ฝ่ายค้าน - สว. เรียกร้องประธานรัฐสภาเร่งส่งคำร้องต่อประธานศาลฎีกาภายในสัปดาห์นี้ เพื่อตั้งกรรมการอิสระสอบ ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดีศักดิ์สยามซุกหุ้น พร้อมเตือนหากประวิงเวลาอาจเข้าข่ายมีความผิดตาม ม.157
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน พร้อมด้วย นางนันทนา นันทวโรภาส ตัวแทนกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมแถลงติดตามความคืบหน้าจากประธานรัฐสภา หลังยื่นคำร้องขอให้ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีซุกหุ้นหรือยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากกรณีการใช้นอมินีถือครองทรัพย์สินแทน
นายพริษฐ์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ฝ่ายค้านและ สว. รวม 140 เสียง ได้เข้าชื่อกล่าวหาคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับคดีดังกล่าว รวม 4 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ป.ป.ช ตรวจสอบด้วยกระบวนการที่บกพร่อง โดยเฉพาะการไม่ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินเชิงลึก, ป.ป.ช.ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอย่างร้ายแรง, ป.ป.ช.มีพฤติการณ์ในการปกปิดข้อมูลในการตรวจสอบ และ ป.ป.ช.ได้ละเว้นการตรวจสอบข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะฐานขัดกันต่อผลประโยชน์ ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช มาตรา 126
นายพริษฐ์ ระบุด้วยว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา มีทางเลือก 2 ทาง คือส่งคำร้องไปยังประธานศาลฎีกา หรือปัดตกคำร้องไป วันนี้จึงต้องมาทวงถามถึงการตัดสินใจ เพราะแม้ว่าเรื่องนี้จะไม่มีข้อกฎหมายกำหนดกรอบเวลาไว้ชัดเจน แต่หากอ้างอิงกรณีในอดีตที่สมาชิกรัฐสภาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เข้าชื่อตรวจสอบคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีรับสินบนทองคำจากตำรวจ จะเห็นว่าประธานวุฒิสภาที่ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาในขณะนั้น ใช้เวลาตรวจสอบคำร้องเพียง 1 เดือน และใช้เวลาตั้งแต่เริ่มเข้าชื่อจนถึงการตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระเพียง 41 วันเท่านั้น ดังนั้น นับจากวันที่ยื่นคำร้องจนถึงปัจจุบันซึ่งผ่านมาแล้ว 33 วัน จึงขอเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาตัดสินใจให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้
นายพริษฐ์ ย้ำด้วยว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 236 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ประธานรัฐสภาต้องส่งต่อคำร้องหากเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ยื่นไปนั้น ถือว่ามีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอที่จะส่งเรื่องต่อไปยังศาลฎีกาแล้ว ดังนั้น หากประธานรัฐสภาเลือกที่จะปัดตกคำร้อง ก็จะต้องตอบคำถามกับสังคมให้ได้ว่า เหตุใดจึงไม่มีความสงสัยในเรื่องนี้
ด้าน นางนันทนา ระบุว่า เหตุที่ต้องมาทวงถามเนื่องจากเวลาล่วงเลยมา 33 วันแล้ว ซึ่งการตรวจสอบรายชื่อไม่ควรล่าช้าจนทำให้ประชาชนตั้งคำถามว่า เป็นการฟอกขาวให้พวกเดียวกัน หรือเป็นการตอกย้ำว่าระบอบสีน้ำเงินมีอยู่จริงหรือไม่ ดังนั้นหากประธานรัฐสภาต้องการปลดข้อครหาเหล่านี้ ต้องเร่งดำเนินการตามมาตรา 236 ซึ่งไม่ได้เปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจในการปัดตกคำร้อง แต่หากเลือกที่จะไม่ส่งเรื่อง ก็ต้องตอบประชาชนให้ได้ว่าคำร้องของฝ่ายค้านไม่สมเหตุสมผลอย่างไร ทั้งนี้ ขอให้ประธานรัฐสภาอย่าดึงเรื่องจนปิดสมัยประชุม เพราะหากยังคงประวิงเวลา อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้
นายปกรณ์วุฒิ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยยื่นขอเอกสารข้อมูลการไต่สวนคดีของนายศักดิ์สยามจาก ป.ป.ช. ซึ่งเคยระบุไว้ในเอกสารว่าขอ 15 วัน โดยในช่วงนั้น ป.ป.ช. ได้เข้ามาชี้แจงกับฝ่ายวิปค้านว่า อยู่ระหว่างให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาว่าจะเปิดเผยเอกสารส่วนใดได้บ้าง แต่จนถึงปัจจุบันผ่านมาเกือบ 1 เดือนแล้ว ก็ยังไม่มีความคืบหน้าหรือคำตอบใดๆ จาก ป.ป.ช. ทั้งที่ในเวลานั้นฝ่ายค้านได้ให้ความเป็นธรรมและรอตามขั้นตอนแล้ว
ด้าน นายปกรณ์วุฒิ ระบุด้วยว่า คำว่าโปร่งใส ตรวจสอบได้ ถือเป็นหนึ่งในคำขวัญของ ป.ป.ช. ซึ่งตนคาดหวังว่าจะเห็นองค์กรนี้นำมาปฏิบัติจริงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ทั้งนี้ จากบทเรียนในคดีนาฬิกาเพื่อนที่สิ้นสุดลงไปแล้ว ตนอยากเตือน ป.ป.ช. อีกครั้งว่า การพยายามปกป้องใครบางคน สุดท้ายแล้วคงได้เห็นแล้วว่าจุดจบเป็นอย่างไร




