News Logo
หน้าแรก
‘พริษฐ์’ จี้ตัดงบสอบสวน กกต. หลังอนุฯ36 ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวฮั้ว สว.

‘พริษฐ์’ จี้ตัดงบสอบสวน กกต. หลังอนุฯ36 ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวฮั้ว สว.

10 ก.ย. 2569 18:00
ผู้ชม 16 คน

‘พริษฐ์’ ชำแหละงบ กกต. 2,700 ล้าน หวั่นถูกใช้หนุน 'อาชญากรรมทางประชาธิปไตย' แฉพิรุธ 'อนุฯ 36' ฟอกขาวขบวนการโกง สว. ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย จี้ตัดงบสอบสวนออกทั้งหมด

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ในวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณขององค์กรอิสระ (มาตรา 32) โดยเสนอขอปรับลดงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า ในเอกสารงบประมาณปี 2570 กกต. ได้เสนอขอจัดสรรงบประมาณรวม 2,700 ล้านบาท โดยระบุว่าจะนำไปใช้เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งมีความน่าเชื่อถือ สุจริต และเที่ยงธรรม แต่จากการทำหน้าที่ของ กกต. ที่ผ่านมา ตนไม่มั่นใจเลยว่างบประมาณที่สภาฯ แห่งนี้กำลังจะอนุมัติให้ กกต. นั้น จะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือจะถูกใช้ไปเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตยกันแน่

นายพริษฐ์ ระบุด้วยว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดขบวนการโกงการเลือก สว. ขึ้นต่อหน้าต่อตา กกต. อย่างโจ่งแจ้ง นอกจากนี้ สังคมยังกังวลว่า กกต. จะมีมติตัดตอนเรื่องดังกล่าวไม่ให้ไปถึงศาล ซึ่งตนกังวลว่า กกต. หรือ กกต. บางส่วน อาจรู้เห็นเป็นใจกับการโกง สว. มาตั้งแต่แรก เพราะในช่วงเริ่มกระบวนการ กกต. กลับออกระเบียบการเลือก สว. ที่เอื้อต่อแผนการดังกล่าว โดยเฉพาะการกำหนดให้ผู้สมัครใช้หมายเลขเดียวกันทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย ซึ่งเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้การจัดทำโพยทำได้ง่ายขึ้น

เมื่อกระบวนการเดินทางมาสู่การเปิดรับสมัคร มีการจัดตั้งและจ้างคนลงสมัครจำนวนมากเพื่อพลีชีพโหวตให้คนในขบวนการ โดยในห้วงเวลานั้น กกต. กลับทำเป็นมองไม่เห็น ปล่อยให้ผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติผ่านเข้ารอบได้ รวมถึงกรณีที่มีความสัมพันธ์เป็นพ่อแม่ลูก หรือสามีภรรยา ซึ่งตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อเดินมาถึงเลือก สว.ระดับประเทศ มีการนำโพยใบสั่งที่จัดทำตามโรงแรมต่างๆ ในช่วง 1-2 วันก่อนเลือก เข้าไปใช้ในการเลือกระดับประเทศ แต่ กกต. ก็ปล่อยผ่าน จนกระทั่งช่วงบ่ายถึงค่อยเตือน เมื่อผู้สมัครไม่ฟัง และ กกต. ยึดโพยมาได้ แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ นายพริษฐ์ ระบุด้วยว่า เมื่อนำเส้นทางขบวนการโกง สว. กับเส้นทางการทำหน้าที่ของ กกต. มาเทียบกัน หลักฐานฟ้องว่าทั้ง 2 ส้นทางเชื่อมโยงกัน 

“หากจะเทียบให้เห็นภาพ ก็ไม่ต่างอะไรกับนถนนพระราม 4 กับถนนสุขุมวิท ที่มีซอยเชื่อมถึงกันตลอดเส้นทาง และไปบรรจบกันที่แยกพระโขนง แต่น่าเสียดายที่ตรงแยกพระโขนงไม่ได้มีศาลหรือคุกรอพวกท่านอยู่” นายพริษฐ์กล่าว 

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ได้กล่าวถึงคลิปเสียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ โรงแรม B2 รังสิต จังหวัดปทุมธานี 1 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ โดยในคลิปมีการพูดกับผู้สมัคร สว. ว่า “อะไรต่างๆ ที่คิดว่าเป็นปัญหาสำหรับท่าน เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในดูแลพวกเรา” ซึ่งประโยคที่ว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในจะดูแลพวกเรา หากไม่ได้หมายถึง กกต. ก็คิดไม่ออกว่าจะหมายถึงใคร 

นอกจากนี้ กกต.ยังมีข้อพิรุธหลังจากที่มีการเลือก สว. จนนำมาสู่คำถามที่ว่า สภาฯ ควรอนุมัติงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจตรวจสอบทุจริตหรือไม่ อาทิ งบอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวนระดับต้น 11.9 ล้านบาท และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4.8 ล้านบาท 

นายพริษฐ์ได้อภิปรายถึงประสิทธิภาพในขั้นตอนการตรวจสอบคดีโกง สว. ของ กกต. ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน โดยขั้นตอนที่ 1 คือการตรวจสอบของ ‘คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางคณะที่ 26’ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และ DSI ซึ่งทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ละเอียดรอบคอบ มีการฟังความทั้ง 2 ด้าน สอบพยานกว่า 700 ปาก ทำเอกสารกว่า 90,000 หน้า และมีข้อสรุปสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน โดยมี 138 คนเป็น สว. และอีก 21 คนเป็นรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ซึ่งผลการสอบสวนระบุชัดว่ากรรมการบริหารและ สส. พรรคภูมิใจไทยมีพฤติการณ์ช่วยให้ผู้สมัครได้รับเลือกอันฝ่าฝืนมาตรา 76 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

ขั้นตอนที่ 2 ในชั้นเลขาธิการ กกต. มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเป็นหลักร้อยคนเช่นกัน รวมถึง สว. อย่างน้อย 136 คนในโพย และรัฐมนตรีหรือ สส. จากพรรคภูมิใจไทยอย่างน้อยอีก 3 คนที่มีหลักฐานโดยตรง

สำหรับขั้นตอนที่ 3 ซึ่งตรวจสอบผ่าน ‘คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36’  พริษฐ์ตั้งคำถามถึงความผิดปกติใน 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรกคือการที่ กกต. ตั้งคณะอนุฯ พิเศษนี้ขึ้นมาอย่างผิดสังเกต ทั้งที่โดยปกติ กกต. มีคณะอนุวินิจฉัยฯ ทำงานหมุนเวียนอยู่แล้ว 35 คณะ แต่ กกต. กลับตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ซึ่งมีคุณสมบัติและประวัติการทำงานก็ชัดเจนว่า ต้องการได้คนที่พร้อมเข้ามาช่วยเหลือน้ำเงินด้วย และแม้ กกต. จะชี้แจงว่า 35 คณะเดิมภาระงานมีจำนวนมาก แต่จากการตรวจสอบพบว่า 4 ใน 7 คนของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ก็คือนั่งอยู่ในอนุฯ 35 ชุดเดิมอยู่แล้ว เหตุผลของ กกต. จึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ 2 คือการทำงานของอนุฯ ชุดที่ 36 ที่สอดรับธงทางการเมืองของบางฝ่า อาทิ พออนุฯ ชุดที่ 36 เห็นหลักฐานที่ไต่สวนและรวบรวมมาก็พยายามตีตกหลักฐาน โดยอ้างว่า ยังไม่สิ้นข้อสงสัย ทั้งที่ตามกฎหมาย กกต. มีหน้าที่เพียงส่งฟ้องหาก ‘มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า’ มีการทุจริต รวมถึงเมื่อหลักฐานสาวไปถึงนักการเมืองใกล้ชิดศูนย์อำนาจ ก็พยายามตีกรอบกฎหมายปกป้อง หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงว่าการโกงไม่ได้ทำเป็นขบวนการ นอกจากนี้ ผลลัพธ์เกิดขึ้นคืออนุฯ ชุดที่ 36 มีข้อสรุปว่าขบวนการโกง สว. ไม่มีอยู่จริง และไม่มีผู้ถูกกล่าวหาคนใดควรถูกสั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว

นายพริษฐ์ ระบุด้วยว่า คณะการวินิจฉัยของอนุฯ ชุดที่ 36 ที่ได้รับเบี้ยประชุมรวมกันหลักแสนบาท แต่กลับเชื่อในเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล ทั้งการเชื่อว่าเบอร์ในโพยที่ตรงกับเบอร์ในบัตรเลือกตั้งเป๊ะๆ เป็นเรื่องบังเอิญโดยสุจริต หรือกรณีผู้ช่วย สส.สุราษฎร์ธานี โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คนก่อนวันเลือก 1 วัน เป็นเพียงเรื่องบังเอิญต้องใช้หนี้ บังเอิญเช่าพระ หรือบังเอิญซื้อปุ๋ยในวันเดียวกัน รวมถึงกรณี สว.นครพนม ที่มีคลิปเสียงเสนอเงินและตำแหน่ง มีหลักฐานโอนเงินค่าตั๋วเครื่องบินให้ผู้สมัคร 7 คน และมีพยานยืนยันว่าร่วมประชุมที่โรงแรมกับอดีตรองประธานสภาฯ ก็ถูกเชื่อว่าเป็นการกระทำโดยสุจริตและไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง

นายพริษฐ์ กล่าวสรุปว่า หากบรรทัดฐานการสอบสวนของ กกต. เป็นเช่นนี้ แม้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะทำงานได้หลักฐานชัดเจนแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องถูกคณะอนุวินิจฉัยฯ ยกคำร้องตามธงทางการเมือง งบประมาณด้านการสอบสวนและเบี้ยประชุมคณะอนุฯ จึงควรถูกตัดออกทั้งหมดให้เหลือศูนย์ เพราะถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่โควตางบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สาย ก็อาจจะได้คำตอบเดียวกัน

ในท้ายที่สุด  นายพริษฐ์กล่าวว่า ในวันที่ 14 กันยายนนี้ หาก กกต. ทั้ง 7 คนมีมติเดินตามอนุฯ ชุดที่ 36 ที่สวนทางกับพยานหลักฐาน สภาฯ แห่งนี้ก็ไม่ควรอนุมัติงบประมาณต่างๆ ให้ กกต. เพราะเท่ากับเป็นการนำเงินภาษีประชาชนไปเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย

ทั้งนี้ ระหว่างที่นายพริษฐ์อภิปรายในประเด็นดังกล่าว ได้มี สส. บางส่วนลุกขึ้นประท้วง อาทิ นายศุภชัย ใจสมุทร สส. พรรคภูมิใจไทย ที่ระบุว่า สิ่งที่นายพริษฐ์อภิปรายเป็นการพูดถึงข้อมูลในสำนวน ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าถือเป็นความลับ การที่ สส. นำมาเสนอและอธิบายเป็นฉากๆ ในสภาฯ จึงขอให้ประธานวินิจฉัยในประเด็นนี้ ซึ่งประธานได้วินิจฉัยให้อภิปรายต่อในวาระที่ 2

ขณะที่นายพริษฐ์ยืนยันว่าสิ่งที่ตนพูดไม่เกี่ยวกับสำนวน พร้อมระบุว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายศุภชัยได้ปล่อยข่าวเท็จที่กล่าวหาว่าตนนำเอกสารมาแสดงโชว์ ทั้งที่ตนไม่ได้นำเอกสารใดๆ มาแสดงเลย หลังจากนั้นได้มีการตอบโต้กันไปมา จนกระทั่งประธานวินิจฉัยให้ยุติการพาดพิงและดำเนินการอภิปรายต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ศุภชัย' ซัดคดีฮั้ว สว. DSI ถูกแทรกแซงยุคก่อน ไม่ได้เกิดในรัฐบาลอนุทิน
'ศุภชัย' ซัดคดีฮั้ว สว. DSI ถูกแทรกแซงยุคก่อน ไม่ได้เกิดในรัฐบาลอนุทิน