News Logo
หน้าแรก
ปชน.จี้ รบ.กำหนดวันซักฟอก ย้ำนายกฯอย่าใช้ข้ออ้างติดภารกิจหนีตรวจสอบ

ปชน.จี้ รบ.กำหนดวันซักฟอก ย้ำนายกฯอย่าใช้ข้ออ้างติดภารกิจหนีตรวจสอบ

26 ต.ค. 2569 11:26
ผู้ชม 12 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"ณัฐพงษ์" แถลงย้ำจุดยืนพร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขอแค่รัฐบาลแจ้งความพร้อม ไม่กังวลหากต้องลดวันถกเหลือ 4 วัน ชี้ตารางงานนายกฯ ไม่ใช่ข้ออ้างเลี่ยงการตรวจสอบ -ประชุมสุดยอด นายกฯไม่ต้องไปร่วม ใช้ "สีหศักดิ์" ทำแทนก็ได้ -ครม.เงาจี้รัฐบาลแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันแพง-ปมจดสิทธิบัตรกะเพรา-ผลกระทบจากสารพิษข้ามแดน รวมถึงความกังวลต่อการสูญเสียโอกาสการลงทุนคุณภาพจากเวทีระดับโลก

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมกับ นายศุภโชติ ชัยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงวาระวิกฤตราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูง นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center แถลงวาระปมจดสิทธิบัตร "กะเพราแก้วจุรี" และนายพิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารนโยบายต่างประเทศ แถลงในประเด็นการทูตเศรษฐกิจและการสูญเสียโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนคุณภาพจากเวทีระดับโลก พร้อมทั้งตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนในการแถลงข่าว ยืนยันความพร้อมของพรรคฝ่ายค้านในการเดินหน้าเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

โดยในช่วงท้ายของการแถลงข่าวนายณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่พรรคร่วมฝ่ายค้านไม่อยากเห็นคือการที่ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจถูกลากออกไปจนไม่ได้รับการบรรจุในสมัยประชุมนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นในการทำงานการเมืองของตนเองตั้งแต่เป็นนักการเมืองมา และยังคงเชื่อมั่นว่าประธานสภาเองมีความตั้งใจที่จะบรรจุญัตติให้ทัน แต่สถานการณ์ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพูดคุยกันระหว่างวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านรับทราบว่าคณะรัฐมนตรีอาจมีตารางงานที่แน่น แต่เชื่อว่าสามารถบริหารจัดการได้

นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่าในส่วนของกรอบระยะเวลาการอภิปรายที่ฝ่ายรัฐบาลอาจอ้างว่าฝ่ายค้านพยายามยึดกรอบ 5 วันเต็มนั้น ฝ่ายค้านพร้อมที่จะปรับให้มีความยืดหยุ่น โดยเข้าใจข้อจำกัดของรัฐบาลดี หากจำเป็นต้องปรับลดเหลือ 4 วัน ทางฝ่ายค้านขอเวลาในการหารือภายในพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากรัฐมนตรีทั้ง 18 คนจะต้องถูกอภิปรายให้ครบทุกคน ซึ่งการลดวันอภิปรายจะส่งผลให้ต้องมีการตัดเนื้อหาบางส่วนและผู้อภิปรายออก โดยการลดวันไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะพรรคประชาชนเท่านั้น แต่รวมถึงพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น ๆ ด้วย

อย่างไรก็ตาม หากญัตติไม่ถูกบรรจุในสัปดาห์นี้ หรือต้องเลื่อนไปสัปดาห์หน้าหรือ 2 สัปดาห์หน้าเมื่อไหร่ก็ตาม ฝ่ายค้านก็พร้อมเสมอ โดยขอให้รัฐบาลเร่งเคลียร์ตารางงานของตนเองและแจ้งความพร้อมที่จะเข้าสู่สภาเพื่อเปิดเวทีซักฟอก

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการลดวันอภิปรายเหลือ 4 วัน นายณัฐพงษ์ยังคงยืนยันว่ากรอบเวลา 5 วัน 60 ชั่วโมง เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรัฐมนตรี 18 คนที่ต้องรับการตรวจสอบ แต่เมื่อรัฐบาลอ้างถึงภารกิจ ฝ่ายค้านก็ไม่อยากตั้งเงื่อนไข จึงขอให้เวลา 1 สัปดาห์ในการบริหารจัดการภายในพรรคร่วมฝ่ายค้าน หากญัตติไม่เข้าในสัปดาห์นี้ ไม่ว่าจะสัปดาห์ถัดไปหรืออีก 2 สัปดาห์ถัดไป ฝ่ายค้านก็พร้อมเสมอ ขึ้นอยู่กับคำตอบของรัฐบาล

กรณีที่รัฐบาลมองว่าฝ่ายค้านอาจไม่พร้อมเรื่องข้อมูล นายณัฐพงษ์ย้ำอีกครั้งว่า ไม่ว่าจะเป็นสัปดาห์หน้าหรือ 2 สัปดาห์หน้า ฝ่ายค้านพร้อมเสมอ แม้กระทั่งเสาร์-อาทิตย์ก็สามารถประชุมสภาได้ รัฐบาลอาจมีตารางแน่น แต่หากพิจารณาปฏิทินแล้ว การให้ประชุมคร่อมวันเสาร์-อาทิตย์ จะยังคงอยู่ในกรอบ 4 วันที่สามารถดำเนินการได้แน่นอน ดังนั้น ปัญหานี้จึงน่าจะเกิดจากความไม่พร้อมของรัฐบาลเองมากกว่าที่จะให้ฝ่ายค้านซักฟอก

เกี่ยวกับการที่รัฐบาลอ้างภารกิจคณะรัฐมนตรีสัญจรและภารกิจอื่น ๆ มาเป็นเหตุผลในการเลื่อนการอภิปราย นายณัฐพงษ์ชี้แจงว่า บางภารกิจที่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวแทนจากต่างประเทศ เช่น ครม.สัญจร เป็นการบริหารจัดการที่รัฐบาลสามารถจัดการได้เอง แม้ตนจะไม่ทราบรายละเอียดถึงความสำคัญของหมายครม.สัญจร แต่จากพฤติกรรมที่ผ่านมาของรัฐบาล โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ไม่เคยเข้ามาตอบกระทู้ในสภา ผู้แทนรัฐบาลหลายครั้งก็หลีกเลี่ยงการตอบคำถามในกรรมาธิการ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่ารัฐบาลไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเวทีในสภา และพยายามหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

ดังนั้น นายณัฐพงษ์ยืนยันว่าฝ่ายค้านพร้อมสำหรับการซักฟอกในสภาเสมอ ขอเพียงรัฐบาลแจ้งความพร้อมเท่านั้น

นอกจากนี้ ในส่วนของการเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศของผู้นำอย่างการประชุมสุดยอดอาเซียนหรือการประชุมเอเปค ซึ่งมีกำหนดในเดือนพฤศจิกายนนั้น นายณัฐพงษ์ตั้งข้อสังเกตว่า หากนายกรัฐมนตรีมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามภารกิจที่ได้ปฏิญาณไว้ก่อนเข้ารับตำแหน่ง ก็สามารถให้รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ซึ่งกำกับดูแลงานด้านต่างประเทศเป็นตัวแทนเข้าร่วมได้สบาย เนื่องจากท่านเป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญ และสามารถทำหน้าที่แทนประเทศไทยได้อย่างดี ซึ่งจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยดูดีแน่นอน

 การที่ผู้นำไม่เข้าร่วมประชุมสุดยอดบางวัน หรือไม่สามารถเข้าร่วมได้เลย แล้วไปอธิบายให้กับนานาประเทศฟังว่ามีภารกิจการเข้าร่วมการอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งใน 1 ปีมีได้เพียง 1 ครั้ง จะทำให้ประเทศไทยดูดีด้วยซ้ำว่าเรามีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ผู้นำให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ภายในประเทศที่ประชาชนส่งความเห็นผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” นายณัฐพงษ์กล่าว

ประเด็นร้อน ข้อครหาปม “ค่าน้ำร้อนน้ำชา”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นเอกสารที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์เกี่ยวกับ "ค่าน้ำร้อนน้ำชา" ที่มีชื่อของผู้รับเป็นทางนายกรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์กล่าวว่าพรรคจะตรวจสอบทุกประเด็นอยู่แล้ว โดยจะขอตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมก่อน หากพบว่าข้อมูลมีข้อเท็จจริง จะไม่พ้นการตรวจสอบของพรรคอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่า สส.ของพรรคได้แชร์ข้อมูลนี้โดยที่ยังไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่าจะตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและขอเวลาในการดำเนินการ ยืนยันว่าทุกคนที่มีการแสดงความคิดเห็นหรือแชร์โพสต์บนโลกออนไลน์ มีเจตนาที่จะตรวจสอบนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลอยู่แล้ว

นายณัฐพงษ์ให้ข้อสังเกตว่า สาเหตุที่โพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็ว อาจเป็นเพราะพฤติกรรมที่ผ่านมาของรัฐบาลเอง ที่ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่น อย่างไรก็ตาม ตนขอให้ยังไม่ขยายประเด็นนี้ออกไปก่อน รอการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากพรรค

ครม.เงา ชี้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่ง สะท้อนวิกฤตค่าครองชีพ

สำหรับประเด็นอื่นๆในการประชุม ครม.เงา นายศุภโชติ ชัยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แถลงถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันแพงที่กำลังเป็นวิกฤต โดยระบุว่าปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกและในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำสถิติเกือบเท่าช่วงจุดสูงสุดของสงครามเมื่อเดือนเมษายน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่หน้าปั๊มขายอยู่ที่ลิตรละ 43.50 บาท เพิ่มขึ้นกว่า 5 บาทต่อลิตรภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน นับตั้งแต่ 1 กันยายน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน และยังเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงต้นทุนในการทำธุรกิจของภาคเอกชน

สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือประเทศแทบไม่เหลือเครื่องมือในการต่อกรกับวิกฤตครั้งนี้แล้ว กองทุนน้ำมันซึ่งเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้มาตลอด ขณะนี้มีสถานะติดลบทะลุ 100,000 ล้านบาทไปแล้ว ซึ่งทั้งหมดเป็นผลจากการบริหารงานที่ล้มเหลวภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายศุภโชติกล่าวน้ำว่าพรรคประชาชนเคยเสนอวิธีการแก้ปัญหาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าไปแก้ปัญหาโครงสร้างพลังงานที่ต้นตอ ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นได้รับปากกับประชาชนว่าจะดำเนินการแก้ไข แต่ผ่านมา 7 เดือน กลับไม่มีการดำเนินการตามที่เคยประกาศไว้ ไม่ว่าจะเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมัน หรือมาตรการควบคุมผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เกินจากวิกฤตนี้ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นหรือดำเนินการล่าช้ามาโดยตลอด

เสนอ 3 มาตรการเร่งด่วน ลดราคาน้ำมัน

สส.พรรคประชาชน กล่าวว่าพรรคจึงเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการโดยด่วน โดยเสนอ 3 เครื่องมือในระยะสั้น และ 1 เครื่องมือในระยะยาว:

1. ลดการเก็บภาษีสรรพสามิตเป็นการชั่วคราว: เสนอให้ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 6 บาทต่อลิตร ซึ่งคาดว่าจะทำให้รัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณส่วนนี้เดือนละ 12,000 ล้านบาทจากรายได้ที่หายไป

2. เจรจาเรื่องค่าการตลาด: ค่าการตลาดเป็นหนึ่งในต้นทุนแฝงที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและเกินกว่าผลการศึกษาที่เคยประเมินไว้ จึงเสนอให้ปรับลดค่าการตลาดลง 1 บาทต่อลิตร หากรัฐบาลดำเนินการ 2 ข้อนี้ ราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะลดลงทันที 7 บาทต่อลิตร

3. ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันที่เป็นธรรม: ปัจจุบันมีการอ้างอิงราคาที่สิงคโปร์ ซึ่งมีหลายต้นทุนที่ไม่เป็นธรรมกับประชาชน จึงต้องมีการทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่ให้เป็นธรรม ตัดต้นทุนแฝงและต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป

มาตรการระยะยาว: จัดเก็บภาษีลาภลอย

สำหรับมาตรการระยะยาว พรรคประชาชนเสนอให้รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การลดภาระของกระทรวงการคลัง โดยการจัดเก็บ "ภาษีลาภลอย" เนื่องจากมีบางกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์สูงเกินจริงจากวิกฤตน้ำมัน โรงกลั่นหลายแห่งทำกำไรสูงเป็นประวัติการณ์ แม้รัฐบาลจะตรึงราคาหน้าโรงกลั่น ดังนั้น รัฐบาลต้องกลับมาอัปเดตความคืบหน้าในการจัดเก็บภาษีลาภลอย

นายศุภโชติย้ำว่าพรรคประชาชนยืนยันว่าได้เตรียมร่างกฎหมายการจัดเก็บภาษีลาภลอยเสร็จเรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะนำเสนอต่อสาธารณะและยื่นเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรโดยเร็วที่สุด กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อไม่ให้ใครสามารถทำกำไรบนราคาน้ำมันของประชาชนได้

ย้ำปมสิทธิบัตร “กะเพราแก้วจุรี” ต้องปกป้องสิทธิเกษตรกร-พืชพื้นเมือง

ด้านนายเดชรัตน์ สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center ได้แถลงถึงประเด็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับการจดทะเบียน "กะเพราแก้วจุรี" ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ซีพี แรม จำกัด และนำไปสู่ข้อกังวลหลายประการ เนื่องจากกะเพราเป็นพืชที่ประชาชนโดยทั่วไปปลูกกัน และการซื้อขายแลกเปลี่ยนไม่ได้มีการจำแนกสายพันธุ์ชัดเจนเหมือนข้าวหรือข้าวโพด ทำให้ประชาชนสงสัยและกังวลใจ

โดยนายเดชรัตน์กล่าวว่าแม้จะมีการชี้แจงแล้วว่าการจดทะเบียนเป็นการคุ้มครองเฉพาะ 4 สายพันธุ์ที่บริษัทร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พัฒนาขึ้น ไม่ใช่กะเพราทั่วไปที่มีกว่า 200-300 สายพันธุ์ แต่ความสงสัยยังคงมีอยู่ ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สั่งให้กระทรวงตรวจสอบกระบวนการจดทะเบียนคุ้มครองสิทธิ์ว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ครม.เงา พรรคประชาชน เห็นว่าการตั้งคำถามเพียงแค่ขั้นตอนตามกฎหมายยังไม่เพียงพอต่อการตอบข้อกังวลของประชาชน และเพื่อนำไปสู่การปรับปรุง พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืชให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน จึงมีข้อเสนอแนะให้กระทรวงเกษตรฯ ต้องตอบคำถามสำคัญสองข้อดังนี้

1. ลักษณะแตกต่างของกะเพรา 4 สายพันธุ์ที่จดทะเบียน: เนื่องจากประชาชนส่วนหนึ่งไม่อยากเกี่ยวข้องกับกะเพราดังกล่าวเพื่อเลี่ยงข้อพิพาททางกฎหมาย จึงสงสัยว่ากะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์มีลักษณะแตกต่างจากกะเพราทั่วไปอย่างไรที่ประชาชนจะสังเกตได้ง่าย และแตกต่างจากพันธุ์ต้นทาง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอย่างไร ควรนำเสนอให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ คลายความกังวลใจ และสามารถแยกแยะได้

2. ความเป็นธรรมของการแบ่งปันผลประโยชน์กับรัฐ: กะเพรา 4 สายพันธุ์นี้มีจุดเริ่มต้นจากการนำ "กะเพราป่า" ซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองทั่วไป มาพัฒนาต่อยอด ซึ่งตาม พ.ร.บ. จะต้องมีการขออนุญาตและจัดทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์โดยนำรายได้เข้ากองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช สังคมไทยควรได้รับทราบข้อตกลงในการแบ่งปันผลประโยชน์ตามมาตรา 52 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชว่ามีมูลค่าเท่าใด และมีความเป็นธรรมเพียงใด

กรมวิชาการเกษตรแจ้งว่าข้อมูลเป็นความลับ แต่จากรายงานการเงินของกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชในปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่มีการจดทะเบียนกะเพรา 4 สายพันธุ์ กองทุนมีรายได้เพียง 366,688 บาท ซึ่งหมายความว่ารายได้จากการแบ่งปันผลประโยชน์จากกะเพราดังกล่าวไม่น่าจะเกินตัวเลขนี้ รวมถึงภาพรวมตั้งแต่ปี 2561-2568 มีข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ 207 ข้อตกลง แต่กองทุนมีรายได้รวมเพียง 467,000 บาท ซึ่งเป็นคำถามว่าการแบ่งปันผลประโยชน์นี้เป็นธรรมหรือไม่

 นอกจากนี้ การอ้างว่า พ.ร.บ.ห้ามเปิดเผยข้อมูลอาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะมาตรา 63 กำหนดให้ห้ามเปิดเผยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมวิธีในการปรับปรุงพันธุ์ของผู้จดทะเบียนเท่านั้น

นายเดชรัตน์กล่าวว่า ครม.เงาจึงได้เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการใน 3 ข้อ ดังนี้

1. เร่งจัดทำฐานข้อมูลกะเพราไทย: ครม.เงาเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งจัดทำฐานข้อมูลกะเพราทั้ง 200-300 สายพันธุ์ รวมถึงแหล่งที่พบ ลักษณะประจำพันธุ์ และชุมชนที่มีการอนุรักษ์ดูแล เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมการปลูก การตลาด และการแปรรูปที่เหมาะสมกับแต่ละสายพันธุ์

2. สนับสนุนชุมชนจดทะเบียนพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น: ในกรณีที่พบกะเพราบางสายพันธุ์ที่มีลักษณะเฉพาะถิ่นเฉพาะพื้นที่ ควรสนับสนุนให้ชุมชนทำการจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นตามมาตรา 45 ซึ่งจะทำให้ชุมชนที่อนุรักษ์พันธุกรรมเหล่านี้สามารถต่อรองข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์กับผู้พัฒนาสายพันธุ์ได้โดยตรงตามมาตรา 47 แทนที่จะเป็นกรมวิชาการเกษตรเป็นผู้ตกลง

3. เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมและพัฒนาสายพันธุ์พื้นบ้าน: กระทรวงเกษตรฯ ควรเฝ้าระวังและทำการทดลองภาคสนามเรื่องการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของกะเพราพื้นเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าความหลากหลายทางชีวภาพของกะเพราไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาสายพันธุ์กะเพราและการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ควรพัฒนาสายพันธุ์กะเพราพื้นบ้านให้เหมาะสมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์กะเพราที่หลากหลาย เช่น เครื่องดื่ม อาหารเสริม สมุนไพร โดยพัฒนาให้เกษตรกรทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ หรือมีการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมกับชุมชนที่อนุรักษ์สายพันธุ์

“ครม.เงา พรรคประชาชน เชื่อว่าหากรัฐบาลไทยมีกลไกในการคุ้มครองสิทธิของเกษตรกร ภาคประชาชน และฐานพันธุกรรมเดิมอย่างรัดกุมเพียงพอ จะช่วยคลายความกังวลใจของสังคม และทำให้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่กับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรและประชาชนเป็นไปอย่างสมดุล” นายเดชรัตน์กล่าวทิ้งท้าย

วิกฤตสารพิษในแม่น้ำ: คุกคามสุขภาพ ปชช.-

นายณัฐพงษ์กล่าวถึงวาระสุดท้ายเกี่ยวกับสารพิษในแม่น้ำ ซึ่งพรรคประชาชนได้ติดตามและเรียกร้องเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่กลับได้รับการละเลยอย่างจงใจจากรัฐบาล ล่าสุดกรณีน้ำท่วมทำให้เกิดการแพร่กระจายของสารพิษจากโรงงานในจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งไม่ใช่ปัญหาใหม่แต่เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน และน้ำท่วมได้ทำให้สารพิษกระจายออกไปเป็นวงกว้าง

สถานการณ์สารพิษในแม่น้ำบริเวณชายแดนก็เช่นเดียวกัน จากข้อมูลที่ได้รับพบว่าผลการตรวจล่าสุดในน้ำชลประทานในบริเวณแม่น้ำกก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลัก พบค่าสารหนูเกินค่าปลอดภัยถึง 28 เท่า และสารตะกั่วเกิน 5 เท่า ยิ่งไปกว่านั้น การตรวจดินที่ใช้เพาะปลูกในแปลงเกษตร 20 แปลง พบสารหนูเกินเกณฑ์ถึง 11 แปลง และการตรวจข้าวและแกลบซึ่งเป็นผลผลิตในช่วงนาปรัง (ปลูกมีนาคม-พฤษภาคม) พบสารตะกั่วปนเปื้อนในเมล็ดข้าว ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาสมองของเด็กโดยตรง ขณะนี้ผลผลิตถูกกระจายส่งขายในตลาด ทำให้ไม่สามารถตอบได้ว่าผู้บริโภคข้าวคนใดจะได้รับผลกระทบจากสารพิษที่ปนเปื้อนมาสู่ร่างกายของประชาชนไทยทุกคน

“ปัญหาที่เกิดขึ้นคือข้าวล็อตที่พบสารตะกั่วในเมล็ดข้าวถูกปลูกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม แต่ผลการตรวจเพิ่งออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้จัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอ ทำให้หน่วยงานต้องใช้งบประมาณจากโครงการอื่นมาใช้ในการตรวจข้าว ส่งผลให้ผลการตรวจล่าช้า” นายณัฐพงษ์กล่าวและย้ำว่าพรรคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการโดยตรง แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การบริหารจัดการในภาพรวม และการจัดการในรายละเอียด: โดยมีรายละเอียดดังนี้

การบริหารจัดการในภาพรวม:

1. นายกรัฐมนตรีเจรจากับประเทศจีน: พรรคเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแสดงความกล้าหาญในการนำเรื่องนี้ไปพูดคุยกับตัวแทนของประเทศจีน เพื่อหามาตรการในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาสารพิษในแม่น้ำบริเวณชายแดน ซึ่งปัจจุบันขยายผลกระทบไปยังประเทศลาว และอาจกระจายลงไปยังโขงอีสาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรและวิถีชีวิตประชาชนเป็นวงกว้าง

2. คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเร่งดำเนินการ: ควรใช้กลไกของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพราะแม้จะมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีดูแล แต่การประชุม 3 ครั้งที่ผ่านมาในปีนี้ ไม่เคยมีการนำเรื่องสารพิษในจังหวัดปราจีนบุรีหรือสารพิษแม่น้ำชายแดนเข้าไปหารือเลย ประกอบกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ไม่เคยลงมาจัดการอย่างจริงจัง อาจเป็นเพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญหรือไม่ได้เข้าร่วมประชุม

3. กระทรวงสาธารณสุขเร่งช่วยเหลือ: เรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งเข้ามาช่วยเหลืออำนวยความสะดวกด้านสาธารณสุข เนื่องจากผลตรวจล่าสุดในจังหวัดเชียงรายที่ลงพื้นที่ตรวจสารพิษที่ตกค้างในร่างกายประชาชน 549 คน พบค่าสารหนูเกินค่าปลอดภัยแล้วถึง 31 คน

การจัดการในรายละเอียดและมาตรการระยะสั้น:

นายณัฐพงษ์กล่าวว่าในระหว่างที่รัฐบาลอาจละเลยหรือไม่เข้ามาจัดการปัญหาอย่างเพียงพอ ตนจึงเสนอแนะให้ประชาชนสามารถลดความเสี่ยงของตนเองได้ดังนี้:

1. ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้าว: หากสงสัยว่าข้าวที่ซื้ออาจมาจากพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนสารพิษ ก็อาจเลือกสลับการซื้อข้าวที่มีแหล่งที่มาจากที่อื่น เพื่อลดความเสี่ยง

2. วิธีการหุงข้าว: การหุงข้าวโดยใช้น้ำปริมาณเยอะ และเมื่อหุงสุกแล้วค่อยเทน้ำออก จะช่วยลดปริมาณการปนเปื้อนของสารพิษที่ตกค้างมายังข้าวได้

มาตรการระยะสั้นจากรัฐบาล:

หัวหน้าพรรคประชาชนยังกล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณฉุกเฉินลงมาตรวจรายแปลงในพื้นที่ทางการเกษตรที่มีการปนเปื้อนสารพิษ โดยนำแผนที่พื้นที่เสี่ยงของการปนเปื้อนสารพิษที่กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมจัดทำกับอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามชายแดน และรองศาสตราจารย์ ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ มาประกอบการบริหารจัดการในการลงไปตรวจรายแปลง

“ผมย้ำว่าเกษตรกรไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหา แต่คือผู้เสียหายด่านแรก และปัญหานี้กำลังจะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อเกษตรกรแปลงอื่นๆ ที่ดินไม่ได้รับการปนเปื้อน เนื่องจากผู้บริโภคอาจขาดความเชื่อมั่นในการซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่มีข่าวการตรวจพบสารพิษตกค้าง จึงเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการทุกอย่างตามข้อเสนอที่ได้นำเสนอออกมา” นายณัฐพงษ์กล่าว

นโยบายต่างชาติทำประเทศสูญเสียโอกาสดึงดูดการลงทุน

ด้านนายพิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารนโยบายต่างประเทศ ได้แถลงถึงความกังวลของพรรคประชาชนต่อประเด็นการทูตเศรษฐกิจและการสูญเสียโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนคุณภาพจากเวทีระดับโลก โดยชี้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันยังขาดความสามารถในการใช้กลไกการทูตเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการช่วงชิงโอกาสจากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป

นายพิศาลเน้นย้ำว่า ในขณะที่หลายประเทศกำลังเร่งสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากบริษัทชั้นนำของโลก แต่รัฐบาลไทยกลับดูเหมือนจะมองข้ามความสำคัญของการนำเสนอนโยบายและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในเวทีระหว่างประเทศ ทำให้ไทยเสี่ยงที่จะสูญเสียโอกาสในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่มีคุณภาพสูง รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ทีมบริหารนโยบายต่างประเทศของพรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทูตเชิงเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีควรใช้ทุกเวทีระหว่างประเทศเป็นช่องทางในการสร้างความเชื่อมั่น นำเสนอศักยภาพของประเทศ และเจรจาดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง แทนที่จะปล่อยให้โอกาสทองเหล่านี้หลุดลอยไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวน การสร้างความสัมพันธ์เชิงรุกและกำหนดทิศทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนผ่านการทูต จะเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

แท็กที่เกี่ยวข้อง
อภิปรายไม่ไว้วางใจ

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘อนุทิน’เผยศึกซักฟอกเร็วสุดต้น ธ.ค. - สั่งปลัด มท.เตรียมข้อมูลชี้แจง
‘อนุทิน’เผยศึกซักฟอกเร็วสุดต้น ธ.ค. - สั่งปลัด มท.เตรียมข้อมูลชี้แจง