News Logo
หน้าแรก
สภาผู้บริโภคเสนอ 5 ข้อ จี้เลิกขึ้นน้ำมัน 6 บ.-ย้ำต้องเร่งจับไอ้โม่ง

สภาผู้บริโภคเสนอ 5 ข้อ จี้เลิกขึ้นน้ำมัน 6 บ.-ย้ำต้องเร่งจับไอ้โม่ง

26 มี.ค. 2569 19:51
ผู้ชม 71 คน

สภาผู้บริโภคจี้รัฐยกเลิกขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาททันที ชี้ทำประชาชนเดือดร้อนหนัก พร้อมชง 5 ข้อเสนอด่วน จี้จัดการไอ้โม่ง กำหนดเพดานการกลั่นให้เป็นธรรม

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 สภาผู้บริโภคและองค์กรสมาชิกกว่า 367 องค์กร จาก 62 จังหวัดทั่วประเทศ ได้ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการปรับขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียวลิตรละ 6 บาท โดยทันที พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการดังกล่าว เนื่องจากมองว่าเป็นการซ้ำเติมวิกฤตค่าครองชีพของประชาชนอย่างหนัก

การปรับขึ้นราคาน้ำมันในอัตราที่สูงและรวดเร็วในคราวเดียวนี้ คาดว่าจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนของค่าโดยสาร ค่าขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ "วิกฤตน้ำมัน" แปรสภาพเป็น "วิกฤตค่าครองชีพ" ของประชาชนโดยตรง สภาผู้บริโภคจึงได้เสนอ 5 ข้อเสนอด่วนต่อรัฐบาลเพื่อแก้ไขสถานการณ์

ข้อเสนอ 5 ประการจากสภาผู้บริโภค:

  1. ยกเลิกการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรทันที: สภาผู้บริโภคย้ำถึงผลกระทบอันใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน และขอให้รัฐบาลใช้มาตรการด้านอื่น ๆ เพื่อลดผลกระทบแทน

  2. ยืนยัน "6 บาทลดได้" หากจัดการโครงสร้างน้ำมันเป็นธรรม: สภาผู้บริโภคชี้ว่า ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นในปัจจุบันไม่ได้สะท้อนต้นทุนและโครงสร้างที่แท้จริงทั้งหมด โดยเฉพาะค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติ รวมถึงค่าการตลาด กำไรของโรงกลั่น คลังน้ำมัน พ่อค้าคนกลาง และปั๊มน้ำมัน ที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจกลุ่มพลังงานได้รับประโยชน์โดยตรง ขณะที่ภาระหนักตกอยู่กับผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังระบุถึงน้ำมันสำรองในประเทศที่รัฐบาลเคยยืนยันว่ามี 90 วัน แต่กลับมีการปรับขึ้นราคาก่อน 30 วัน

  3. เร่งตรวจสอบและจัดการการกักตุน ("จับไอ้โม่ง"): สภาผู้บริโภคเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกักตุนหรือการบริหารจัดการน้ำมันที่อาจเอื้อให้เกิดการเก็งกำไรในช่วงวิกฤต หากพบการกระทำผิดจะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันการสร้างภาวะขาดแคลนเทียมและคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค

  4. ใช้อำนาจตามกฎหมายกำหนดเพดานค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับเป็นธรรมทันที: สภาผู้บริโภคขอให้รัฐบาลใช้ต้นทุนจากน้ำมันสำรองที่มีอยู่ เพื่อปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นลงทันที พร้อมทั้งดำเนินมาตรการเสริม เช่น จัดเก็บรายได้จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากลาภลอย (Windfall Tax) ลดภาษีสรรพสามิตชั่วคราว และควบคุมค่าการตลาด เพื่อให้ราคาน้ำมันเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

  5. ตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อนและการใช้ข้อมูลภายในกำหนดนโยบายพลังงาน: สภาผู้บริโภคเรียกร้องให้มีการตรวจสอบบทบาทของผู้มีอำนาจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายพลังงาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest: COI) และการใช้ข้อมูลภายในที่อาจเอื้อประโยชน์ต่อเอกชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะ "กลุ่มทุนด้านพลังงาน" โดยต้องยึดหลักความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้

สภาผู้บริโภคย้ำว่า วิกฤตราคาพลังงานในครั้งนี้ ไม่ควรถูกปล่อยให้กลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพของประชาชน รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินมาตรการอย่างเร่งด่วน ทั้งการบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น และการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานในระยะยาว รวมถึงการส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งระบบ เพื่อสร้างระบบพลังงานที่เป็นธรรม โปร่งใส และยั่งยืนสำหรับประชาชนทุกคน

@ กลุ่ม ปตท.ยันโรงกลั่นเดินเครื่องเกิน 100% เร่งกระจายน้ำมันทั่วประเทศตลอด 24 ชม.

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม รายงานข่าวจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. แจ้งว่า กลุ่ม ปตท. เร่งผลิตและกระจายน้ำมันเต็มกำลัง เพื่อให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในช่วงที่ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้น โดยโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ซึ่งประกอบด้วยโรงกลั่นของบริษัท Thai Oil Public Company Limited (TOP), PTT Global Chemical Public Company Limited (GC) และ IRPC Public Company Limited (IRPC) เดินเครื่องผลิตเฉลี่ย 105% ของกำลังการผลิต และเปิดคลังน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน เพื่อกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการและผู้ค้าส่งทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลการบริหารจัดการโรงกลั่นของกลุ่ม ปตท. พบว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นจากระดับปกติ 48 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 51.4 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 7% เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่เพิ่มขึ้น

น้ำมันที่ผลิตได้ถูกจัดสรรเข้าสู่ตลาดในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการจำหน่ายดีเซลในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 42 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 49.3 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่การส่งออกได้ปรับลดลงจาก 6.3 ล้านลิตรต่อวัน เหลือประมาณ 2 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ โดยเป็นการส่งออกไปยังประเทศพม่าและลาว ซึ่งเป็นประเทศที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานไฟฟ้า ทั้งในแง่การซื้อกระแสไฟฟ้าที่ผลิตเข้าระบบสายส่ง และก๊าซธรรมชาติเพื่อให้โรงไฟฟ้าในประเทศผลิตกระแสไฟฟ้า

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องของน้ำมันในตลาด โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ได้นำน้ำมันสำรองออกมาใช้เพิ่มเติม ส่งผลให้ระดับน้ำมันสำรองในระบบการผลิตของโรงกลั่นจากระดับปกติประมาณ 250 ล้านลิตร เหลือประมาณ 220 ล้านลิตร ซึ่งเป็นปริมาณต่ำที่สุดที่โรงกลั่นสามารถดำเนินการได้ และใกล้เคียงกับปริมาณสำรองขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด

ส่วนสถานีบริการ ปัจจุบัน PTT Station ของ ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดให้บริการครบทุก 2,255 สถานีทั่วประเทศ และมีการเพิ่มรอบการขนส่งน้ำมันทั้งทางรถบรรทุก ท่อส่ง และเรือ อย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะการขนส่งทางรถบรรทุกได้เพิ่มรอบการขนส่งสูงสุดตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยของการขนส่งน้ำมัน

ข้อมูลการจำหน่ายของบริษัท OR พบว่า ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเบนซินและดีเซลให้กับสถานีบริการเพิ่มขึ้นจาก 41.37 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 47.1 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 14% โดยเฉพาะดีเซลเพิ่มขึ้นประมาณ 18% จากระดับปกติ ในบางช่วงเวลาอาจมีบางสถานีบริการต้องรอการเติมน้ำมัน เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นผิดปกติในบางพื้นที่ โดยข้อมูลล่าสุดพบว่าพื้นที่ที่มีการรอการเติมน้ำมันเกิน 12 ชั่วโมงเกิดขึ้นเฉพาะบางพื้นที่ เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคใต้ ซึ่งทีมขนส่งกำลังเร่งเติมน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. ยังจัดสรรน้ำมันดีเซลให้แก่ผู้ค้าส่ง (Jobber) อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยกระจายน้ำมันไปยังผู้ใช้น้ำมันในภาคขนส่ง เกษตร และภาคอุตสาหกรรม โดยในภาวะปกติกลุ่ม ปตท. จำหน่ายน้ำมันให้ Jobber ประมาณ 5 ล้านลิตรต่อวัน และหลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายได้เพิ่มการจำหน่ายกลับมาใกล้ระดับปกติที่ประมาณ 4.94 ล้านลิตรต่อวัน โดยกำหนดราคาขาย Jobber เท่ากับราคาขายที่หน้าสถานีบริการในพื้นที่

กลุ่ม ปตท. ยังได้บริหารจัดการการขนส่งน้ำมันผ่านหลายช่องทาง เพื่อให้สามารถกระจายน้ำมันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยสัดส่วนการขนส่งของโรงกลั่นกลุ่ม ปตท. แบ่งเป็น

• รถบรรทุกประมาณ 47% ของการขนส่งของโรงกลั่น

• การขนส่งทางเรือประมาณ 25% ของการขนส่งของโรงกลั่น

• การขนส่งผ่านท่อส่งประมาณ 28% ของการขนส่งของโรงกลั่น

พร้อมกันนี้ กลุ่ม ปตท. ยังเปิดเผยข้อมูลปริมาณน้ำมันในระบบตลอด Supply Chain ตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบ การกลั่น การจัดเก็บในคลัง การขนส่ง ไปจนถึงการจำหน่าย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสามารถติดตามการไหลของน้ำมันในระบบได้อย่างชัดเจน โดยรายงานข้อมูลดังกล่าวต่อหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้สถานการณ์ที่ราคาพลังงานโลกมีความผันผวนสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กลุ่ม ปตท. ยังคงเดินหน้าจัดหาน้ำมันดิบจากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง แม้ต้นทุนค่าขนส่งและค่าประกันภัยจะปรับตัวสูงขึ้นจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ

กลุ่ม ปตท. ยืนยันว่าจะดำเนินการผลิตและกระจายน้ำมันอย่างเต็มกำลัง พร้อมบริหารจัดการ Supply Chain อย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง และสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ราคาน้ำมัน



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย
เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย