News Logo
หน้าแรก
เปิดคำพิพากษาศาลปค. มติ 'หมอสรณ' ขาดคุณสมบัติปธ.กสทช. ชอบด้วยกฎหมาย

เปิดคำพิพากษาศาลปค. มติ 'หมอสรณ' ขาดคุณสมบัติปธ.กสทช. ชอบด้วยกฎหมาย

25 ก.ย. 2569 18:18
ผู้ชม 112 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"...จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่า ผู้ฟ้องคดียังคงมีความสัมพันธ์กับหน่วยงานของรัฐทั้งในทางข้อเท็จจริงและในทางผลประโยชน์ กรณีจึงมิใช่เป็นการประกอบวิชาชีพอิสระโดยปราศจากความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งการลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล นั้น เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบแห่งความสัมพันธ์ในทางนิตินัย หาได้ทำให้ความสัมพันธ์ในทางข้อเท็จจริงและทางผลประโยชน์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับโรงพยาบาลสิ้นสุดลงไม่..."

สืบเนื่องสำนักข่าวข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก เวลา 11.00 น. และนัดอ่านคำพิพากษาเวลา 15.00 น. ในคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.

ศาลพิพากษา ยกฟ้อง โดยระบุว่าจาก ในช่วงวันที่ 8 ม.ค. 2565 ถึง 12 เม.ย. 2565 ผู้ฟ้องคดียังคงปฏิบัติงานเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ตรวจรักษาผู้ป่วยที่พรีเมี่ยมคลินิก แม้จะไม่ได้มีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรในช่วงที่ปฏิบัติงานเป็นแพทย์แต่ละชั่วโมง ทั้งไม่ได้รับเงินเดือนในลักษณะเดียวกับแพทย์ประจำก็ตาม แต่ผู้ฟ้องคดียังคงเข้าปฏิบัติงานและได้รับประโยชน์ตอบแทน อีกทั้งปรากฏข้อจริงว่ามีการทำสัญญาหรือข้อตกลงกับคณะแพทยศาสตร์โรงบาลรามาธิบดีตกลงแบ่งเงินค่ารักษาที่จะได้รับจากผู้ป่วย โดยโรงพยาบาลเป็นผู้ที่เก็บค่ารักษาแทนผู้ฟ้องคดี แล้วนำมาจ่ายให้กับผู้ฟ้องคดีเพื่อแบ่งรายได้ให้แก่โรงพยาบาลต่อไป ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดียังคงมีความสัมพันธ์กับหน่วยงานของรัฐ กรณีจึงไม่ใช่เป็นเพียงการประกอบวิชาที่เป็นอิสระหรือปราศจากความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 ที่วินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมับติในการเป็นกรรมการ กสทช. จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

1790326721464-d4046b991105f4212

ตัดสินแล้ว! ศาลปค.ยกฟ้องคดี 'หมอสรณ-กก.สรรหา กสทช.'

ต่อไปเป็นรายละเอียดคำพิพากษาคดีนี้ ผู้สื่อข่าวสรุปและเรียบเรียง มีรายละเอียด ดังนี้

ศาลได้ตรวจพิจารณาเอกสาร กฎหมาย และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยแล้ว คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยพร้อมด้วยเหตุผลในการวินิจฉัย ดังนี้

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 952/2569 วินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา และมีคำสั่งในเรื่องคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีของผู้ฟ้องคดีต่อไป จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลและเงื่อนไขการฟ้องคดีอีก

สำหรับประเด็นที่เป็นเนื้อหาของคดี คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 วินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

@ ต้องวินิจฉัยก่อนว่า กก.สรรหา กสทช. มีอำนาจวินิจฉัยคุณสมบัติ 'หมอสรณ' หรือไม่

เนื่องจากผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดีด้วยเหตุผลหลายประการ กรณีจึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก่อนว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจตามกฎหมายในการวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดี ภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีได้รับการสรรหาและได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. แล้วหรือไม่ ดังนี้

@ ข้ออ้าง 5 ประเด็นฟังไม่ขึ้น

1. ประเด็นข้อโต้แย้งเรื่อง อำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีสิ้นสุดลงแล้วเมื่อเสนอรายชื่อต่อวุฒิสภา

ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัย เนื่องจากอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ได้เสนอรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว กระบวนการให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งย่อมต้องผ่านวุฒิสภา

เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่า การปฏิบัติหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในโดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงของผู้ฟ้องคดี เป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 หากไม่แสดงหลักฐานหรือยังฝ่าฝืน ย่อมเข้าข่ายข้อสันนิษฐานว่าได้สละสิทธิในการได้รับแต่งตั้ง

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จึงยังคงอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมที่จะต้องตรวจสอบและวินิจฉัย โดยกฎหมายมิได้กำหนดช่วงเวลาในการวินิจฉัยไว้ ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจรับฟังได้

ส่วนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2545 และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 16/2545 เป็นการพิจารณาตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2543 ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีบทบัญญัติมาตรา 15/1 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2564) จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงได้

สำหรับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 1005 - 1006/2568 เป็นการพิจารณาตาม พ.ร.บ. สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นกฎหมายคนละฉบับกัน ไม่อาจนำมาเทียบเคียงได้เช่นกัน

2. ประเด็นข้อโต้แย้งเรื่อง ขอบเขตการบังคับใช้ระเบียบคณะกรรมการสรรหาฯ พ.ศ. 2564

ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 เนื่องจากระเบียบคณะกรรมการสรรหาฯ พ.ศ. 2564 กำหนดให้ใช้วินิจฉัยเฉพาะตามมาตรา 6 และมาตรา 7 เท่านั้น

เห็นว่า ระเบียบดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดวิธีปฏิบัติไว้เป็นการเฉพาะสำหรับปัญหาตามมาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 14/1 และมาตรา 14/2 ซึ่งเป็นเรื่องที่ปรากฏและตรวจสอบได้ตั้งแต่ชั้นรับสมัครหรือขั้นการคัดเลือก ในขณะที่ปัญหาตามมาตรา 8 เป็นเรื่องโดยสภาพจะปรากฏหรือเกิดขึ้นในช่วงระหว่างที่ผู้ได้รับการคัดเลือกอยู่นัยระหว่างดำเนินการแสดงหลักฐานต่อประธานวุฒิสภาตามมาตรา 18 ซึ่งเป็นขั้นตอนต่อเนื่องที่ยังอยู่ภายใต้กรอบอำนาจตามมาตรา 15/1 ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีอำนาจตามมาตรา 15/1 ในการพิจารณาวินิจฉัยกรณีดังกล่าว ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีจึงฟังไม่ขึ้น

3. ประเด็นข้อโต้แย้งเรื่อง ความเป็นกลางของผู้ถูกฟ้องคดีและการตกเป็นคู่กรณี

ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า การที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือขอให้พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีตามมาตรา 13 และมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีตกอยู่ในฐานะเป็นคู่กรณีเอง ขาดความเป็นกลางในการพิจารณา

เห็นว่า การที่จะถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีขาดความเป็นกลางตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์อื่นที่มีลักษณะเป็นสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง มิใช่เพียงเพราะผู้ฟ้องคดีเคยโต้แย้งหรือไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดี เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว และการดำเนินการเป็นการปฏิบัติหน้าที่และอำนาจตามที่กฎหมายกำหนด ข้อกล่าวอ้างส่วนนี้จึงไม่อาจรับฟังได้

4. ประเด็นข้อโต้แย้งเรื่อง องค์ประชุมและการเข้าร่วมของผู้ไม่มีสิทธิเป็นกรรมการสรรหา

ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการวินิจฉัยโดยไม่ครบองค์ประชุม และนำผู้ไม่ได้เป็นกรรมการสรรหาชุดเดิมเข้าร่วมเป็นองค์ประชุมและร่วมลงคะแนนเสียง

เห็นว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. เดิมมี 7 คน โดยกรรมการ 2 คน ได้แก่ นายณรงค์ รัฐอมฤต และนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ได้พ้นจากตำแหน่งตามกฎหมายไปก่อนแล้ว คงเหลือกรรมการสรรหาจำนวน 5 คน สำหรับนายวิทัย รัตนากร ซึ่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จึงเป็นกรรมการสรรหาตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (7) โดยผลของกฎหมาย ในการประชุมคดีนี้ มีกรรมการสรรหาเข้าร่วมประชุมจำนวน 4 คน (จากกรรมการเท่าที่มีอยู่ 5 คน) ซึ่งไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ จึงถือว่าครบองค์ประชุมตามมาตรา 14 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 15/1 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แล้ว ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีจึงฟังไม่ขึ้น

5. ประเด็นข้อโต้แย้งเรื่อง การเปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน

ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า กระบวนการพิจารณาทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และไม่ได้ให้โอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน

เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งและเชิญผู้ฟ้องคดีเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐาน ผู้ฟ้องคดีก็ได้มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และยื่นเอกสารหลักฐานโต้แย้งส่งถึงผู้ถูกฟ้องคดีรวมหลายครั้ง ถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และได้ให้โอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แล้ว กระบวนการพิจารณาทางปกครองจึงชอบด้วยกฎหมาย

@ วินิจฉัยต่อว่าคำสั่งกก.สรรหา กสมช. ชี้ 'หมอสรณ' มีลักษณะต้องห้าม ชอบด้วยกม. หรือไม่

คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 วินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

โดยที่ผู้ฟ้องคดียื่นกล่าวอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีสถานะเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง” มิได้เป็น “ลูกจ้าง” ของมหาวิทยาลัยมหิดลแต่อย่างใด นั้น กรณีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งถือเป็นการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวหรือไม่

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย สังกัดคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ปรากฏว่า ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง โดยตรวจผู้ป่วยที่พรีเมียมคลินิกศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ ประจำศูนย์หัวใจหลอดเลือดและเมแทบอลิซึม กลุ่มศูนย์สนับสนุนพันธกิจ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี แม้จะไม่ได้มีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรในช่วงที่ปฏิบัติงานเป็นแพทย์รายชั่วโมง ทั้งมิได้รับเงินเดือนในลักษณะเดียวกับแพทย์ประจำเป็นก็ตาม แต่ผู้ฟ้องคดียังคงเข้าปฏิบัติงานและได้รับประโยชน์ตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐภายใต้ระบบและการกำดูแลของหน่วยงาน ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงมิใช่การที่ผู้ฟ้องคดีประกอบวิชาชีพแพทย์โดยอิสระจากหน่วยงานโดยสิ้นเชิง

@ 'หมอสรณ' ยังมีความสัมพันธ์กับหน่วยงานรัฐ

แม้ผู้ฟ้องคดีจะกล่าวอ้างว่า เป็นการประกอบวิชาชีพอิสระ ไม่ถือเป็นบุคลากรในสังกัดคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี รวมทั้งไม่ใช่ลูกจ้างเนื่องจากไม่มีสัญญาจ้างและคำสั่งแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีในฐานะแพทย์ประจำโรงพยาบาล แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการทำสัญญาหรือข้อตกลงกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของผู้ฟ้องคดีเพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย และมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยโดยโรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษาแทนผู้ฟ้องคดี แล้วนำมาจ่ายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพื่อแบ่งรายได้ให้แก่โรงพยาบาลต่อไป

ซึ่งปรากฏหลักฐานในแบบคำร้องขอรหัสบุคคล/ต่อรหัสบุคคล (สำหรับบุคลากรที่ไม่ได้สังกัดคณะ) ลงวันที่ 4 มกราคม 2565 ที่ผู้ฟ้องคดีได้เลือกในส่วนของประเภทการจ้าง เป็นพนักงานค่าตอบแทน (ชม.) และได้เลือกในช่อง “รับค่าตอบแทน” อันเป็นการแสดงเจตนาเข้าผูกพันตามระบบบริหารงานบุคคลและระเบียบของโรงพยาบาลซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ เนื่องจากรหัสบุคคล ถือเป็นเงื่อนไขและเครื่องมือสำคัญทางทะเบียนงานบริหารบุคคลของหน่วยงานรัฐที่ใช้ในการยืนยันตัวตนกำหนดสิทธิ และควบคุมการปฏิบัติงานของบุคลากรภายในองค์กร

โดยในการปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยของผู้ฟ้องคดีมีการทำหัตถการและการให้บริการทางแพทย์ภายในโรงพยาบาลรามาธิบดี มีการใช้สถานที่ เครื่องมืออุปกรณ์ บุคลากร ระบบงาน และทรัพยากรของโรงพยาบาล ซึ่งในการปฏิบัติงานย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎ ระเบียบ และระบบบริหารจัดการของโรงพยาบาลรามาธิบดี รวมทั้งได้รับค่าธรรมเนียมแพทย์ ค่าธรรมเนียมหัตถการ ที่ถือเป็นรายได้ประเภทหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหิดลตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 และประโยชน์อื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติงานดังกล่าว ตลอดจนย่อมได้รับความคุ้มครองหรือการดำเนินการเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ในทางการแพทย์ตามกฎหมาย

แม้ค่าธรรมเนียมแพทย์ที่จ่ายให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือประโยชน์ดังกล่าวจะมิได้เรียกว่าเงินเดือนหรือค่าจ้างในฐานะบุคลากรประจำของโรงพยาบาลก็ตาม แต่ก็ถือเป็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการให้บริการทางการแพทย์ภายในโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และมีความเกี่ยวเนื่องกับระบบการเรียกเก็บหรือการจัดสรรค่าธรรมเนียมของโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยผู้ป่วยของโรงพยาบาลสามารถนำไปเบิกจ่ายตรงกับกรมบัญชีกลางได้ ซึ่งหากเป็นวิชาชีพอิสระของเอกชนโดยแท้ย่อมจะไม่สามารถเบิกจ่ายตรงจากงบประมาณแผ่นดินผ่านระบบโรงพยาบาลของรัฐได้ สำหรับในส่วนของรายงานภาษีที่โรงพยาบาลรามาธิบดีออกให้แก่ผู้ฟ้องคดีแม้จะปรากฏว่าเงินได้ของผู้ฟ้องคดีเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการจัดประเภทเงินได้ตามรูปแบบทางภาษีเพื่อประโยชน์ในการคำนวณและหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามที่กรมสรรพากรกำหนดเท่านั้น

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่า ผู้ฟ้องคดียังคงมีความสัมพันธ์กับหน่วยงานของรัฐทั้งในทางข้อเท็จจริงและในทางผลประโยชน์ กรณีจึงมิใช่เป็นการประกอบวิชาชีพอิสระโดยปราศจากความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งการลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล นั้น เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบแห่งความสัมพันธ์ในทางนิตินัย หาได้ทำให้ความสัมพันธ์ในทางข้อเท็จจริงและทางผลประโยชน์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับโรงพยาบาลสิ้นสุดลงไม่

การพิจารณาแต่เพียงว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีสัญญาจ้างในฐานะแพทย์ประจำหรือมิได้รับเงินเดือนจากโรงพยาบาลรามาธิบดี ย่อมเป็นการยึดถือรูปแบบทางนิตินัยสัมพันธ์โดยมิได้พิจารณาถึงสภาพความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจริงดังกล่าว อันไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะต้องห้ามและหลักการคุ้มครองความเป็นอิสระของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ซึ่งเป็นสาระสำคัญและอาจก่อให้เกิดข้อแคลงคลุมเกี่ยวกับความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ได้ ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีในกรณีนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 วินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันเป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีที่ได้รับคัดเลือกขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามหรือได้รับการคัดเลือกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมไม่มีผลกระทบต่อกิจการที่ผู้ฟ้องคดีได้กระทำไว้แล้วก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามมาตรา 15 วรรคเจ็ด แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553

พิพากษายกฟ้อง

แท็กที่เกี่ยวข้อง
หมอสรณ
ปัญหาคุณสมบัติหมอสรณ
กสทช

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตัดสินแล้ว! ศาลปค.ยกฟ้องคดี 'หมอสรณ-กก.สรรหา กสทช.'
ตัดสินแล้ว! ศาลปค.ยกฟ้องคดี 'หมอสรณ-กก.สรรหา กสทช.'