News Logo
หน้าแรก
ย้อน 14 ปี ‘Must Have’ ก่อนปลดล็อกสู่ยุค 'ใครจ่าย คนนั้นได้ดู'

ย้อน 14 ปี ‘Must Have’ ก่อนปลดล็อกสู่ยุค 'ใครจ่าย คนนั้นได้ดู'

13 มิ.ย. 2569 21:09
ผู้ชม 51 คน

จากกฎ ‘Must Have’ ปี 2012 สู่บทเรียนราคาแพงในดีล 600 ล้านปี 2022 ชนวนสำคัญที่ทำให้ กสทช. ตัดสินใจถอดบอลโลกออก ส่งผลให้ปี 2026 กลายเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ประชาชนต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินเพื่อดูบอลเต็มรูปแบบ

‘ฟุตบอลโลก’ (World Cup) นับเป็นมหกรรมกีฬาที่ผู้คนทั่วโลกต่างเฝ้ารอคอย การลงสนามฟาดแข้งเพื่อชิงชัยในนามของชาติบ้านเกิด คือแรงขับสำคัญที่ปลุกเร้าอารมณ์ร่วมของประชาชนในประเทศให้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียว

หากย้อนดูประวัติศาสตร์จะพบว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1930 โดยมีนักเตะเข้าร่วมแข่งขันจาก 13 ประเทศ สำหรับฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน - 19 กรกฎาคมนี้ มีความพิเศษตรงที่มีการจับมือร่วมเป็นเจ้าภาพถึง 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา นอกจากนี้ยังมีทีมเข้าแข่งขันกว่า 48 ทีม สิ่งนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงวิวัฒนาการและการเป็นมหกรรมกีฬาที่มีฐานผู้รับชมมากที่สุดในโลกอย่างแท้จริง

สำนักข่าว Next News จะพาทุกคนย้อนรอยไปสู่จุดเริ่มต้นของยุคทองที่คนไทยได้รับชมฟุตบอลโลกฟรีภายใต้ร่มเงาของกฎ ‘Must Have’ ก่อนที่ทาง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะมีมติถอดบอลโลกออกจากกฎดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นรายการที่มูลค่าสูงและควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด ส่งผลให้ในปีนี้ ประชาชนคนไทยต้องเผชิญกับความเป็นจริงที่ว่า การรับชมบอลโลกต้องเสียเงินค่าสมัครพรีเมียมในการเข้าถึง 

ย้อนกลับไปในปี 2012 กสทช.ได้ออกกฎ Must Have หรือ หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สําคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป โดยมีสาระสำคัญคือกำหนดให้ 7 รายการกีฬาสำคัญเผยแพร่ผ่านหน้าจอโทรทัศน์เพื่อให้ประชาชนรับผ่านฟรีทีวี โดยรายการต่างๆ ประกอบไปด้วย การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ การแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ การแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิก

กฎดังกล่าวดูเหมือนจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ บริษัท อาร์เอส อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง แอนด์ สปอร์ต แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ชนะการประมูลการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในปี 2014 จนนำไปสู่ข้อพิพาทที่ทำให้บอร์ด กสทช. ต้องจ่ายเงินชดเชยบริษัทกว่า 427 ล้านบาทเพื่อส่งเสริมให้มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 ทั้ง 64 นัด ผ่านฟรีทีวีทุกแพลตฟอร์ม ทั้งระบบโทรทัศน์ภาคพื้นดินหรือฟรีทีวีปกติ ระบบเคเบิ้ล และผ่านดาวเทียม

โดยในตอนนั้นผู้บริหารอาร์เอสอย่าง ‘สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์’ ได้ออกมาให้สัมถาษณ์ระบุว่า กฎดังกล่าวออกมาหลังจากที่บริษัทชนะการประมูล ซึ่งดูเหมือนจะไม่เป็นธรรม และกฎที่ว่านี้ดูเหมือนจะทำลายกลไกทางการตลาดเสีย

ต่อเนื่องมาถึงฟุตบอลโลกปี 2018 และปี 2022 สถานการณ์ฝั่งเอกชนเริ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อไม่มีผู้ประกอบการรายใดเต็มใจแบกรับความเสี่ยงในการเข้าซื้อลิขสิทธิ์เพียงลำพัง ส่งผลให้รัฐบาลต้องยื่นมือเข้ามาบริหารจัดการด้วยการติดต่อให้เอกชนช่วยดีลลิขสิทธิ์ให้ 

แต่ครั้งที่กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดและสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมมากที่สุด เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 2022 เมื่อที่ประชุม กสทช. มีมติเสียงข้างมากอนุมัติเงินสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) เป็นจำนวนสูงถึง 600 ล้านบาท เพื่อให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) นำไปสมทบทุนซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดร่วมกับเอกชน

ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายกลายเป็นชนวนความขัดแย้ง โดยเฉพาะข้อพิพาทด้านสิทธิ์การถ่ายทอดสดของภาคเอกชน เมื่อกลุ่มทรู (TRUE) ที่ยอมควักเงินลงขันในสัดส่วนที่สูง ได้ยื่นเงื่อนไขขอสิทธิ์ขาดในการแพร่ภาพบนระบบอินเทอร์เน็ต ทว่าความพยายามในการรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจดังกล่าว กลับไปสะดุดขาตัวเองจนเกิดปัญหา ‘จอดำ’ บนกล่องรับสัญญาณของค่ายคู่แข่ง เนื่องจากสัญญาผูกขาดของทรูดันไปขัดแย้งกับกฎ ‘Must Carry’ ของ กสทช. อย่างจัง จนกลายเป็นมหากาพย์การฟ้องร้องกันในท้ายที่สุด 

อีกทั้งเม็ดงินจำนวน 600 ล้านบาทที่รัฐทุ่มไปยังถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการใช้เงินของกองทุน จนในที่สุดเมื่อปี 2024 ที่ประชุม กสทช. ได้มีมติเอกฉันท์ 7:0 เสียง ถอดการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกออกจากกฎ Must Have เนื่องจากเป็นรายการที่มูลค่าสูงและควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด ส่งผลให้ในปี 2026 ประชาชนไม่สามารถรับชมบอลโลกได้ฟรี และผู้ที่คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดบอลโลกในปี 2026 และ 2030 ก็คือ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS

ดีลดังกล่าวมีมูลค่ากว่า 2.3 พันล้านบาท แต่ได้เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การดีลฟุตบอลโลกไปโดยสิ้นเชิง เพราะดีลนี้ครอบคลุมรายการของ FIFA จนถึงปี 2030 รวม 16 รายการ อาทิ ฟุตบอลโลก 2026, ฟุตบอลโลกหญิง 2027 ฟุตบอลเยาวชนชายและหญิงระดับโลก และฟุตบอลโลกปี 2030 เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การสิ้นสุดลงของ กฎ Must Have ในบอลโลก สะท้อนให้เห็นถึงการทำลายกลไกทางการตลาดของภาครัฐ และบทเรียนราคาแพงจากปี 2022 ก็มากพอที่จะทำให้ภาครัฐเลือกที่จะหยุดนำเงินจำนวนมหาศาลไปอุดหนุนเพื่อซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก ส่งผลให้ในปีนี้ การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ

ฉากทัศน์ต่อจากนี้จึงเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของสังคมไทย ว่าเราพร้อมแค่ไหนกับการเติบโตไปสู่โลกที่ ‘ใครจ่าย คนนั้นได้ดู’ และรัฐไทยจะจัดการอย่างไรไม่ให้มหกรรมกีฬาระดับโลกกลายเป็นสิ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ชัดเจนที่สุดผ่านหน้าจอโทรทัศน์หรือบนหน้าจอมือถือ

อ้างอิง

แท็กที่เกี่ยวข้อง
บอลโลก
บอลโลก2026



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศิริโชค แฉ ป.ป.ช.สอบคดี 'ณัฏฐ์ชนน’ ล่าช้า อ้างสัญญาเงินกู้เนวิน
ศิริโชค แฉ ป.ป.ช.สอบคดี 'ณัฏฐ์ชนน’ ล่าช้า อ้างสัญญาเงินกู้เนวิน