News Logo
หน้าแรก
เปิดคำพิพากษาฎีกาให้สปส.จ่ายบำนาญผู้ประกันตนต้องใช้ฐาน ม.33+ม.39

เปิดคำพิพากษาฎีกาให้สปส.จ่ายบำนาญผู้ประกันตนต้องใช้ฐาน ม.33+ม.39

29 มี.ค. 2569 16:22
ผู้ชม 158 คน

"...ครั้งนี้เป็นคำพิพากษาคดีแรงงาน กรณีผู้ประกันตน (โจทก์) ฟ้องสำนักงานประกันสังคม (จำเลย) เนื่องจากโจทก์เปลี่ยนสถานะผู้ประกันตนจากมาตรา 33 เป็นมาตรา 39 แต่เมื่อมายื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ ทางสำนักงานประกันสังคมกลับไม่คำนวณเงินทดแทนโดยใช้ฐานเงินสมทบตามมาตรา 33 ในการคำนวณ ทั้งที่ส่งเงินสมทบมาแล้ว 181 งวด แต่กลับใช้ฐานเงินสมทบตามมาตรา 39 ในการคำนวณเงินทดแทนฯ โดยศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์จำนวน 2,644.40 บาท ต่อเดือน นับแต่เดือนมกราคม 2557 เป็นต้นไป ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพประจำเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2557 เดือนละ 2,644.40 บาท และจ่ายเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไปเดือนละ 3,636.05 บาท แก่โจทก์ และสุดท้ายจำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาพิพากษายืน ..."

สำนักข่าว Next News รายงานคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ โดยครั้งนี้เป็นคำพิพากษาคดีแรงงาน กรณีผู้ประกันตน (โจทก์) ฟ้องสำนักงานประกันสังคม (จำเลย) เนื่องจากโจทก์เปลี่ยนสถานะผู้ประกันตนจากมาตรา 33 เป็นมาตรา 39 แต่เมื่อมายื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ ทางสำนักงานประกันสังคมกลับไม่คำนวณเงินทดแทนโดยใช้ฐานเงินสมทบตามมาตรา 33 ในการคำนวณ ทั้งที่ส่งเงินสมทบมาแล้ว 181 งวด แต่กลับใช้ฐานเงินสมทบตามมาตรา 39 ในการคำนวณเงินทดแทนฯ

โดยศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์จำนวน 2,644.40 บาท ต่อเดือน นับแต่เดือนมกราคม 2557 เป็นต้นไป ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพประจำเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2557 เดือนละ 2,644.40 บาท และจ่ายเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไปเดือนละ 3,636.05 บาท แก่โจทก์ และสุดท้ายจำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาพิพากษายืน

มีรายละเอียด ดังนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567

วันที่ 31 เดือน กรกฎาคม พุทธศักราช 2567

ความแพ่ง

ระหว่าง นางณ. โจทก์

สำนักงานประกันสังคม จำเลย

เรื่อง คดีแรงงาน

@ ฟ้องว่าเคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 เปลี่ยนมาเป็น 39 แต่ขอรับเงินบำนาญในส่วนของมาตรา 33 ไม่ได้ทั้งที่ส่งเงินครบตามกำหนด

โจทก์ฟ้องว่าเคยเป็นลูกจ้างของบริษัทชวริน จำกัด (โรงแรมแอมบาสซาเดอร์) และเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 จนถึงวันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 โดยส่งเงินสมทบกรณีชราภาพแล้ว 181 เดือน ต่อมาวันที่ 3 มีนาคม 2557 โจทก์สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และส่งเงินสมทบเพิ่มอีก 60 เดือน รวมเป็น 241 เดือน แล้วลาออกเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562

หลังจากนั้นโจทก์ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี แต่เจ้าหน้าที่มีคำสั่งให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2562 เดือนละ 1,320 บาท โดยใช้ฐานเงินสมทบตามมาตรา 39 ในการคำนวณ โจทก์ไม่เห็นด้วยและอุทธรณ์ว่าควรได้รับเดือนละ 2,644.40 บาท โดยคำนวณจากค่าจ้างฐานมาตรา 33

คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ เนื่องจากโจทก์ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีว่า หากต้องการได้รับเงินบำนาญชราภาพมากกว่า 2,644.40 บาท ให้สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไปแล้วส่งเงินสมทบต่อไปอีกอย่างน้อย 60 เดือน จะได้เงินบำนาญชราภาพเพิ่มเป็นเงินประมาณ 3,600 บาท ต่อเดือน และโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ 2,644.40 บาท โดยคำนวณจากค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33

ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมกำรอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 และให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพ 2,644.40 บาท ต่อเดือน นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไปแก่โจทก์

จำเลยให้การว่าโจทก์อายุครบ 55 ปี เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2551 และสิ้นสภาพลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 เมื่อโจทก์สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่ออีก 60 เดือน จึงต้องใช้ฐานค่าจ้างเดือนละ 4,800 บาท ตามมาตรา 39 มาคำนวณบำนาญชราภาพ ซึ่งเท่ากับเดือนละ 1,320 บาท คำสั่งเดิมจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 กับให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์จำนวน 2,644.40 บาท ต่อเดือน นับแต่เดือนมกราคม 2557 เป็นต้นไป

@ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้โจทก์ได้บำนาญเดือนละ 3,636 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพประจำเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2557 เดือนละ 2,644.40 บาท และจ่ายเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไปเดือนละ 3,636.05 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่ามีเหตุเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 หรือไม่

โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ต้องยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อจำเลยภายในสองปีนับแต่วันที่มีสิทธิตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 56 หากไม่ยื่นคำขอดังกล่าวก็ไม่อาจรับประโยชน์ทดแทนได้ เมื่อโจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างในวันที่ 21 ธันวาคม 2556 อันเป็นเหตุให้ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 (2) แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทน และแสดงความจำนงเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เมื่อเดือนมีนาคม 2557 จากนั้นได้ลำออกจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จึงได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี การยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนดังกล่าวเป็นการยื่นคำขอภายหลังสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนในปี 2562 ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการยื่นคำขอเกินกำหนดเวลาเมื่อปี 2557 มิใช่กรณีงดจ่ายเงินบำนาญชราภาพตามมาตรา 77 ตรี วรรคหนึ่ง ประกอบกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการระยะเวลาและอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 3 เพราะโจทก์ยังไม่เคยได้รับเงินบำนาญชราภาพจริง และมิได้ลดทอนสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพของโจทก์แต่อย่างใด

โจทก์สมัครใจเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์สามารถรับสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีอื่นจากจำเลยได้อีกด้วย โจทก์จะเลือกเอาเฉพาะค่าจางส่วนที่เป็นประโยชน์แก่ตนฝ่ายเดียวมาเป็นฐานในการคำนวณเงินบำนาญชราภาพไม่ได้เทียบเคียงได้กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3616/2564 คำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 1,320 บาท ตั้งแต่วันงวดเดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไป โดยคิดจากจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จึงชอบแล้ว นั้น

เห็นว่า ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ไม่ว่าระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม มีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ และต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 20 กันยายน 2551 จ่ายเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพมาจนถึงวันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 รวม 181 เดือน ติดต่อกัน และโจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 อันเป็นเหตุให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 (2) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 อันเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามมาตรา 76 และมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง

ส่วนโจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเพียงใด นั้น ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า ค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ก่อนความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง คือเดือนละ 13,222 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละยี่สิบของจำนวนเงิน 13,222 บาท คิดเป็นเงิน 2,644.40 บาท อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตามีอัตราดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้ความด้วยว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน แสดงความประสงค์ขอรับประโยชน์ทดแทนนั้นตามสิทธิของโจทก์

คดีนี้แม้โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และไม่ได้แสดงเหตุผลและความจำเป็นที่ไม่อาจยื่นภายในกำหนดเวลาต่อเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 56 วรรคสอง แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของโจทก์ที่ไปติดต่อขอรับเงินบำนาญชราภาพแล้ว แต่ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้ส่งเงินสมทบต่อไปก่อน โจทก์จึงไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทั้งที่ตนมีสิทธิได้รับแล้ว แต่แสดงความจำนงกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2557

ภายหลังโจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ประมาณ 2 เดือน แล้วส่งเงินสมทบในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไปจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 รวม 60 เดือน จึงลาออกจากความเป็นผู้ประกันตน และยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี เป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าโจทก์ประสงค์ที่จะได้รับเงินบำนาญชราภาพในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไปเพื่อให้ได้รับเงินบำนาญชราภาพเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งจุดห้า ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือนตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 3 วรรคหนึ่ง ซึ่งนับว่ามีเหตุผลและความจำเป็นที่ทำให้โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในกำหนดเวลาและเงื่อนไขตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และไม่ได้ยื่นคำขอเพื่อแสดงเหตุผลและความจำเป็นต่อเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 56 วรรคสอง

เมื่อโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2562 ต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีแล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพอันเนื่องมาจากความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ตามมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง ในอัตราเดือนละ 2,644.40 บาท เป็นต้นไป ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับโดยคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ก่อนความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง

แต่เมื่อได้ความว่าในเดือนมีนาคม 2557 โจทก์กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ย่อมเป็นเหตุให้สิ้นสุดเงื่อนไขการได้รับเงินบำนาญชราภาพที่จะได้รับต่อไป จำเลยจึงต้องงดการจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 เป็นต้นไปถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันที่โจทก์ลาออกจากความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และทำให้ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงอีกครั้งตามมาตรา 77 ตรี วรรคหนึ่ง

ข้อเท็จจริงยุติว่าโจทก์ส่งเงินสมทบในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 จนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 รวมเป็นเวลา 60 เดือน จำเลยจึงต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งจุดห้าของค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณเงินบำนาญชราภาพเดิม ก่อนกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือนในช่วงระยะเวลาที่กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนในครั้งหลัง ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 3 วรรคหนึ่ง คิดเป็นเงินเพิ่มเดือนละ 991.65 บาท รวมเป็นเงินบำนาญชราภาพที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไปเดือนละ 3,636.05 บาท

ทั้งนี้ แม้ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์จะระบุว่าขอรับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ในอัตราเดือนละ 2,644.50 บาท เพียงเท่านั้นก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรม โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 จึงกำหนดให้โจทก์ได้รับเงินบำนาญชราภาพตามสิทธิที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 จึงไม่ชอบ กรณีมีเหตุให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ดังกล่าว

@ พิพากษายืน

ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่าหากการที่โจทก์ส่งเงินสมทบต่อเป็นเพียงการเพิ่มสิทธิได้รับการปรับอัตราเงินบำนาญชราภาพเท่านั้น เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ยังมิได้ยื่นคำขอและต่อมากลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และได้อัตราค่าจางสูงกว่าค่าจ้างเดิม จะทำให้โจทก์ได้รับเงินบำนาญชราภาพน้อยกว่าที่ควรได้รับจริงอันเป็นการเสียสิทธิที่พึงได้รับตามกฎหมาย นั้น

เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยหยิบยกขึ้นอ้างเพื่อเปรียบเทียบแตกต่างจากข้อเท็จจริงคดีนี้ กรณีที่มีข้อเท็จจริงแตกต่างกัน ผลของคดีย่อมแตกต่างกันไปได้ สำหรับที่จำเลยฎีกาอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3616/2564 มานั้น ก็มีข้อเท็จจริงแตกต่างจากคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาปรับใช้วินิจฉัยคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชานัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคมระบุว่าในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 12,070,900 คน ผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 1,656,058 คน รวมทั้งสิ้น 13,726,958 คน

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย
เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย