News Logo
หน้าแรก
กมธ.ฯการเมืองลุยสอบ 'หมอสรณ' ปธ.กสทช. ชี้พบองคาพยพ ปกป้องเป็นระบบ

กมธ.ฯการเมืองลุยสอบ 'หมอสรณ' ปธ.กสทช. ชี้พบองคาพยพ ปกป้องเป็นระบบ

9 ก.ค. 2569 12:29
ผู้ชม 175 คน

กมธ.ฯการเมืองสุดทน! ลุยสอบคุณสมบัติ "หมอสรณ" ประธาน กสทช. ชี้พบ "องคาพยพ" ปกป้องเป็นระบบ ขู่ฟันอาญาผู้ให้ข้อมูลเท็จ เผยนายกฯ ส่อโดน 157 ประวิงเวลาถอดถอน

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน และโฆษกคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง ได้แถลงข่าวให้ถึงการเดินหน้าตรวจสอบและใช้อำนาจเรียกเอกสารกรณีสถานะการทำงานและคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้เดินหน้าพิจารณาประเด็นคุณสมบัติต้องห้ามของ ศ.คลินิก นพ.สรณ เป็นครั้งที่ 3 แต่กลับพบความพยายามในการปกป้องประธาน กสทช. อย่างเป็นระบบจากหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการไม่ได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูลตรงไปตรงมา โดยในการประชุมครั้งล่าสุดนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้เรียกปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นายศุภชัย ปทุมนากุล มาให้ข้อมูล แต่กลับมีการส่งตัวแทนสำนักปลัด อว. มาแทน ซึ่งตัวแทนนั้นก็ไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ชัดเจน และเอกสารประกอบก็ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดคำถามในที่ประชุมจากท่านประธานรังสิมันต์ โรม และรองประธานคนที่หนึ่ง นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร ถึงความพยายามในการปกป้อง ศ.คลินิก นพ.สรณ อย่างมาก คำถามสำคัญคือ "ศ.คลินิก นพ.สรณ เป็นใคร ทำไมถึงมีการปกป้องกันอย่างเป็นองคาพยพเป็นระบบขนาดนี้"

ด้านตัวแทนจากสภาองค์กรของผู้บริโภค น.ส.ยุภาพร อดิศิริสูงสุข รองเลขาธิการฯ และนายเมธา มาสขาว ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีการตรวจพบว่าข้อมูลที่ผู้แทนหน่วยงานรัฐให้มานั้นอาจขัดแย้งกับข้อเท็จจริง และอาจเข้าข่ายการให้ข้อมูลเท็จ ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ เห็นว่าเป็นความผิดทางอาญาที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ นอกจากนี้ กรณีที่มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นต้นสังกัดเดิมของ ศ.คลินิก นพ.สรณ เคยออกมาแถลงข่าวว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ไม่มีคุณสมบัติขาดหายนั้น เมื่อสืบค้นหาตัวผู้แถลงกลับไม่พบ ทำให้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็น "ข่าวปั่น" หรือข้อมูลเก่าที่นำมาเผยแพร่ซ้ำ โดยที่ไม่เคยส่งข้อมูลดังกล่าวให้กรรมาธิการฯ เลย สะท้อนถึงการขาดความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยมหิดลในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้กล่าวเสริมว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการร้องเรียน โดยข้อมูลหลักฐานจากการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม (กมธ.ไอซีที) วุฒิสภา ตั้งแต่ปี 2567 ก็พบความผิดปกติ แต่หน่วยงานรัฐหลายแห่งกลับไม่ให้ความสนใจและให้เกียรติต่อสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบ ขณะที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ เองก็มีรายงานว่าไม่อยู่ในประเทศ (มีข่าวว่าบินไปที่มาเลเซีย) และให้ข้อมูลหลักฐานที่เป็นเอกสารเก่า ส่วนข่าวจากมหาวิทยาลัยมหิดลที่ถ้อยแถลงว่าคุณหมอสรณไม่ขาดคุณสมบัตินั้น เป็นเพียงการปั่นข่าว เพราะไม่พบต้นแถลงการณ์และผู้ให้สัมภาษณ์ ซึ่งเป็นรายงานเก่าที่เคยให้ไว้กับ กมธ.ไอซีที วุฒิสภา แต่ข้อมูลหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริงทั้งจากกรมสรรพากรและเอกสารอื่นๆ ก็ปรากฏชัดว่าประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติ

นายเมธา มาสขาว ได้นำเสนอรายละเอียดการร้องเรียนเพิ่มเติมต่อคณะกรรมาธิการฯ โดยระบุถึงประเด็นการขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ประธาน กสทช. ดังนี้

ประการแรก คือปมกฎหมายการไม่ลาออกจากตำแหน่งในหน่วยงานรัฐภายใน 15 วัน ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ) และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 8 และมาตรา 18 โดยที่ประชุมวุฒิสภามีมติเลือก นพ.สรณ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 แต่กลับไม่ปรากฏหลักฐานการลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยมหิดล / โรงพยาบาลรามาธิบดี) อย่างเด็ดขาดภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยยังคงปฏิบัติหน้าที่และปรากฏหลักฐานการรับค่าตอบแทน หรือยังมีสถานะผูกพันในลักษณะผู้เชี่ยวชาญ/พนักงานรายชั่วโมง จึงถือว่ามีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายมาตั้งแต่ต้น กมธ.ไอซีที วุฒิสภา ตรวจสอบเส้นทางการเงินและบัญชีรายรับย้อนหลัง พบหลักฐานการจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทนพิเศษ หรือเงินประจำตำแหน่งจากมหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ยังคงมีการจ่ายให้หลังจากที่ นพ.สรณ ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. แล้ว ซึ่งหักล้างข้อต่อสู้ที่ว่า “ไม่ได้ปฏิบัติงานแล้ว”

ประการที่สอง คือการยินยอมรับเป็นกรรมการ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) อีกตำแหน่งหนึ่ง หลังจากได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ กสทช. ซึ่ง นพ.สรณ ทราบดีว่าต้องลาออกจากทุกตำแหน่งตามกฎหมาย แต่กลับมิได้ลาออกก่อนนายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าแต่งตั้ง ซึ่งเป็นการกระทำฝ่าฝืน พ.ร.บ.กสทช. โดยตรง ทั้งมาตรา 8 และมาตรา 18 ประกอบมาตรา 20 และมาตรา 26

ประการที่สาม คือการดำรงตำแหน่งซ้ำซ้อนในหน่วยงานรัฐควบคู่กับหน่วยงานหรือองค์กรของรัฐอื่นหลังจากรับตำแหน่ง กสทช. ไปแล้ว ซึ่งขัดต่อหลักการทำงานขององค์กรอิสระที่ต้องอุทิศเวลาทำงานเต็มเวลาและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ปรากฏหลักฐานเอกสารภาษีจากกรมสรรพากร (ภ.ง.ด.) ที่ครป. นำไปยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 โดยระบุรายได้ของ นพ.สรณ จากหลายแหล่ง รวมถึง "รายได้จากวิชาชีพอิสระ (วิชาชีพเวชกรรม)" ในช่วงเวลาหลังจากดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ไปแล้ว ซึ่งขัดต่อ พ.ร.บ.กสทช. มาตรา 8 (2) และ (3) ที่สั่งห้ามกรรมการ กสทช. ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอื่นใดที่มีผลประโยชน์ขัดแย้ง

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเชิงประจักษ์ในทางปฏิบัติ เช่น ตารางนัดหมายแพทย์ การออกตรวจคนไข้ และบันทึกเวรประจำวัน ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลพระราม 9 ซึ่งระบุวันและเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่หลังจากรับตำแหน่งประธาน กสทช. แล้ว ยืนยันว่าไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา

นายเมธา ยังได้กล่าวถึงการร้องเรียนเพิ่มเติมต่อคณะกรรมาธิการฯ ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงเลขาธิการวุฒิสภา, ประธานวุฒิสภา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (พ.ร.บ. กสทช.) และตามรัฐธรรมนูญ ในการยื่นเรื่องถอดถอนออกจากตำแหน่ง แต่กลับพยายามประวิงเวลา และมิได้ดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที ซึ่งอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และจงใจฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง โดยก่อนหน้านี้ ครป. ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 และยื่นถึงนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ในวาระแรกเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 และทวงถามอีกครั้งในสมัยสองเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 แต่ยังไม่มีความคืบหน้า

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังได้ส่งหนังสือถึงนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการ เลขาธิการ กสทช. ขอทราบข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐานกรณีมีผู้กล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจทุจริตต่อหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงอาจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อยังไม่มีความคืบหน้า ครป. จึงใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นหนังสือร้องเรียนเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งพร้อมขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยมีข้อสังเกตถึงข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากมีข่าวว่า นพ.สรณ เป็นแพทย์ที่ใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล และยังเป็นแพทย์เวรในโรงพยาบาลพระราม 9 ที่มารดาอดีตนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ถือหุ้นใหญ่ อีกทั้งข้ออ้างเรื่องรายงาน กมธ.ไอซีที วุฒิสภา ยังไม่มีการรับรองและไม่สมบูรณ์ เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อช่วยเหลือกันพ้นผิด เนื่องจากข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ข้อ 77 ได้ระบุชัดเจนว่ารายงานกรรมาธิการจะเข้าที่ประชุมวุฒิสภาชุดใหญ่ หรือคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ก็ได้ และมีการนำเข้าที่ประชุมวิปวุฒิสภามีมติรับทราบไปแล้วตั้งแต่ปี 2567 จึงเป็นการรับรองรายงานสมบูรณ์แล้ว

น.ส.ชลณัฏฐ์ ได้ยืนยันว่าการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ เป็นไปด้วยความเป็นกลางอย่างยิ่ง โดยได้เปิดโอกาสให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ และผู้เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่องหลายครั้งถึง 3 สัปดาห์ และยึดหลักฐานที่เป็นเอกสารข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ พร้อมเน้นย้ำว่าการประชุมกรรมาธิการมีการจดชวเลขทุกอย่าง และมีผลผูกพันทางกฎหมาย การเรียกแล้วไม่มา หรือให้ข้อมูลเท็จ จะนำไปสู่คดีอาญาอย่างแน่นอน โดย

"คนที่เป็นผู้ดูแลทรัพยากรของชาติระดับแสนล้านที่มีตำแหน่งสำคัญมากขนาดนี้ เมื่อถูกตั้งคำถาม แต่กลับมีองคาพยพหลายส่วนหลายฝ่ายที่ดูเหมือนจะร่วมมือกันหลบเลี่ยงเพื่อให้ข้อมูล อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ตั้งคำถามต่อไปว่า คุณหมอสรณคือใคร ทำไมทุกคนต้องปกป้องกันขนาดนี้" น.ส.ชลณัฏฐ์กล่าว และกล่าวทิ้งท้ายว่าคณะกรรมาธิการฯ จะเดินหน้าตรวจสอบต่อไปจนกว่าผู้เกี่ยวข้องจะเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงโดยตรง และหากพบความผิด จะส่งผลการพิจารณาไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลรัฐธรรมนูญต่อไป เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงโดยตรง

แท็กที่เกี่ยวข้อง
คุณสมบัติประธานกสทช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มติ กสถ. โละบัญชีสอบท้องถิ่น ตัดชื่อคนโกง 5,924 ราย เตรียมประกาศผลใหม่
มติ กสถ. โละบัญชีสอบท้องถิ่น ตัดชื่อคนโกง 5,924 ราย เตรียมประกาศผลใหม่