News Logo
หน้าแรก
กระหึ่มโซเชียล ค้านรัฐทุ่มงบ 1.3 พันล้านซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายสดบอลโลก

กระหึ่มโซเชียล ค้านรัฐทุ่มงบ 1.3 พันล้านซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายสดบอลโลก

17 พ.ค. 2569 18:09
ผู้ชม 121 คน

กรมประชาสัมพันธ์เผยกระหึ่มโซเชียล ค้านรัฐจะทุ่มงบกว่า 1.3 พันล้านซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดบอลโลก ชี้แพงเว่อร์ แนะเอาเงินไปช่วยลดค่าครองชีพประชาชนดีกว่า ไม่แฟร์ คนไม่อยากดูต้องรับภาระด้วย

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมว่า จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน - 19 กรกฎาคม ที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ร่วมเป็นเจ้าภาพจัด ว่า รัฐบาลจะพยายามทำให้ดีที่สุด โดยจะให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานการทำงานร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะพยายามให้เกิดขึ้นให้ได้เหมือนทุกครั้งนั้น

รายงานข่าวแจ้งว่า กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมประชาสัมพันธ์ ได้สรุปรายงานการรับฟังเสียงประชาชนผ่านสื่อโซเชียล (Social Listening) ประเด็น“ฟุตบอลโลก 2026” เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมาว่า ประชาชนให้ความสนใจใน 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. ความไม่ชัดเจนเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด และบทบาทของรัฐในการเจรจากับ FIFA (สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ) หลายสำนักข่าวนำเสนอในประเด็นเดียวกันว่า ประเทศไทยยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 แม้การแข่งขันใกล้เริ่มต้นแล้ว ล่าสุดนางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด หารือผ่านระบบออนไลน์กับผู้แทน FIFA เพื่อพิจารณาเงื่อนไขและค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด แต่ผลการหารือเบื้องต้นยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากต้องพิจารณาหลายปัจจัย เช่น สภาวะเศรษฐกิจ ค่าลิขสิทธิ์ ภาษี ค่าใช้จ่ายด้านเทคนิค และค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการอื่น ๆ ซึ่งอาจต้องใช้เงินสนับสนุนเพิ่มเติม

รายงานของกองยุทธศาสตร์ฯ ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกว่าเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจน ทั้งด้านแหล่งเงิน ขั้นตอนการเจรจา และบทบาทของแต่ละหน่วยงาน หลายความคิดเห็นระบุชัดว่า “ไม่ต้องซื้อ” และ “ไม่ควรเอาเงินรัฐไปซื้อ” โดยมองว่าคนที่ต้องการดูควรจ่ายเอง ภาพรวมของประเด็นนี้สะท้อนว่าความกังวลหลักไม่ได้อยู่ที่ “อยากดูหรือไม่อยากดู” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความไม่ชัดเจนว่าจะเอาเงินมาจากไหน ใครรับผิดชอบ และราคาที่ต้องจ่ายสมเหตุสมผลหรือไม่

กองยุทธศาสตร์ฯ ระบุว่า ควรสื่อสารสถานะการดำเนินงานอย่างเป็นลำดับและตรงไปตรงมาว่า ขณะนี้เจรจากับ FIFA อยู่ในขั้นใด วงเงินรวมที่ต้องจ่ายคือเท่าไร เงินที่จะใช้มาจากแหล่งใด ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนอกจากค่าลิขสิทธิ์มีอะไรบ้าง พร้อมอัพเดตความคืบหน้าเป็นระยะ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างของข้อมูลที่จะนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจของประชาชน

กองยุทธศาสตร์ฯ ระบุว่า 2.งบประมาณ 1,300–2,000 ล้านบาท กับคำถามเรื่องความคุ้มค่าและภาระเงินสาธารณะ เพจ สำนักข่าวหลายแห่งเสนอข่าวว่า จ่อทุ่ม 1.3 พันล้านบาทซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ยามเศรษฐกิจฝืด พร้อมตั้งคำถามว่าเม็ดเงินพันล้านนี้คุ้มค่าหรือไม่ และคนดูบอลจำนวนหนึ่งไม่อยากให้รัฐบาลจ่ายค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก แม้ว่าตนเองจะเป็นกลุ่มที่ได้ดูฟรีก็ตาม โดยให้เหตุผลว่า คนไทยไม่ได้ดูฟุตบอลทุกคน และการใช้เงินรัฐหลักพันล้านบาทควรถูกพิจารณาอย่างรอบคอบ อีกทั้งมีตั้งคำถามว่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกเป็นเรื่องธุรกิจและการตลาด การที่รัฐบาลจะใช้งบประมาณสนับสนุนเหมาะสมหรือไม่ โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจที่ประชาชนจำนวนมากเผชิญภาระค่าครองชีพสูง

“ประชาชนจำนวนมากมองว่าเงิน 1,300 ล้านบาท หรืออาจสูงถึง 2,000 ล้านบาท ควรถูกนำไปใช้กับเรื่องที่จำเป็นกว่า เช่น การลดค่าครองชีพ หรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน เพราะฟุตบอลโลกไม่ใช่ความจำเป็นของทุกคน คนที่ไม่ดูฟุตบอลไม่ควรถูกบังคับให้ร่วมรับภาระ ส่วนใครอยากดูก็ควรจ่ายเงินเอง ดังนั้นควรสื่อสารโดยการอธิบายด้วยข้อมูลว่า การใช้เงินครั้งนี้จะมีเพดานวงเงินเท่าไร มีแหล่งเงินจากส่วนใด ใช้เงินรัฐโดยตรงหรือไม่ และมีภาคเอกชนร่วมสมทบมากน้อยเพียงใด หากจำเป็นต้องใช้เงินสาธารณะ ควรชี้แจงว่าจะไม่กระทบกับงบประมาณด้านสวัสดิการ หรือบริการที่จำเป็นอื่น ๆ”กองยุทธศาสตร์ฯระบุ

กองยุทธศาสตร์ฯระบุต่อว่า 3.ค่าลิขสิทธิ์ของ FIFA และบทเรียนจากจีนและอินเดียที่ต่อรองอย่างเข้มข้น โดยมีรายงานว่า FIFA เผชิญแรงกดดันหลังจีนและอินเดียไม่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก และไม่ยอมซื้อลิขสิทธิ์ในราคาสูง ก่อนที่ FIFA จะลดราคาลงหลายรอบ สะท้อนว่าตลาดขนาดใหญ่มีอำนาจต่อรองสูง และไม่จำเป็นต้องยอมรับราคาที่ถูกกำหนดฝ่ายเดียว โดยจีนสามารถต่อรองราคาลิขสิทธิ์ได้สำเร็จที่ประมาณ 60-110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก FIFA ตั้งราคาเริ่มต้นสูงถึง 250–300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ฝ่ายจีนประเมินมูลค่าที่เหมาะสมไว้ต่ำกว่านั้นมาก เหตุผลสำคัญคือทีมชาติจีนไม่ได้ไปฟุตบอลโลก และเวลาถ่ายทอดสดส่วนใหญ่ไม่ใช่ช่วง Prime Time ของจีน ประเด็นนี้ถูกนำมาเชื่อมโยงกับไทยว่า หากจีนและอินเดียยังต่อรองได้ ประเทศไทยก็ควรระมัดระวัง ไม่ควรรีบซื้อในราคาที่สูงเกินความจำเป็น

“ประชาชนจำนวนมากมองว่าประเทศไทยควรเรียนรู้จากจีน ไม่ควรรีบซื้อ และควรรอให้ราคาลดลง หากราคายังไม่สมเหตุสมผลก็ไม่ควรซื้อ ขณะเดียวกัน มีบางความคิดเห็นที่เสียดสีรัฐบาลว่า “อาจจะสู้ตาย จ่ายไม่อั้น” ทั้งที่ทีมชาติไทยไม่ได้เข้ารอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก และเวลาถ่ายทอดสดไม่ดีก็ตาม ความคิดเห็นลักษณะนี้สะท้อนความไม่ไว้วางใจต่อการตัดสินใจของรัฐบาล”กองยุทธศาสตร์ฯระบุ

กองยุทธศาสตร์ฯยังระบุ ควรสื่อสารว่าการเจรจาลิขสิทธิ์จะยึดหลักไม่ซื้อในราคาที่ไม่สมเหตุสมผล และจะใช้ข้อมูลเปรียบเทียบราคาจากประเทศอื่นประกอบการตัดสินใจด้วย ไม่ใช่ยอมรับราคาที่ FIFA เสนอโดยทันที รวมถึงควรชี้แจงว่า การต่อรองราคาไม่ใช่ความล่าช้า แต่เป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

รายงานข่าวแจ้งว่า ณ เดือนพฤษภาคม มีเพียงประเทศไทย ที่มีข้อมูลสาธารณะชัดเจนว่าใช้กลไกเงินภาครัฐหรือเงินอุดหนุนจากรัฐโดยตรง เพื่อซื้อค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 โดยมีรายงานข่าวว่าครม.และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องสนับสนุนแผนใช้งบประมาณ 1.3–1.6 พันล้านบาท ผ่านกลไกของ กสทช. ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษถ่ายทอดผ่าน BBC และ ITV แม้ BBC จะเป็นสื่อสาธารณะ แต่ใช้โครงสร้างรายได้ปกติขององค์กร ไม่ใช่งบประมาณรัฐ ส่วนออสเตรีเลียถ่ายทอดผ่าน SBS ซึ่งเป็นสื่อสาธารณะและใช้งบดำเนินงานปกติ ขณะที่ญี่ปุ่น ทาง NHK มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดผ่านงบดำเนินงานปกติของสถานี สำหรับจีน แม้ CCTV เป็นสื่อของรัฐ แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ารัฐบาลจัดสรรงบประมาณเฉพาะกิจเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 โดยตรง ส่วนเวียดนาม ทางสถานีโทรทัศน์แห่งชาติเวียดนาม (VTV) เป็นผู้จ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีมูลค่าสูงหลายล้านดอลลาร์ (ราว 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเกินกว่าที่ VTV จะแบกรับได้เพียงคนเดียว เงินทุนส่วนใหญ่จึงมาจากผู้สนับสนุนภาคเอกชนรายใหญ่ของเวียดนาม เช่น Vingroup, Techcombank และ VPBank และทางVTV จะมีรายได้จากการขายแพ็กเกจโฆษณา อีกทั้งนำลิขสิทธิ์ไปขายต่อผู้ให้บริการเคเบิลทีวีและสตรีมมิงท้องถิ่นรายอื่น ๆ เช่น K+, VTVcab, Viettel เพื่อนำไปฉายในแพลตฟอร์มของตัวเอง

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ศุภจี’ตั้ง 12 ที่ปรึกษาของรองนายกฯ ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’นั่งประธาน
‘ศุภจี’ตั้ง 12 ที่ปรึกษาของรองนายกฯ ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’นั่งประธาน