ราชกิจจานุเบกษาประกาศระเบียบ ป.ป.ช. ฉบับใหม่ปี 2569 ยกระดับการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินเจ้าพนักงานของรัฐให้เข้มข้นและครอบคลุมยิ่งขึ้น ดีเดย์เริ่มบังคับใช้ 1 เมษายน 2569 เน้นพิสูจน์ความมีอยู่จริงของทรัพย์สินพร้อมมาตรการเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณะเพื่อความโปร่งใส ย้ำบทลงโทษหากจงใจปกปิดข้อมูลหรือพบเหตุร่ำรวยผิดปกติ เดินหน้าส่งศาลดำเนินคดีและประสานทุกหน่วยงานเร่งยึดทรัพย์คืนสู่แผ่นดิน
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 เรื่อง ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการยื่น การรับ และการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นการออกระเบียบเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และเงื่อนไขในการตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐให้มีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใสสูงสุด
โดยมีรายละเอียดสำคัญสรุปได้ดังนี้
การเริ่มต้นบังคับใช้กฎหมายและการยกเลิกระเบียบฉบับเดิม
ข้อ 2 กำหนดให้ระเบียบฉบับนี้เริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ข้อ 3 ระบุให้ยกเลิกระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐและการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการยื่นบัญชี พ.ศ. 2561 ข้อ 5 กำหนดให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้ และในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้หรือการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจตีความและวินิจฉัยชี้ขาด โดยคำวินิจฉัยนั้นให้ถือเป็นที่สุด
วาระการยื่นบัญชีทรัพย์สินและมาตรการป้องกันการแก้ไขข้อมูล
ข้อ 6 กำหนดหน้าที่ของเจ้าพนักงานของรัฐในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในกรณีเข้ารับตำแหน่ง กรณีพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีทุกสามปีตลอดเวลาที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรณีพ้นจากตำแหน่งเฉพาะตำแหน่งตามที่กฎหมายกำหนดในมาตรา 102 (1) (2) (3) และ (4) ข้อ 8 ระบุว่าเมื่อได้รับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินแล้ว เพื่อเป็นการป้องกันมิให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความหรือเอกสาร ให้ประธานกรรมการ ป.ป.ช. หรือกรรมการ ป.ป.ช. หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ลงลายมือชื่อหรือกระทำด้วยวิธีอื่นใดแทนการลงลายมือชื่อกำกับไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินโดยเร็วตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ยกเว้นการยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีหลักเกณฑ์เฉพาะ ข้อ 9 กำหนดให้สำนักงาน ป.ป.ช. ต้องพิจารณาส่งมอบบัญชีและเอกสารประกอบแก่ส่วนราชการภายในที่มีหน้าที่และอำนาจภายใน 15 วันนับแต่ได้รับยื่น
มาตรการติดตามกรณีจงใจไม่ยื่นบัญชีหรือเอกสารคลาดเคลื่อน
ข้อ 10 กำหนดว่าหากผู้มีหน้าที่ไม่ยื่นบัญชีตามกำหนดเวลา ให้เจ้าหน้าที่แจ้งเตือนโดยทางไปรษณีย์ตอบรับหรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมกำหนดเวลาขยายให้ไม่เกิน 30 วัน และหากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วผู้มีหน้าที่ยังไม่ยื่นบัญชี อันมีพฤติการณ์เชื่อได้ว่าจงใจไม่ยื่นหรือเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สิน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาทันที ข้อ 11 ระบุในกรณีที่ยื่นเอกสารสำคัญไม่ครบถ้วนหรือข้อมูลคลาดเคลื่อน ให้แจ้งผู้ยื่นดำเนินการแก้ไขภายในเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่เกิน 15 วัน หรืออาจขอขยายระยะเวลาได้ตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 30 วัน และหากพ้นกำหนดแล้วยังดำเนินการไม่ครบถ้วน ให้ถือเป็นบัญชีที่พบเหตุผิดปกติต่อไป
กระบวนการตรวจสอบความถูกต้องและการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
ข้อ 15 มอบหมายให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินดำเนินการตรวจสอบความถูกต้อง ความมีอยู่จริง และตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สิน โดยอาจนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการดำเนินการด้วย, ข้อ 17 กำหนดให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินจัดทำรายงานผลการตรวจสอบพร้อมความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับมอบหมาย และในกรณีที่ผลการตรวจสอบไม่พบเหตุผิดปกติ ให้เปิดเผยผลการตรวจสอบให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปและสามารถเข้าดูหรือสืบค้นข้อมูลได้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ข้อ 19 ระบุว่าในกรณีพบเหตุผิดปกติจากการรายงานผลการตรวจสอบ ให้ดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และสามารถขอขยายระยะเวลาต่อผู้อำนวยการได้หนึ่งครั้งไม่เกิน 30 วัน ข้อ 23 กำหนดให้การตรวจสอบบัญชีที่พบเหตุผิดปกติต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันนับแต่วันที่ได้รับอนุมัติ และขยายระยะเวลาได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกิน 60 วัน
การแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิของผู้ถูกตรวจสอบ
ข้อ 31 กำหนดว่าหากมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนว่าจงใจไม่ยื่นบัญชี หรือจงใจยื่นบัญชีเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง ให้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบ ข้อ 32 ระบุให้มีหนังสือเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและให้โอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในเวลาอย่างช้าไม่เกิน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับทราบ ข้อ 35 ให้สิทธิผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีในการนำทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจไม่เกิน 3 คน เข้าฟังการชี้แจงหรือการให้ปากคำของตนได้เพื่อความเป็นธรรม
เขตอำนาจศาลและการติดตามทรัพย์สินคืนแผ่นดิน
ข้อ 40 กำหนดว่าเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าจงใจไม่ยื่นบัญชีหรือยื่นบัญชีเท็จ หากเป็นตำแหน่งระดับสูงตามมาตรา 102 (1) (2) (3) และ (4) ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนตำแหน่งทั่วไปให้เสนอต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยต้องยื่นคำร้องต่อศาลไม่ช้ากว่า 90 วันนับแต่วันที่มีมติ ข้อ 41 ระบุว่าหากพบเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยไม่ชอบ หรือมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ให้เสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาไต่สวนดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติต่อไป ข้อ 47 วางมาตรการสำคัญเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ให้สำนักงาน ป.ป.ช. ประสานงานกับอัยการสูงสุด กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการบังคับคดีและติดตามทรัพย์สินกลับคืนมาเป็นของรัฐโดยเร็ว
โดยกฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
สำหรับรายละเอียดระเบียบฉบับเต็ม สามารถอ่านได้ดังต่อไปนี้



















