News Logo
หน้าแรก
ป.ป.ช.-JFCCT ถกแก้สินบน ชูรัฐโปร่งใสดันไทยเข้า OECD

ป.ป.ช.-JFCCT ถกแก้สินบน ชูรัฐโปร่งใสดันไทยเข้า OECD

23 ก.ย. 2569 16:37
ผู้ชม 26 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ป.ป.ช.-หอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย แลกเปลี่ยนความเห็นป้องกันทุจริต-แก้รับสินบน ประธาน JFCCT แนะออกแบบกม.ให้นำไปปฏิบัติได้จริง-ใช้แรงจูงใจมากกว่าลงโทษ-ปรับเป็นรัฐบาลดิจิทัลเพิ่มความโปร่งใส ยกระดับไทยเข้า OECD

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยสำนักประเมินคุณธรรม ความโปร่งใส และส่งเสริมธรรมาภิบาล ร่วมกับหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (Joint Foreign Chambers of Commerce in Thailand: JFCCT) จัดกิจกรรมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ณ ห้องบอลรูม 1 ชั้น 5 โรงแรมเอส 31 สุขุมวิท กรุงเทพมหานคร

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมกันสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี โปร่งใส และเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจ พร้อมขอความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการทุจริตในประเด็นเรื่องสินบน กับหลักการของอนุสัญญาระหว่างประเทศ 2 ฉบับ ได้แก่ อนุสัญญาสหประชาชาติด้วยการต่อต้านการทุจริต (United Nations Convention against Corruption) และอนุสัญญาองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ ค.ศ. 1997 ว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศในการทำธุรกรรมทางธุรกิจระหว่างประเทศ (The 1997 OECD Convention on Combating Bribery of Foreign Public Officials in International Business Transactions)

กิจกรรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากทุกภาคส่วนรวม 100 คน ประกอบด้วยผู้แทนสมาชิก JFCCT จาก 36 ประเทศ ผู้แทนสถานทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย 42 ประเทศ ซึ่งเป็นประเทศสมาชิก OECD 32 ประเทศ และประเทศที่มีหอการค้าเป็นสมาชิก JFCCT แต่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก OECD อีก 10 ประเทศ รวมถึงผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง 27 หน่วยงาน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. และสื่อมวลชน

ผู้สื่อข่าว Next News รายงานว่า ภายในงานแลกเปลี่ยนความคิดเห็นวันนี้ ผู้เข้าร่วมทุกคนใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารและนำเสนอข้อมูล ผู้สื่อข่าวจึงรายงานข่าวจากสิ่งที่ล่ามในงานแปลเป็นภาษาไทย ประกอบกับรายงานข้อมูลจากสไลด์ข้อมูล และการใช้เครื่องมือในการแปลภาษาในการรายงานข่าว ภายในงานแลกเปลี่ยนมีสิ่งที่น่าสนใจ ดังนี้

นายนิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวเปิดงานว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ตระหนักถึงความสำคัญของงานสัมมนาครั้งนี้ในฐานะกลไกสำคัญในการต่อต้านการทุจริตและยกระดับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมบรรยากาศทางธุรกิจและการลงทุนที่มีความโปร่งใสและเป็นธรรม

ยังกล่าวถึงการปฏิบัติตามกฎหมายต่อต้านการทุจริตของประเทศไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต (UNCAC) และกรอบความร่วมมือ OECD

และกล่าวถึงความพยายามของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนของ OECD (OECD Anti-Bribery Convention) ซึ่งงานสัมมนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติดังกล่าว ในขณะเดียวกัน งานสัมมนานี้ยังเป็นเวทีอันดีในการนำเสนอความก้าวหน้าและการปฏิรูปสำคัญของประเทศไทย พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการหารืออย่างเปิดกว้าง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาแนวทางความร่วมมือร่วมกัน

"ผลการหารือในครั้งนี้จะมอบข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่า ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ความพยายามร่วมกัน และช่วยสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย" นายนิติพันธุ์ กล่าว

@ JFCCT แนะไทยผลักดันรบ.ดิจิทัลเพิ่มความโปร่งใส

Mrs.Vibeke Lyssand Leinvag ประธาน JFCCT กล่าวถึงประเด็น การร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ที่ทำงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจโปร่งใสทั่วโลก ประเทศไทยไม่ได้เพิ่งเริ่ม แต่เริ่มตั้งแต่ 2018 ที่มุ่งสู่การเป็นสมาชิก OECD เราเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็แสดงปนิธานอย่างแรงกล้าที่จะเข้าร่วม OECD ภายใน 2 ปี เราไม่ควรรอเข้าเป็นสมาชิก OECD แล้วค่อยจัดการคอร์รัปชัน แต่ควรเริ่มก่อนที่จะเข้า OECD ด้วยซ้ำ การประชุมแลกเปลี่ยนในวันนี้จะเป็นการพูดคุยถึงบทบาทขององค์กรต่าง ๆ จุดมุ่งหมายขององค์กร สิ่งที่ทำและจะทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และการก้าวเข้าสู่ OECD ไม่ใช่เพียงแค่จุดหมายปลายทาง แต่คือการเดินทาง (Journey) ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดในการการต่อต้านคอร์รัปชัน "จากความจำยอมสู่การปฏิบัติร่วมกัน" (From Compliance to Collective Action) ที่การออกกฎระเบียบต่าง ๆ ของภาครัฐควรเป็นการออกแบบร่วมกับภาคเอกชนเพื่อให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง (Practical) โดยยกตัวอย่างที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมอัญมณี ซึ่งปัจจุบันมีกฎระเบียบที่กำหนดให้ลูกค้าต้องแสดงเอกสารส่วนบุคคลจำนวนมากแม้จะซื้อสินค้าเพียงชิ้นเดียว ซึ่งในทางปฏิบัติทำได้ยากและอาจกระทบต่อความสัมพันธ์กับลูกค้า ดังนั้น กฎหมายที่ออกมาจึงต้องมีความสมเหตุสมผลและไม่สร้างภาระจนเกินไป

Mrs.Vibeke กล่าวถึงสถานการณ์ของ SME ในประเทศไทยที่ส่วนใหญ่เป็นสมาชิก JFCCT ที่มักประสบปัญหาเรื่องงบประมาณและบุคลากรในการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ซับซ้อน เช่น มาตรฐาน ESG หรือ SDG จึงเสนอให้รัฐบาลใช้แนวทาง "แรงจูงใจมากกว่าการลงโทษ" (Be the carrot, not the stick) โดยการมอบรางวัลหรือสิทธิประโยชน์แก่บริษัทที่ปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อเป็นแรงกระตุ้น รวมถึงการสนับสนุนให้ใช้เครื่องมือสำเร็จรูป (Toolkits) จาก OECD หรือหน่วยงานอย่าง CAC เพื่อช่วยให้ SME ปรับปรุงระบบควบคุมภายในได้ง่ายขึ้น

Mrs.Vibeke กล่าวถึง การขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ว่า เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดคอร์รัปชัน การใช้ระบบดิจิทัลจะช่วยลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ลดการเผชิญหน้า และทำให้การทำธุรกรรมต่างๆ มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับ "ความยากง่ายในการทำธุรกิจ" (Ease of Doing Business) ในประเทศไทย

ในช่วงท้ายMrs.Vibeke กล่าวสรุปหัวใจสำคัญของการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยผ่านหลักการ 4 Ts ได้แก่ Trust (ความเชื่อมั่น) Talent (บุคลากร) Technology (เทคโนโลยี) Transparency (ความโปร่งใส)

"โลกปัจจุบัน ความได้เปรียบของไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนที่ต่ำที่สุดอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อระบบของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่เป้าหมายใหญ่" Mrs.Vibeke กล่าว

@ ป.ป.ช. เผยปรับ-แก้กม.ให้พร้อมเข้า OECD

ตัวแทนจาก ป.ป.ช. กล่าวนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดการเข้าสู่ OECD ของประเทศไทยว่า สถานการณ์การต่อต้านคอร์รัปชันและต่อต้านการรับสินบนของประเทศไทยก็ได้แจ้งไปทาง OECD แล้วว่าต้องการร่วมมือกับหลาย ๆ ประเทศในการต่อต้านคอร์รัปชันและรับสินบน สิ่งที่ป.ป.ช.ดำเนินการไปแล้วเพื่อเข้าร่วม OECD ในการต่อต้านการรับสินบน ก็มีการส่งคนไปร่วมประชุมกับ OECD นำแนวคิดสำคัญของ OECD มาใช้ในการร่างกฎหมายฉบับใหม่รวมถึงปรับใช้ในกฎหมายของประเทศไทยในต่อต้านการรับสินบน ซึ่งตอนนี้ก็มีการนำไปใช้ในการวางยุทธศาสตร์แล้ว นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังกำหนดให้มีอนุกรรมการร่างกฎหมายในการต่อต้านคอร์รัปชันตามที่ OECD กำหนด และยังมีการจัดสัมนาสร้างความรู้ความเข้าใจในการเข้าร่วม OECD ให้บุคลากรเข้าใจมากขึ้น

สำหรับการวางแนวทางการยกระดับกฎหมายใน 6 ด้านสำคัญของ ป.ป.ช. มีรายละเอียด ดังนี้

1.ความผิดฐานให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศ (Foreign Bribery Offence): ปรับปรุงนิยามให้ครอบคลุมทั้งประโยชน์ที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน ตลอดจนชัดเจนในคำนิยามของ "ต่างประเทศ"

2.ความรับผิดของนิติบุคคล (Liability of Legal Persons): แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดชอบของนิติบุคคล รวมถึงความรับผิดทางกฎหมายในกรณีที่มีการสืบทอดสิทธิ/กิจการ (Successor Liability) และความรับผิดอิสระของนิติบุคคล (Autonomous Liability)

3.บทลงโทษ (Sanctions): เพิ่มโทษแก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลให้มีผลยับยั้ง ได้สัดส่วน และมีประสิทธิภาพ รวมถึงพิจารณาการลงโทษทางแพ่งและทางปกครองเพิ่มเติม

4.การบังคับใช้กฎหมาย (Enforcement): เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย และพิจารณานำมาตรการชะลอการฟ้องหรือข้อตกลงไม่ดำเนินคดี (Non-Trial Resolutions: NTRs / Deferred Inquiry Agreements) มาใช้

5.ความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Cooperation): ปรับปรุงความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญา (MLA) และการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

6.มาตรการทางภาษี (Tax Deductibility of Bribes): กำหนดข้อห้ามที่ชัดเจนไม่ให้นำเงินค่าสินบนไปหักลดหย่อนภาษี

@ สภาพัฒน์ เผยไทยอยู่ขั้นระหว่างปรับแนวทางทำงานรัฐ-เอกชนให้สอดคล้องมาตรฐาน OECD

นายธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า การเจ้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนที่ 6 ที่เป็นการทบทวนกฎหมาย แนวทางการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD ซึ่งต้องใช้เวลาสักระยะ และตั้งเป้าว่าจะเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2028 โดยประโยชน์และผลกระทบในการเข้าร่วม OECD ของประเทศไทย นั้น ทำให้ไทยสามารถเปิดตลาด ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าถึงการลงทุนในประเทศไทยได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อเราเป็นสมาชิก OECD แล้วก็ยังต้องสร้างความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุน ซึ่งก็มีทำให้ความเสี่ยงต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

ส่วนการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ กระทรวงการต่างประเทศ TDRI และหน่วยงานอื่น ๆ ก็มีการประเมินแล้วว่า หลังการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะทำให้ GDP ของประเทศไทยเพิ่มขึ้น 1.6% FDI inflow เพิ่มขึ้นอีก 18.7% มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น

@ ACT ชี้เข้า OECD เป็นโอกาสปฏิรูปโครงสร้างรัฐบาล

นายกิติเดช ฉันทั้งกูล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวถึงแผนการดำเนินงานในการตรวจสอบภาครัฐ และกล่าวถึงเครื่องมือในการป้องกันการคอร์รัปชัน ได้แก่ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน, ข้อตกลงคุณธรรมในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, โครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ, ACT Ai ที่ให้ประชาชนร่วมตรวจสอบข้อมูลและขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, การใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียของ ACT เป็นช่องรับเรื่องร้องเรียนของประชาชน และใช้เผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ

นายกิติเดช กล่าวว่า การเข้าสู่ OECD เป็นโอกาสสำคัญในการ "ปฏิรูปโครงสร้างรัฐบาลแบบถอนรากถอนโคน" เนื่องจากมีการลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่ด้วย Digital Transformation ที่เป็นการเปลี่ยนกระบวนการขอใบอนุญาตให้เป็นระบบดิจิทัลจะช่วยลดการเผชิญหน้าและลดช่องว่างในการเรียกรับสินบน ซึ่งมักถูกออกแบบมาให้ซับซ้อนเพื่อเอื้อต่อการทุจริต อีกทั้งการสร้างรัฐบาลเปิด (รัฐบาลเปิดเผยข้อมูล) จะช่วยให้การตรวจจับการทุจริตทำได้รวดเร็วขึ้น โดยใช้ AI และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เช่น การจัดงาน Hackathon เพื่อตรวจสอบงบประมาณที่ผิดปกติ และการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เนื่องระบบปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐมากเกินไป (กว่า 10,000 แห่ง) และเจ้าหน้าที่บางส่วนมีเงินเดือนต่ำกว่าค่าครองชีพ ทำให้เกิดแรงจูงใจในการรับสินบนเพื่อความอยู่รอด

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ป.ป.ช.
OECD



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปชน.จ่อยื่น ป.ป.ช. สอบ กกต. 'คดีฮั้ว สว.' ส่อละเว้นหน้าที่-ตัดตอนคดี
ปชน.จ่อยื่น ป.ป.ช. สอบ กกต. 'คดีฮั้ว สว.' ส่อละเว้นหน้าที่-ตัดตอนคดี