต้องถูกทำลายไปในที่สุด
ส่วนกรณีที่มีผู้นำบัตรเลือกตั้งออกมาแล้วเอามาถ่ายภาพลงโซเชี่ยลมีเดีย หรือเอามาสแกนบาร์โค้ดออกโทรทัศน์ นั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ตามมาตรา 95 วรรคสอง และมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 ที่บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้นำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง” และ “ห้ามใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว การกระทำผิดนี้ย่อมได้รับโทษตามกฎหมาย
ดังนั้น การที่จะนำเอาบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดออกมาสแกนเพื่อต่อกลับไปยังต้นขั้ว และหรือค้นหาว่าเป็นบัตรเลือกตั้งของผู้ใด หรือลงคะแนนให้ใคร นั้น จึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและต้องได้รับโทษ
สรุปว่าการติดบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งเป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ของ กกต. และเป็นการลับแล้ว จึงมิใช่การเลือกตั้งที่มิใช่การเลือกตั้งโดยตรงและลับตามมาตรา 85 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
กรณีที่ผู้มีความรู้บางท่านออกมาแสดงความคิดเห็นทำนองว่า
“หากถามความเห็นส่วนตัว ซึ่งผมอาจจะผิด ผมเห็นด้วยกับแนวทางที่ 1 ว่า “ไม่ได้ลับ” เพราะมันสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถ้าจะทำ ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ มันมีโอกาสรู้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ไม่ใช่ความลับ คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่ระบุว่า การเลือกตั้งต้องทำโดยตรงและลับ มันไม่ได้หมายความว่าเป็นความลับตอนไหน แต่มันหมายความว่า ต้องเป็นความลับตลอดเวลา คือ เป็นความลับไปกับโลกนี้เลย ถึงเรียกว่าลับ ถ้าลับแบบหลังจากเลือกไปแล้ว อีก 2 เดือน มาเปิดดูกันได้ แล้วก็รู้กันว่าใครนั้น ถือว่าได้เลือกตั้งโดยลับไปแล้ว พูดแบบนั้น พูดไม่ได้ เพราะว่ามันถูกเปิดเผยออกมาแล้ว”
จึงเป็นการแสดงความคิดเห็นบนพื้นฐานของการกระทำผิดกฎหมาย คือ มีผู้เอาบัตรเลือกตั้งออกมาโดยไม่ชอบ ตามมาตรา 95 วรรคสอง และนำเอามาสแกนกลับไปหาผู้ลงคะแนน หรือนำมาเปิดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นการลับ
6. แนวโน้มของคดีที่ฟ้องร้องกัน
เมื่อมีการฟ้องร้องคดีกันในศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง ทำนองว่า กกต. จัดการเลือกตั้งไม่ชอบ เพราะจัดทำบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง และทำให้การเลือกตั้งไม่ลับ นั้น
แนวโน้มที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด คือ
(1) คดีอาญาทุจริต มีแนวโน้มว่ากกต.น่าจะทำตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว และไม่ได้กระทำการใดโดยมิชอบแต่อย่างใด เว้นแต่จะพิสูจน์ถึงการกระทำผิดอย่างอื่น ที่ไม่ใช่การติดบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งและการกล่าวหาว่ากกต.จัดการเลือกตั้งไม่เป็นการลับ
(2) คดีศาลรัฐธรรมนูญ มีแนวโน้มว่าการเลือกตั้งทั่วไปไม่น่าจะเป็นโมฆะไปได้ เพราะ กกต. จัดการเลือกตั้งโดยชอบแล้ว มิได้มีกรณีใดที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นการเลือกตั้งโดยตรงและไม่เป็นการลับ ไม่ว่าจะเป็นขั้นการลงคะแนนในคูหา หรือขั้นการนำคะแนนไปกองเทรวมกันและเก็บรักษาไว้
(3) คดีปกครอง มีแนวโน้มว่าคำสั่งทางปกครองของกกต. ในการจัดการเลือกตั้งก็ดี การทำบัตรเลือกตั้งก็ดี ล้วนเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ และไม่ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่ใคร
ผลจากความเดือดร้อนเสียหายที่จะเกิดขึ้น ที่จริงนั้น น่าจะเป็นเพราะมีพรรคการเมืองใด “สู้เขาไม่ได้” หรือ “เชียร์ไม่ขึ้น” หรือ “อยากเลือกใหม่” เพราะไม่อยากให้พรรคที่ชนะได้เป็นรัฐบาลมากกว่า..




