
รูปวาดของอากง
ที่บ้านของเราไม่มีรูปถ่ายของปู่แม้แต่ใบเดียว
มีเพียงรูปวาดหนึ่งใบ ซึ่งคุณย่าวานเพื่อนของปู่วาดขึ้นจากความทรงจำ รูปใบนั้นอยู่บนหิ้งบูชาบรรพบุรุษ
ผมโตมากับรูปของชายคนหนึ่งที่ไม่มีใครในบ้านยืนยันได้ว่าเหมือนจริงเพียงใด เพราะคนที่จำใบหน้าท่านได้ชัดที่สุดคือคุณย่า และท่านก็จำได้เพียงในความคิดของตัวเอง
ภาพยนตร์เรื่อง จดหมายรักถึงอาม่า ทำให้ผมนึกถึงรูปวาดใบนั้นขึ้นมาอีกครั้ง และนึกถึงเรื่องที่คุณย่าเล่าให้ผมฟังมาตลอดชีวิต
คุณย่าของผมคืออาม่าในภาษาแต้จิ๋วที่บ้านเราใช้เรียกกัน ในที่นี้ผมขอใช้คำว่าคุณย่า เพราะสื่อความหมายถึงแม่ของพ่อได้ตรงกว่า ท่านคือผู้หญิงที่รอข่าวจากสามีอยู่ทั้งชีวิต และไม่เคยได้รับ
นี่ไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อเรียกน้ำตา แต่เป็นเรื่องจริงของครอบครัวหนึ่งที่ผมรับรู้มาตั้งแต่เด็ก จากการนั่งอยู่ข้างคุณย่าและฟังท่านเล่าถึงอดีตอยู่เสมอ
ในฐานะลูกคนโตและหลานคนโต ผมอาจได้รับรู้เรื่องเหล่านี้ลึกกว่าพี่น้องคนอื่น เพราะผมไม่ได้ฟังเพียงถ้อยคำ แต่ได้เห็นแววตา น้ำเสียง และความเจ็บปวดของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่เคยลืมวันที่สามีถูกพรากออกไปจากชีวิต
มีประโยคหนึ่งที่คุณย่าพูดกับผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนผมจำได้ขึ้นใจ
“อากงเขาไม่เคยทำอะไรผิด และเราก็ไม่รู้จักว่าคอมมิวนิสต์คืออะไรด้วยซ้ำ”
ทุกครั้งที่พูดประโยคนี้ คุณย่าไม่ได้ร้องไห้ ท่านเพียงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ยิ่งเรียบเท่าไร ผมกลับยิ่งรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ไม่เคยจางหาย
ปู่ของผมเป็นชาวจีนโพ้นทะเลเชื้อสายแต้จิ๋วจากเมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง ตามคำบอกเล่าของคุณย่า ปู่เป็นคนมีความรู้ ได้รับการศึกษาดี เป็นครูสอนหนังสือ และทำงานเป็นผู้จัดการโรงสีในกรุงเทพฯ
ท่านไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่นักปฏิวัติ และตามความรับรู้ของครอบครัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองใด ๆ
ส่วนคุณย่าเป็นแม่บ้านธรรมดา ผู้หญิงคนหนึ่งที่ควรได้ใช้ชีวิตดูแลสามี เลี้ยงลูก และประคับประคองบ้านเล็ก ๆ ของตนไปตามกำลัง
คนจีนจำนวนมากไม่ได้จากบ้านเกิดมาเพราะต้องการความมั่งคั่ง พวกเขาจากมาเพราะสงคราม ความอดอยาก และความหวังว่าจะรักษาชีวิตของตนกับครอบครัวไว้ได้ พวกเขาหันมาพึ่งประเทศไทยในฐานะแผ่นดินใหม่ ลงแรงทำงาน สร้างกิจการ และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศซึ่งตนหวังจะฝากชีวิตไว้
แต่สำหรับบางครอบครัว การมาถึงประเทศไทยกลับกลายเป็นการหนีเสือปะจระเข้ เมื่อรัฐในแผ่นดินที่พวกเขาหวังจะพึ่งพา กลับเป็นผู้ทำลายบ้านหลังใหม่เสียเอง
ในยุคที่รัฐไทยมองคนจีนด้วยความหวาดระแวง ชีวิตของคนธรรมดาคนหนึ่งอาจถูกทำลายด้วยข้อกล่าวหา โดยที่ครอบครัวแทบไม่มีโอกาสได้รับรู้หลักฐานหรือปกป้องตนเอง
พ่อของผมเกิดใน พ.ศ. 2484 เมื่อปู่ถูกพรากออกไป พ่อมีอายุประมาณสามขวบ เหตุการณ์จึงน่าจะเกิดขึ้นราว พ.ศ. 2486–2487 ซึ่งตรงกับช่วงปลายของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามที่ครองอำนาจจนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2487
ครอบครัวไม่เหลือเอกสารคำสั่ง ไม่เหลือวันเดือนที่แน่นอน และไม่เหลือรายละเอียดว่าปู่ถูกนำตัวไปอย่างไร เหลือเพียงความทรงจำของคุณย่าว่า ปู่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และถูกเนรเทศออกจากประเทศไทยกลับไปยังจีน
หลายคนอาจเรียกสิ่งนี้ว่า “ยุคสมัย” ราวกับมันเป็นดินฟ้าอากาศที่ไม่มีใครสั่งได้
แต่ยุคสมัยนั้นมีรัฐบาล มีกลไกรัฐ มีผู้ใช้อำนาจ และมีประชาชนซึ่งต้องรับผลจากคำสั่งเหล่านั้น
การสร้างชาติแบบชาตินิยมของรัฐบาลในเวลานั้นไม่ได้มีเพียงการสร้างความเป็นไทย แต่ยังหมายถึงการกดทับผู้ที่ถูกมองว่าเป็นคนอื่น และคนจีนคือหนึ่งในกลุ่มที่ถูกจับตามองอย่างหนัก
รัฐบาลจำกัดอาชีพและกิจการที่คนจีนเคยใช้เลี้ยงครอบครัว แทรกแซงการค้าข้าวและกิจการโรงสี ควบคุมหนังสือพิมพ์ภาษาจีน และกวาดปิดโรงเรียนจีนทั่วประเทศ
นโยบายเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่เพียงในคำประกาศ ระหว่าง พ.ศ. 2481 ถึง 2483 โรงเรียนจีนถูกบีบให้ปิดถึง 242 แห่ง และเมื่อถึง พ.ศ. 2483 โรงเรียนจีนในกรุงเทพฯ ถูกปิดทั้งหมด
หนึ่งในนั้นคือโรงเรียนเผยอิงบนถนนทรงวาด โรงเรียนสำคัญของชาวแต้จิ๋วซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2463 และเคยได้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ. 2470 โรงเรียนแห่งนี้ถูกสั่งปิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2482 และต้องรอจนหลังสงครามจึงได้รับอนุญาตให้กลับมาเปิดอีกครั้ง
การปิดโรงเรียนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพฯ โรงเรียนฮั่วบุ๋นซึ่งเป็นต้นกำเนิดของโรงเรียนภูเก็ตไทยหัวถูกปิดด้วยเหตุผลทางการเมืองถึงสองครั้ง ส่วนโรงเรียนเถ้าเองในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเปิดสอนทั้งภาษาไทยและภาษาจีนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมต้น ก็ถูกสั่งปิดใน พ.ศ. 2482 เช่นกัน
สิ่งที่รัฐปิดจึงไม่ใช่เพียงห้องเรียน แต่คือพื้นที่ซึ่งลูกหลานชาวจีนใช้เรียนภาษา รักษาความทรงจำ และสร้างอนาคตของตนในแผ่นดินที่พ่อแม่เลือกมาฝากชีวิตไว้
ปู่ของผมเป็นครู และเป็นผู้จัดการโรงสี
ท่านจึงยืนอยู่ตรงกลางของพื้นที่สองแห่งซึ่งรัฐกำลังควบคุมพอดี
ในช่วงที่จีนถูกญี่ปุ่นรุกราน ชาวจีนและครูจีนในประเทศไทยจำนวนหนึ่งเรี่ยไรเงินช่วยแผ่นดินเกิดและร่วมกันไม่ซื้อสินค้าญี่ปุ่น แต่รัฐบาลไทยในช่วงสงครามเลือกเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น โรงเรียนและองค์กรของคนจีนจึงถูกเพ่งเล็งและควบคุมอย่างหนักยิ่งขึ้น
มาตรการของรัฐจึงทำให้คนจีนที่ยังผูกพันกับบ้านเกิดถูกมองด้วยความระแวง ในขณะที่บ้านเกิดของพวกเขากำลังถูกกองทัพของประเทศซึ่งเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลไทยรุกราน
เมืองซัวเถาถูกกองทัพญี่ปุ่นยึดครองตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2482 และอยู่ภายใต้การยึดครองจนสงครามสิ้นสุด ในวันที่ปู่ถูกเนรเทศ ภูมิลำเนาเดิมของท่านจึงยังเป็นดินแดนสงครามภายใต้การควบคุมของกองทัพญี่ปุ่น
นั่นไม่ใช่เพียงการส่งคนกลับประเทศ แต่คือการผลักชายคนหนึ่งออกจากบ้าน ไปยังสถานที่ซึ่งครอบครัวไม่อาจรู้ได้เลยว่าเขาจะมีชีวิตรอดหรือไม่
ข้อกล่าวหาเรื่องคอมมิวนิสต์จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบอกว่าบุคคลหนึ่งยึดถืออุดมการณ์ใด แต่มันสามารถกลายเป็นตราประทับซึ่งทำให้คนจีนคนหนึ่งถูกมองเป็นภัย และถูกกำจัดออกจากประเทศได้อย่างง่ายดาย
สำหรับคุณย่า ข้อกล่าวหานั้นยิ่งห่างไกลจากชีวิตจริงของครอบครัว เพราะท่านยืนยันมาตลอดว่า ปู่ไม่เคยทำอะไรผิด และพวกท่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคอมมิวนิสต์คืออะไร
เท่าที่ครอบครัวได้รับรู้ ปู่ไม่ได้ขึ้นศาล ไม่มีพยาน ไม่มีหลักฐาน และไม่มีคำพิพากษาให้ภรรยาหรือลูกได้อ่านแม้แต่บรรทัดเดียว
ท่านเพียงถูกพรากออกไป แล้วชีวิตของท่านในประเทศนี้ก็จบลง
ไม่ว่าข้อกล่าวหาในเอกสารของรัฐจะเขียนไว้อย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับครอบครัวของเราคือ สามีคนหนึ่งหายไปจากภรรยา พ่อคนหนึ่งหายไปจากลูก และไม่มีใครต้องกลับมารับผิดชอบต่อชีวิตที่พังลงหลังจากนั้น
คนที่ใช้อำนาจไม่เคยเห็นหน้าปู่ของผม ไม่เคยรู้ว่าท่านสอนหนังสือเด็กกี่คน ไม่เคยรู้ว่าที่บ้านมีภรรยากับลูกสามคน และไม่เคยต้องกลับมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้นหลังคำสั่งของรัฐถูกนำไปปฏิบัติ
รัฐบาลดำเนินต่อไป ผู้มีอำนาจเดินหน้าทำงานของตนต่อไป และจอมพล ป. พิบูลสงครามยังถูกจดจำในฐานะบุคคลสำคัญและผู้สร้างชาติ เขาเสียชีวิตใน พ.ศ. 2507 ที่ประเทศญี่ปุ่น หลังถูกรัฐประหารและต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ
ส่วนบ้านของเราเหลือรูปวาดหนึ่งใบ
ประวัติศาสตร์จึงไม่ยุติธรรมสองชั้น ชั้นแรกคือมันเปิดทางให้ผู้มีอำนาจทำลายคนบริสุทธิ์ได้ ชั้นที่สองคือมันจดจำผู้มีอำนาจเหล่านั้นไว้ในฐานะบุคคลสำคัญ แล้วปล่อยให้คนที่ถูกเหยียบข้ามหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
ผมไม่ได้เกลียดใครแทนคุณย่า ท่านไม่เคยสอนให้ผมเกลียดใคร
แต่ผมปฏิเสธที่จะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวเราว่าโชคชะตา
วันนั้นพ่อของผมมีอายุเพียงสามขวบ พ่อเป็นลูกคนเล็กและมีพี่สาวอีกสองคน บ้านหลังนั้นจึงเหลือผู้หญิงหนึ่งคนกับเด็กสามคน โดยไม่มีใครบอกว่าจะต้องอยู่กันต่อไปอย่างไร
เด็กสามขวบไม่รู้ว่าคอมมิวนิสต์คืออะไร ไม่รู้จักคำว่าอุดมการณ์ ความมั่นคง หรือภัยต่อชาติ เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้ใหญ่บางคนจึงมีอำนาจพรากคนคนหนึ่งออกจากครอบครัวได้
เขารู้เพียงว่า เมื่อวานยังมีพ่ออยู่ในบ้าน
แล้ววันหนึ่ง พ่อก็หายไป
และไม่เคยกลับมาอีกเลย
เมื่อกว่าแปดสิบปีก่อน โลกไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีวิดีโอคอล และการติดต่อข้ามประเทศไม่ได้ง่ายดายเหมือนปัจจุบัน สำหรับครอบครัวธรรมดาครอบครัวหนึ่ง การถูกส่งกลับไปยังประเทศจีนจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการอยู่ห่างไกลกัน
แต่มันอาจหมายถึงการหายออกไปจากชีวิตของกันและกันตลอดกาล
ไม่มีเสียงโทรศัพท์ให้ได้ยินว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีข้อความบอกว่ายังสบายดี และไม่มีโอกาสถามว่าอยู่ที่ไหน กินอยู่อย่างไร หรือจะได้กลับมาพบกันอีกหรือไม่
ในภาพยนตร์ โพยก๊วนคือระบบรับส่งจดหมายพร้อมเงินซึ่งชาวจีนโพ้นทะเลส่งกลับไปยังครอบครัวในจีน เป็นทั้งข่าวคราว หลักฐานว่ายังมีชีวิตอยู่ และเงินจากหยาดเหงื่อซึ่งช่วยให้คนทางบ้านประคองชีวิตต่อไปได้
ในเครดิตตอนท้าย หนังยังย้ำถึงความสำคัญของโพยก๊วนในฐานะความทรงจำร่วมของชาวจีนโพ้นทะเล
แต่คำว่า “โพยก๊วน” ไม่เคยอยู่ในสารบบเรื่องเล่าที่คุณย่าเล่าให้ผมฟังเลย
สำหรับคุณย่า การส่งเงินกลับประเทศจีนเป็นเรื่องไกลเกินกว่าจะอยู่ในความคิด เพราะหลังจากปู่ถูกพรากไป เพียงหาเงินเลี้ยงตัวเองกับลูกสามคนในประเทศไทยก็แทบไม่รอด ครอบครัวของเราไม่มีเงินเหลือให้ส่งข้ามทะเล มีเพียงความขาดแคลนซึ่งต้องแบ่งกันอยู่ภายในบ้าน
ในหนัง อาม่ายังมีโพยก๊วนให้รู้ว่าอีกฝ่ายยังคิดถึง ยังทำมาหากิน และยังส่งเงินกลับมา
แต่ในบ้านของเรา ไม่มีทั้งเงิน ไม่มีข่าวคราว และไม่มีแม้แต่ซองเปล่า
การไม่มีโพยก๊วนของครอบครัวผมจึงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อีกแบบหนึ่ง เป็นหลักฐานของครอบครัวที่ถูกตัดกำลังจนไม่มีสิ่งใดเหลือให้ส่ง และถูกตัดขาดจนไม่มีข่าวคราวให้ตอบกลับ
สิ่งที่โหดร้ายที่สุดจึงอาจไม่ใช่เพียงการถูกพรากจากกัน แต่คือการที่คนซึ่งยังอยู่ข้างหลังต้องใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่รู้ว่า คนที่ตนรักยังมีชีวิตอยู่หรือจากโลกนี้ไปแล้ว
คุณย่าไม่มีโอกาสร่ำลา พ่อไม่มีโอกาสจดจำใบหน้าของปู่ให้ชัดเจน และปู่ไม่มีโอกาสเห็นลูกของตนเติบโตขึ้นมา
เมื่อสามีหายไป คุณย่าซึ่งเดิมเป็นแม่บ้านต้องลุกขึ้นมาแบกรับทุกอย่างเพียงลำพัง ท่านต้องแบกของ หาบของ และหาบขนมออกไปขาย ใช้แรงกายทุกหยดแลกกับเงินเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ลูกมีข้าวกินและประคองครอบครัวไม่ให้พังลง
จากผู้หญิงธรรมดาที่เคยมีสามีเป็นเสาหลัก คุณย่าต้องกลายเป็นทั้งพ่อและแม่ ต้องเก็บความทุกข์ไว้ในใจ แล้วออกไปทำมาหากินเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดมาถามว่าท่านจะอยู่ต่ออย่างไร ไม่มีใครชดเชยรายได้ที่ครอบครัวสูญเสีย ไม่มีใครสนใจว่าเด็กสามขวบคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาอย่างไรโดยไม่มีพ่อ และไม่มีคำขอโทษจากผู้มีอำนาจคนใด
พี่สาวทั้งสองของพ่อไม่ได้เข้าโรงเรียนเลยแม้แต่วันเดียว ไม่ใช่เพราะไม่อยากเรียน แต่เพราะบ้านไม่มีเงินพอ และทั้งสองต้องออกมาช่วยแม่ทำมาหากินตั้งแต่ยังเด็ก
ส่วนพ่อซึ่งเป็นลูกชายคนเล็กยังพอได้เข้าโรงเรียนอยู่ระยะหนึ่ง พ่อเรียนดีและสอบได้ที่หนึ่งมาโดยตลอด เขามีสติปัญญา มีความสามารถ และควรมีอนาคตที่กว้างไกล แต่สุดท้ายต้องออกจากโรงเรียนเพราะครอบครัวไม่มีเงินส่งให้เรียนต่อ
เขาไม่ได้ออกจากโรงเรียนเพราะเรียนไม่เก่ง ไม่ได้ออกเพราะขี้เกียจ และไม่ได้ออกเพราะไม่มีความฝัน
เขาต้องออก เพราะบ้านหลังนั้นไม่มีพ่อผู้หาเลี้ยงครอบครัวอีกต่อไป
คำสั่งหนึ่งของรัฐจึงไม่ได้พรากเพียงผู้ชายคนหนึ่งออกจากประเทศ แต่ยังพรากการศึกษาของเด็กสามคน พรากความมั่นคงของภรรยา และเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของลูกหลานซึ่งบางคนยังไม่ทันถือกำเนิดในวันที่คำสั่งนั้นถูกออก
บางครั้งผมอดคิดไม่ได้ว่า หากปู่ไม่ถูกพรากไป ชีวิตของครอบครัวเราจะเป็นอย่างไร
ไม่มีใครตอบได้ว่าชีวิตอีกแบบหนึ่งจะดีกว่าเพียงใด ทั้งจีนและสิงคโปร์ในยุคนั้นต่างมีสงคราม ความยากจน และความผันผวนของตนเอง เราจึงไม่อาจกล่าวว่าชีวิตที่อื่นจะต้องง่ายดายหรือสุขสบายกว่า
แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ครอบครัวนี้ไม่ได้กำลังเดินไปสู่ความล้มเหลว ปู่มีการศึกษา มีความสามารถ และมีงานมั่นคง จนกระทั่งอำนาจรัฐเข้ามาตัดเส้นทางชีวิตของพวกเขาเสียเอง
ความเจ็บปวดจึงไม่ได้อยู่เพียงในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่อยู่ในชีวิตอีกแบบหนึ่งซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ชีวิตที่ปู่ได้เห็นลูกเติบโต คุณย่าไม่ต้องหาบขนมขายเพียงลำพัง เด็กซึ่งสอบได้ที่หนึ่งได้เรียนต่อจนสุดความสามารถ และลูกหลานไม่ต้องใช้เวลาหลายสิบปีปีนกลับขึ้นมาจากหลุมที่ตนไม่ได้เป็นคนขุด
ชีวิตเหล่านั้นไม่มีวันเกิดขึ้นแล้ว และไม่มีผู้มีอำนาจคนใดสามารถคืนให้ครอบครัวของเราได้
หลายสิบปีต่อมา ผมเติบโตขึ้นพร้อมกับเรื่องเล่าเหล่านี้ ผมไม่ได้เรียนรู้เรื่องความยุติธรรมจากตำราเพียงอย่างเดียว แต่เรียนรู้จากคุณย่าซึ่งต้องหาบของออกไปขาย จากพ่อซึ่งสอบได้ที่หนึ่งแต่ต้องออกจากโรงเรียน และจากความจริงว่า ชีวิตของคนบริสุทธิ์สามารถถูกทำลายได้ง่ายเพียงใด เมื่อผู้มีอำนาจไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน
ในฐานะหลานคนโต ผมเหมือนได้รับฝากความทรงจำของครอบครัวไว้โดยไม่รู้ตัว ทุกครั้งที่คุณย่าเล่า ท่านไม่ได้มอบเพียงอดีตให้ผม แต่กำลังมอบคำถามบางอย่างให้ด้วยว่า หากวันหนึ่งเราเห็นความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นต่อหน้า เราจะเลือกเงียบ หรือจะยอมรับผลจากการพูดความจริง
ผมไม่ได้ยืนหยัดได้อย่างมั่นคงอยู่ทุกครั้ง บางครั้งผมเหนื่อย ลังเล และอดคิดไม่ได้ว่า หากยอมอ่อนลงอีกเพียงเล็กน้อย ชีวิตอาจง่ายกว่านี้มาก แต่ทุกครั้งที่คิดเช่นนั้น ผมจะนึกถึงคุณย่า นึกถึงพ่อในวัยสามขวบ และนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อความอยุติธรรมไม่มีใครขัดขวาง
คำว่า “ยอมหัก ไม่ยอมงอ” จึงไม่ใช่คำประกาศว่าผมแข็งแกร่งเพียงใด แต่มันคือสิ่งที่ผมพยายามรักษาไว้ และเป็นมรดกจากคุณย่า
ผมต้องเรียน ทำงาน และต่อสู้อย่างหนัก จนในที่สุดได้ประกอบอาชีพแพทย์ และพอจะพลิกฟื้นฐานะของครอบครัวให้กลับมาอ้าปากลืมตาได้อีกครั้ง แต่การที่ลูกหลานคนหนึ่งสามารถปีนขึ้นมาจากความยากลำบาก ไม่ได้ทำให้ความผิดในอดีตหมดไป
มันเพียงพิสูจน์ว่าครอบครัวหนึ่งต้องใช้แรงมหาศาลเพียงใด เพื่อกลับขึ้นมาจากหลุมที่อำนาจรัฐเคยผลักพวกเขาลงไป
เรื่องของครอบครัวทำให้ผมไม่อาจศรัทธาอำนาจอย่างไร้เงื่อนไข ผมรู้ว่าเมื่อระบบตกอยู่ในมือของคนที่ไม่เห็นคุณค่าชีวิตมนุษย์ กระดาษเพียงแผ่นเดียวอาจกลายเป็นอาวุธ ข้อกล่าวหาอาจกลายเป็นคำพิพากษา และความหวาดระแวงของผู้ปกครองอาจกลายเป็นโทษที่ประชาชนบริสุทธิ์ต้องรับไปทั้งชีวิต
ความชั่วของผู้ปกครองไม่ได้จบลงพร้อมวาระหรือชีวิตของเขา มันยังคงอยู่ในเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ในครอบครัวที่ตกลงไปสู่ความยากจน และในลูกหลานซึ่งต้องใช้เวลาทั้งชีวิตแก้ไขความเสียหายที่ตนไม่ได้เป็นผู้ก่อ
ผู้นำอาจอยู่ในอำนาจเพียงไม่กี่ปี แต่ประเทศอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วคนเพื่อชำระหนี้จากการกระทำของเขา
สิ่งที่เกิดกับครอบครัวผมจึงไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัว และไม่อาจถูกปัดทิ้งด้วยคำว่า “บริบทของยุคสมัย”
บริบทไม่ใช่ใบอนุญาตให้ทำลายผู้บริสุทธิ์ ความมั่นคงของรัฐไม่ใช่ข้ออ้างให้เด็กสามขวบต้องสูญเสียพ่อ และคำว่าชาติไม่ควรถูกใช้เป็นผ้าคลุมความอยุติธรรมของผู้ปกครอง
ครอบครัวของผมไม่ได้ล้มเหลว ปู่ไม่ได้ไร้ความสามารถ คุณย่าไม่ได้เลือกความยากจน พ่อไม่ได้ขาดสติปัญญา และลูกหลานไม่ได้เกิดมาเพื่อชดใช้ความหวาดกลัวของรัฐบาลใด
สิ่งที่ล้มเหลวคือรัฐซึ่งไม่สามารถมอบความเป็นธรรมให้ประชาชน และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือสังคมซึ่งยอมให้ความอยุติธรรมเหล่านี้ถูกลืม จนผู้มีอำนาจรุ่นต่อมาเชื่อว่าตนสามารถทำเช่นเดียวกันได้อีก
คุณย่าจากโลกนี้ไปนานแล้ว แต่เรื่องราวที่ท่านเล่าไม่เคยจากไปไหน
ทุกวันนี้พ่อของผมอายุแปดสิบกว่าปี ชายผู้เคยเป็นเด็กสามขวบในวันนั้นกลายเป็นชายชราซึ่งใช้ชีวิตมาทั้งชีวิตกับผลของเหตุการณ์ที่ตนไม่ได้เป็นผู้ก่อ
ผมเชื่อว่าบ้านลูกจีนในเมืองไทยยังมีเรื่องแบบนี้อยู่อีกหลายบ้าน บ้านที่มีใครคนหนึ่งหายไปแล้วไม่มีใครพูดถึงอีก บ้านที่เหลือเพียงชื่อ เหลือเพียงคำบอกเล่า หรือเหลือเพียงรูปวาดหนึ่งใบเหมือนบ้านของผม
หลายบ้านเงียบมาทั้งชีวิต เพราะไม่มีใครถาม และเพราะเคยชินกับการไม่เล่า
ส่วนผมยังคงรับเอาความทรงจำของครอบครัวมาบอกเล่าต่อ เพราะหากวันหนึ่งแม้แต่ลูกหลานยังเลือกจะเงียบ ความอยุติธรรมที่เคยเกิดขึ้นก็จะถูกกลืนหายไปจากประวัติศาสตร์ ราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นเลย
ครอบครัวของผมไม่ได้มีโพยก๊วนให้เก็บรักษา
การไม่มีโพยก๊วนนั่นเอง คือสิ่งที่ประวัติศาสตร์ทิ้งไว้ให้เรา
คุณย่าจากไปแล้ว พ่อก็ชราลงทุกวัน
แต่เวลาที่ถูกพรากไปไม่อาจย้อนกลับมา
ไม่มีจดหมายถึงอาม่า




