กสม. แนะ กอ.รมน. ภาค 4 สน. กำชับเจ้าหน้าที่ติดกล้องบันทึกภาพเหตุการณ์อย่างเคร่งครัด หลังปรากฏกรณีจับกุมผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง โดยอ้างเหตุสุดวิสัยไม่บันทึกภาพ ชี้สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นำโดย นายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการ กสม. ได้แถลงข่าวระบุว่า กสม. มีมติเสนอให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กำชับเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามมาตรการติดกล้องบันทึกภาพเหตุการณ์ขณะปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด หลังพบกรณีการจับกุมผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงโดยไม่มีการบันทึกภาพ ซึ่งเจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัย
นายภาณุวัฒน์ เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและผู้ร้องรายหนึ่ง ว่าเมื่อเช้ามืดวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงราว 100 นาย พร้อมรถยนต์ 30 คัน ได้ปิดล้อมตรวจค้นบ้านของผู้ร้องใน ต.บ้านน้ำบ่อ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เพื่อจับกุมบุตรชายวัย 27 ปี ซึ่งในระหว่างนั้นผู้เสียหายได้วิ่งหนีออกจากบ้าน ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมตัวได้ในที่สุด
ภายหลังจากจับกุม ผู้ร้องเห็นว่าบุตรชายมีอาการบาดเจ็บหลายแห่ง อาทิ ตาขวามีเลือกคั่ง เข่า 2 ข้างมีรอยถลอก เข่าข้างซ้ายเคล็ด แผ่นหลังมีรอยฟกช้ำ นิ้วมือทั้งสองข้างมีรอยขีดข่วน และนิ้วเท้ามีบาดแผลต้องเย็บ 5 เข็ม
กระบวนการหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่นำตัวผู้เสียหายไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจภูธรปะนาเระ และส่งตัวไปควบคุมเพื่อเข้าสู่กระบวนการซักถามที่ศูนย์ซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี
ทั้งนี้ ผู้ร้องสังเกตเห็นว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนมีการติดตั้งกล้องบันทึกภาพและเสียงบริเวณหมวก แต่ภายหลังพบว่าไม่มีภาพและเสียงบันทึกการจับกุมผู้เสียหาย โดยเห็นว่าเจ้าหน้าที่กระทำทรมานผู้เสียหายระหว่างการจับกุม จึงขอให้ตรวจสอบ
อย่างไรก็ดี กสม. ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ตามหลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 ได้รับรองสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคล และบัญญัติห้ามมิให้มีการกระทำในลักษณะทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ที่กำหนดให้รัฐภาคีต้องดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิผลเพื่อป้องกันมิให้เกิดการทรมานในอาณาเขตที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจ โดยที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 22 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ขณะจับจนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวนหรือปล่อยตัว เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยที่ต้องบันทึกเหตุดังกล่าวไว้
นอกจากนี้ ระเบียบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ว่าด้วยวิธีปฏิบัติในการตรวจค้นและการกักตัวบุคคลตามกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ยังได้กำหนดแนวทางให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล และตราสารระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีพันธกรณี บทบัญญัติและหลักการดังกล่าวจึงผูกพันให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่โดยคำนวยถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกควบคุมตัวอย่างเคร่งครัด
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง ด้าน กอ.รมน. ภาค 4 สน. ได้ชี้แจงว่า เนื่องจากมีข้อมูลเรื่องพฤติกรรมของผู้เสียหายที่มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความมั่นคง ในพื้นที่อ.ปะนาเระและพื้นที่ใกล้เคียง โดยในวันที่เกิดเหตุหน่วยปฏิบัติการร่วมประจำ จ.ปัตตานี ได้เข้าปิดล้อมเพื่อจับกุมและตรวจค้นบ้านของผู้เสียหาย ในระหว่างการปิดล้อม ผู้เสียหายวิ่งหนีเข้าป่าหลังบ้าน ซึ่งผู้ที่จับกุมตัวได้คือเจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานที่ 4213 ซึ่งวางกำลังในพื้นที่ชั้นนอก
ภายหลังการจับกุม พบบาดแผลหลายแห่งบนร่างกายผู้เสียหาย ทั้ง 2 ฝ่ายให้ข้อมูลสอดคล้องกันเป็นส่วนใหญ่ว่า บาดแผลเกิดขึ้นบริเวณเข่า แขน และนิ้วเท้าเกิดจากการหกล้มขณะวิ่งหนีในพื้นที่ป่ายามกลางคืน ส่วนบาดแผลบวมบริเวณรอบตาที่ปรากฏในผลการตรวจร่างกาย เจ้าหน้าที่ไม่สามารถให้คำอธิบายได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
อย่างไรก็ดี ผู้เสียหายยืนยันว่าในขณะถูกจับกุม เจ้าหน้าที่สอบถามชื่อโดยใช้เวลาไม่นาน ไม่มีการทำร้ายร่างกาย และระหว่างที่มีการปิดล้อมและตรวจค้นบ้านมีเจ้าหน้าที่บางส่วนบันทึกภาพและเสียง แต่ในขณะที่เจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานจับกุมผู้เสียหาย ไม่มีการบันทึกภาพและเสียงแต่อย่างใด
ซึ่ง กอ.รมน.ภาค 4 สน. ชี้แจงว่า เนื่องจากเจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานมีหน้าที่เฉพาะในการวางกำลังป้องกันพื้นที่เท่านั้น และอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถบันทึกภาพและเสียงได้ ดังนั้น ในประเด็นการถูกกระทำทรมาน กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่ายังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องกระทำทรมานผู้เสียหายในระหว่างการจับกุมตัว ในชั้นนี้ จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายความมั่นคงมีการกระทำอันเป็นการทรมานผู้เสียหาย
อนึ่ง กสม. มีความเห็นเพิ่มเติมว่า ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ กำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องบันทึกภาพและเสียงทันทีที่บุคคลถูกจำกัดเสรีภาพในทางข้อเท็จจริง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการจัดทำบันทึกจับกุมอย่างเป็นทางการก่อน การอ้างเหตุสุดวิสัยต้องตีความโดยเคร่งครัด และการที่หน่วยงานไม่จัดเตรียมอุปกรณ์ให้ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ทุกชุดถือเป็นความบกพร่องในการวางแผนการจัดการภายในของหน่วยงาน ซึ่งไม่อาจนำมาลดทอนมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัวได้
นอกจากนี้ เมื่อผู้ถูกควบคุมตัวได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ย่อมมีภาระต้องอธิบายให้เห็นว่าบาดแผลเกิดขึ้นได้อย่างไร และการใช้กำลังเป็นไปตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วนหรือไม่ แต่การไม่มีภาพและเสียงประกอบกับบาดแผลบางส่วนที่ยังขาดคำอธิบาย ย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือของคำกล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่ การดำเนินการของผู้ถูกร้องจึงมีช่องว่างในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ บัญญัติ อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของประชาชน จึงสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้วยเหตุนี้ กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะ ไปยัง กอ.รมน. ภาค 4 สน. ให้กำกับและเน้นย้ำให้หน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจับกุมและควบคุมตัว ปฏิบัติตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และระเบียบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ว่าด้วยวิธีปฏิบัติในการตรวจค้นและการกักตัวบุคคลที่มีเหตุอันควรสงสัยอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ ต้องจัดสรรอุปกรณ์บันทึกภาพและเสียงอย่างเพียงพอให้ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ชุดควบคุมตัว พร้อมทั้งกำหนดหน้าที่ในการบันทึกภาพและเสียงของเจ้าหน้าที่แต่ละชุดไว้ในแผนปฏิบัติการให้ชัดเจนก่อนเริ่มดำเนินการทุกครั้ง ทั้งนี้ เพื่อสร้างความโปร่งใสในกระบวนการจับกุมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกควบคุมตัว ทั้งยังเป็นหลักประกันให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอีกด้วย




