News Logo
หน้าแรก
ชาวภูเก็ตกว่า 5,000 คนระทม 39 ปี ขอซื้อที่ตัวเองคืนจากธนารักษ์

ชาวภูเก็ตกว่า 5,000 คนระทม 39 ปี ขอซื้อที่ตัวเองคืนจากธนารักษ์

16 ม.ค. 2569 22:34
ผู้ชม 215 คน

รัฐบังคับซื้อที่ชาวบ้าน 704 ไร่ เพื่อทำเหมืองแร่ที่บ้านบางเทา จ.ภูเก็ต เมื่อปี 2463 หลังเลิกทำเหมืองเมื่อปี 2520 กรมธนารักษ์ขั้นตอนเยอะจัดไม่ยอมขายคืนที่ให้จนผ่านไปถึง 39 ปี กสม.ตรวจสอบฟันธงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวบ้านกว่า 5,000 คน ที่ได้รับความเดือดร้อน

นายจุมพล  ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กรรมการ กสม. ด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2569 ได้มีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกรมธนารักษ์ และสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ภูเก็ต ซึ่งถูกประชาชนร้องเรียนว่าไม่ยอมขายที่ดินคืนให้มานานถึงปัจจุบัน 39 ปี 

ที่มาของเรื่องนี้ก็คือเมื่อปี 2463 กระทรวงเกษตราธิการบังคับซื้อที่ดินเนื้อที่ประมาณ 704 ไร่ บริเวณบ้านบางเทา ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต จากประชาชน 207 ราย เพื่อทำเหมืองแร่และขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ โดยมีข้อตกลงสำคัญว่า "เมื่อเลิกกิจการเหมืองแร่แล้ว จะต้องขายที่ดินคืนให้แก่เจ้าของเดิม" 

เมื่อเหมืองแร่เลิกกิจการในปี 2520 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2529 และ 22 พ.ค. 2543 ให้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการขายคืนให้แก่ทายาทเจ้าของที่ดินเดิม แต่จนถึงปัจจุบันกรมธนารักษ์ (ผู้ถูกร้องที่ 1) และสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ภูเก็ต (ผู้ถูกร้องที่ 2) ยังคงดำเนินการไม่แล้วเสร็จ อีกทั้งยังห้ามมิให้ประชาชนก่อสร้างบ้านพักอาศัยเพิ่มเติม ทำให้ได้รับความเดือดร้อน 

จากการตรวจสอบของ กสม.ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อการทำเหมืองแร่สิ้นสุดลงในปี 2520 ครม.ได้มีมติในปี 2529 และปี 2543 อนุมัติให้ดำเนินการ ดังนี้ 

กลุ่มที่ 1 ประชาชนผู้ถือสิทธิเดิมหรือทายาท 329 ราย ให้ขายที่ดินคืนในราคาเดิม บวกดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2520

กลุ่มที่ 2 ประชาชนผู้ถือครองที่ดินมาแล้วไม่น้อยกว่า 30 ปี (ก่อนปี 2491) หรือทายาท 636 ราย ให้ขายในราคาประเมินปี 2520 บวกดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

กลุ่มที่ 3 ประชาชนที่ครอบครองที่ดินไม่ถึง 30 ปี (หลังปี 2491) 11 ราย ให้เช่าตามระเบียบที่ราชพัสดุ 

ที่ผ่านมา กรมธนารักษ์ ได้พยายามเสนอร่างกฎหมายเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนให้แก่ประชาชนบ้านบางเทาต่อ ครม.มาแล้วถึง 3 ครั้ง (ในปี 2550 2556 และ 2557) แต่คณะกรรมการกฤษฎีกามีข้อสังเกตสำคัญ โดยขอให้รัฐบาลทบทวนการโอนที่ดินให้แก่ ประชาชนกลุ่มที่ 2 (กลุ่มที่ครอบครองที่ดินหลังจากตกเป็นของรัฐแล้ว) ว่ามีความเหมาะสมเพียงใด 

รวมถึงขอให้ปรับราคาขายที่ดินให้สอดคล้องกับมูลค่าปัจจุบัน เนื่องจากราคาที่ตั้งไว้เดิมนั้นต่ำกว่าราคาตลาดอย่างมาก ต่อมาเมื่อเดือนสิงหาคม 2566 เจ้าหน้าที่ของกรมธนารักษ์ได้ลงพื้นที่สำรวจและพบปัญหาในการใช้พื้นที่ ทั้งการเปลี่ยนมือเจ้าของที่ดิน การนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง และการก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต 

สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ภูเก็ตจึงต้องเร่งตรวจสอบข้อมูลผู้ถือครองที่ดินทั้ง 3 กลุ่มให้เป็นปัจจุบัน พร้อมประเมินราคาขายใหม่ให้เหมาะสมตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการกฤษฎีกา และล่าสุดเมื่อเดือน ส.ค. 2568 สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ภูเก็ต แจ้งว่าได้สอบสวนสิทธิและจัดทำรูปแผนที่ประกอบร่างกฎหมายโอนกรรมสิทธิ์เสร็จสิ้นแล้ว โดยพบว่า ปัจจุบันมีประชาชนอาศัยอยู่ในพื้นที่แปลงนี้รวมกว่า 5,254 คน

กสม. เห็นว่า การที่กรมธนารักษ์ และสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ภูเก็ต พยายามแก้ไขปัญหาของประชาชนทุกกลุ่มไปพร้อมกันโดยไม่แยกประเภท เป็นเหตุให้ประชาชนกลุ่มที่ 1 ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสิทธิตามกฎหมายชัดเจนและคณะกรรมการกฤษฎีกามิได้มีข้อขัดข้อง ต้องรอคอยการคืนสิทธินานเกินสมควร 

ในขณะที่ประชาชนกลุ่มที่ 2 แม้จะมีข้อสังเกตเรื่องราคาขาย แต่เมื่อ ครม.ได้มีมติเห็นชอบให้ขายที่ดินคืนแล้ว หน่วยงานของรัฐย่อมมีพันธะต้องปฏิบัติตามหลักความสุจริต และหลักนิติธรรม หากมีความกังวลในข้อเสนอแนะของกฤษฎีกาก็สมควรเร่งนำเสนอต่อ ครม.เพื่อทบทวนหลักการตั้งแต่ต้น 

ทั้งนี้ ไม่ควรปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานานกว่า 9 ปี จนกระทั่งปี 2567 จึงเริ่มกระบวนการสอบสวนสิทธิใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เป็นที่ดินดั้งเดิมของประชาชนหรือชุมชนที่มีการครอบครองมาก่อนการประกาศเป็นที่ราชพัสดุ

การที่ผู้ถูกร้องทั้งสองปล่อยให้ประชาชนต้องอาศัยอยู่โดยไม่มีเอกสารสิทธิยาวนานกว่า 39 ปี
ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ล่าช้าเกินสมควร และเป็นการแทรกแซงสิทธิในการครอบครอง การใช้ประโยชน์ที่ดิน และการดำรงชีวิตอันสงบสุข (Right to livelihood and adequate housing) 

อีกทั้งยังทำให้ชุมชนขาดโอกาสในการพัฒนาที่ดิน ซึ่งขัดต่อพันธกรณีในการเคารพสิทธิของประชาชนตามหลักสากล และกระทบต่อความมั่นคงในสิทธิทรัพย์สินตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ข้อ 11 ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า กรมธนารักษ์ และสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ภูเก็ต
ผู้ถูกร้องทั้งสองกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

การที่ผู้ถูกร้องทั้งสองปล่อยให้ประชาชนต้องอาศัยอยู่โดยไม่มีเอกสารสิทธิยาวนานกว่า 39 ปี
ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ล่าช้าเกินสมควร และเป็นการแทรกแซงสิทธิในการครอบครอง การใช้ประโยชน์ที่ดิน และการดำรงชีวิตอันสงบสุข (Right to livelihood and adequate housing) 

อีกทั้งยังทำให้ชุมชนขาดโอกาสในการพัฒนาที่ดิน ซึ่งขัดต่อพันธกรณีในการเคารพสิทธิของประชาชนตามหลักสากล และกระทบต่อความมั่นคงในสิทธิทรัพย์สินตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ข้อ 11 ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า กรมธนารักษ์ และสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ภูเก็ต ผู้ถูกร้องทั้งสองกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

Author Avatar

ผู้เขียน

ลินลิสา เจือไทย
ข่าวทั้งหมดของผู้เขียน
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ภูเก็ต
กรมธนารักษ์
กสม.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมประมงแก้ปัญหาปลาหมอคางดำไม่มีประสิทธิภาพ กสม.แนะของบฯ รับซื้อเพิ่ม
กรมประมงแก้ปัญหาปลาหมอคางดำไม่มีประสิทธิภาพ กสม.แนะของบฯ รับซื้อเพิ่ม