เมื่อคืนเล่นเอานอนไม่หลับเลยค่ะ
หลายคนที่รอดหรือไม่วุ่นวายกับภาวะน้ำท่วมคงได้เห็นข่าวการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดยนายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย กับคณะ
.
ร่างนี้เป็น ร่างการเงิน นะคะ เป็นการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส เพื่อเปลี่ยนแหล่งรายได้จากเงินบำรุงที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ ที่เรียกกันว่า ภาษีบาป หรือ Earmarked Tax มาเป็นเงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยให้เหตุผลเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ เป็นประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน
.
หลักวินัยการเงินการคลังเป็นหลักการสำคัญของรัฐสมัยใหม่ และการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่ทุกหน่วยงานต้องให้ความสำคัญ
.
แต่คำถามสำคัญที่ต้องถามก็คือ การเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสจะสามารถแก้ปัญหาด้านวินัยการเงินการคลังได้จริงหรือ
.
ปัญหาหลักของไทยพีบีเอสในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ที่กลไกการจัดเก็บรายได้ - ปัญหามีทุกองค์กรละค่ะ วิจารณ์กันอยู่เสมอทั้งโดยคนในและจากคนนอก ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพการบริหาร การปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล คุณภาพและความหลากหลายของเนื้อหา ตลอดจนการสร้างคุณค่าต่อสังคม แต่ถามจริงว่าการเปลี่ยนระบบรายได้จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่
.
ในความเห็นของคนที่สัมผัสกับองค์กรนี้มานานพอสมควร บอกได้เลยว่าไม่ใช่หนทางแก้ปัญหา แต่กลับไปเปลี่ยนเงื่อนไขสำคัญของการดำรงอยู่ในฐานะ สื่อสาธารณะ
.
เรื่อง สื่อสาธารณะ นี่ คนเข้าใจก็เข้าใจค่ะ ไม่เข้าใจก็ต้องคุยกันยาว อันนี้ก็อาจเป็นอีกหนึ่งปัญหาของไทยพีบีเอส ที่คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจแค่ว่า สื่อสาธารณะคือไม่มีโฆษณา
.
มาว่ากันต่อค่ะ… เงินบำรุงหรือแหล่งเงินรายได้ของไทยพีบีเอสตามกฎหมายเดิมไม่ได้กำหนดขึ้นเพียงเพื่อให้ไทยพีบีเอสมีรายได้ที่มั่นคง แต่เป็นกลไกที่ออกแบบขึ้นเพื่อสร้าง ความเป็นอิสระ ทั้งจาก อำนาจรัฐ และแรงกดดันทางตลาด ที่เรียกกันว่า อำนาจทุน เพราะภารกิจของสื่อสาธารณะคือการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชน และคนที่ไม่มีโอกาสส่งเสียงในสังคม ไม่ใช่เพื่อรัฐบาลหรือผู้สนับสนุนทางธุรกิจ
.
ดังนั้น การพิจารณาเรื่องรายได้ของไทยพีบีเอสจึงไม่ควรมองเพียงมิติทางการเงินการคลัง แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับ หลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ด้วย
.
ประเด็นสำคัญคือ วินัยการเงินการคลังไม่ควรถูกตีความว่า ทุกองค์กรของรัฐต้องมีรูปแบบทางการเงินเหมือนกันทั้งหมด เพราะสถาบันหรือองค์กรแต่ละประเภทถูกออกแบบขึ้นเพื่อทำหน้าที่แตกต่างกัน ศาล องค์กรอิสระ มหาวิทยาลัย หรือองค์กรสาธารณะบางประเภท ล้วนมีรูปแบบการคุ้มครองความเป็นอิสระที่แตกต่างกันตามภารกิจ
.
สื่อสาธารณะก็เช่นเดียวกัน ความเป็นอิสระไม่ใช่สิทธิพิเศษขององค์กร แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบ ให้ข้อมูล และสร้างพื้นที่สาธารณะได้
.
หากเห็นว่าไทยพีบีเอสมีปัญหา แนวทางที่เหมาะสมควรเป็นการปฏิรูป ไม่ใช่การลดทอนหลักประกันที่ทำให้สื่อสาธารณะสามารถดำรงอยู่ได้
.
การปฏิรูปควรมุ่งไปที่การยกระดับธรรมาภิบาล การปรับโครงสร้างการบริหาร การกำหนดบทบาทใหม่จากสถานีโทรทัศน์ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ความรู้ และการสื่อสารสาธารณะของประเทศ รวมถึงการวัดผลด้วยคุณค่าที่สร้างให้กับประชาชน มากกว่าจำนวนผู้ชม
.
คำถามที่ประเทศไทยควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า ไทยพีบีเอสควรได้เงินจากแหล่งใด แต่คือ ประเทศไทยยังต้องการสื่อสาธารณะหรือไม่ และ ต้องการให้สื่อสาธารณะทำหน้าที่อะไรในอนาคต
.
เอาจริงนะคะ พยายามคิดท้้งคืน ก็ยังไม่เห็นว่า การมีเงินบำรุงไทยพีบีเอสทำให้เกิดปัญหาทางการคลังอย่างไร มีความเสียหายต่อระบบงบประมาณอย่างไร และการเปลี่ยนเป็นงบประมาณรายปีจะทำให้เกิดประโยชน์ทางการคลังที่ชัดเจนเพียงใด
.
แต่ที่แน่ ๆ การเปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้โดยอ้างความเคร่งครัดในการรักษาวินัยการเงินการคลังแบบนี้ เป็นความเสี่ยงต่อหลักประกันความเป็นสื่อสาธารณะของไทยพีบีเอสอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสื่อสาธารณะ ความสามารถในการวางแผนระยะยาวขององค์กร หรือความกล้าหาญที่จะนำเสนอเนื้อหาที่อาจกระทบผู้มีอำนาจ
.
การเปลี่ยนแหล่งเงินรายได้อาจเป็นเพียง การแก้ปัญหาทางระบบงบประมาณ (ตามอ้าง) แต่การรักษาสื่อสาธารณะเป็นเรื่องของ การรักษาโครงสร้างพื้นฐานทางประชาธิปไตยของสังคม




