'ปลัดดีอี' เผยยอดลงทะเบียน TH-AI Passport ทะลุ 1.16 ล้าน ปรับสัญญา Pay-per-Active User ไม่ยิง Prompt รัฐไม่เสียเงิน ย้ำข้อมูลไม่รั่ว โต้ 'รักชนก' สัญญาแก้เปิดเผยบนเว็บ กดดูได้ทันที
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แถลงความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport ระบุว่า ยอดผู้ลงทะเบียนล่วงหน้าแตะ 1,116,154 ราย ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ พร้อมชี้แจงถึงความล่าช้าของโครงการว่า เกิดจากการปรับแก้รายละเอียดในสัญญา โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ได้ลงนามสัญญาเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 และได้เผยแพร่เอกสารสัญญาลงบนเว็บไซต์ของ สดช. ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา
นายพชร ชี้แจงว่า หัวใจสำคัญของการแก้ไขสัญญา คือการปรับเปลี่ยนโมเดลงบประมาณมาเป็นระบบ ‘จ่ายตามการใช้งานจริง’ (Pay-per-Active User) จากเดิมที่เป็นสัญญาจ้างทำของตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งต้องล็อกกรอบวงเงินและระยะเวลาชัดเจน ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจจะจ่ายงบประมาณ 1,600 ล้านบาทเต็มจำนวนโดยไม่ดูการใช้งานจริง โดยสัญญาเดิมแบ่งชำระเป็น 5 งวด ซึ่งงวดแรกจะจ่ายเมื่อส่งมอบแผนงานเท่านั้น การปรับมาจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริงในปัจจุบัน จึงช่วยบริหารและลดความเสี่ยงให้แก่ทั้งผู้ว่าจ้างและผู้รับงานได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
นายพชร เปิดเผยรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมว่า ผู้ได้รับสิทธิจะสามารถเริ่มใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป โดยปัจจุบันครอบคลุมจำนวน 5 ล้านสิทธิ ซึ่งผู้ใช้งานทุกคนจะได้รับสิทธิใช้บริการโมเดลพรีเมียม พร้อมรับคะแนนเริ่มต้นคนละ 100 คะแนน ทั้งนี้ การเข้าใช้งานหรือการแชตทั่วไปจะไม่หักคะแนน และภาครัฐไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย โดยจะทำการหักคะแนนเฉพาะเมื่อมีการพิมพ์คำสั่ง (Prompt) เพื่อประมวลผลผ่านโมเดลพรีเมียมเท่านั้น
ทั้งนี้ ระบบจะทำการตัดคะแนนทุกสิ้นเดือน สำหรับผู้ที่มีคะแนนเหลือน้อยกว่า 100 คะแนน จะต้องเข้าสู่ระบบภายใน 10 วันแรกของเดือนถัดไป นอกจากนี้ ประชาชนสามารถรับคะแนนเพิ่มได้จากการเข้าร่วมการอบรมหรือกิจกรรมพัฒนาทักษะตามที่กำหนด ส่วนผู้ที่เริ่มเข้าใช้งานหลังจากพ้นช่วง 3 เดือนแรกไปแล้ว จำเป็นต้องผ่านการอบรมก่อน จึงจะได้รับคะแนนเริ่มต้น 100 คะแนน
ส่วนข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล นายพชรยืนยันว่า การประมวลผลคำสั่งจำเป็นต้องทำในต่างประเทศ เนื่องจากเป็นโมเดลของต่างประเทศ แต่สำหรับการยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ และ ‘ThaID’ นั้น เป็นเพียงขั้นตอนป้องกันไม่ให้เกิดบัญชีซ้ำซ้อน ซึ่งจบลงตั้งแต่กระบวนการยืนยันตัวตน และไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลการใช้งานแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่า กระทรวงดีอีปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA อย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญสูงสุด โดยหากพิจารณาใน TOR อย่างรอบคอบ จะเห็นได้ชัดว่าภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมให้การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นภายในประเทศไทย
สำหรับประเด็นข้อสังเกตเรื่องโดเมนช่วงลงทะเบียนล่วงหน้าที่ไม่ได้ใช้ .go.th นายพชร ได้กล่าวขออภัยในความไม่ชัดเจน โดยชี้แจงว่าเป็นเรื่องทางเทคนิค ทั้งนี้ ยืนยันว่าในวันเปิดใช้งานจริง 31 สิงหาคมนี้ ระบบจะเปลี่ยนไปใช้โดเมน .go.th ตามระเบียบราชการอย่างแน่นอน พร้อมขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยเสนอแนะเพื่อความรอบคอบ
ส่วนกรณีที่คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ (กมธ.ติดตามงบฯ) ระบุว่า กระทรวงฯ ยังไม่ได้ส่งเอกสารสัญญาฉบับแก้ไขให้นั้น นายพชร ชี้แจงว่า เอกสารดังกล่าวถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์แล้ว สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ทันที
“กมธ. ณ วินาทีนี้รับทราบ ก็ให้ลูกน้องกดดูได้เลย สัญญา (TH-AI Passport) ไม่ต้องรอเราส่งก็ได้ โดยทางปฏิบัติด้วยระเบียบเนื่องจากมีจดหมายมา เราต้องตอบเป็นทางการ ถือโอกาสเรียนให้ทราบโดยทั่วกันว่ามันมีอยู่แล้วที่บอกรอจากเรา เราก็งงว่ารอทำไม ก็มันกดดูเมื่อไหร่ก็ได้” นายพชรกล่าว




