ผู้รับเหมาทวง ทน.สมุทรสาครจ่ายเงิน 14 ล้าน ค่างานพิเศษก่อสร้างประปา-ค่าเค ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เตือนยังยื้อเข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มทำประชาชนเสียหาย
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายเอกชัย ชัยคงดี ผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดี ทำหนังสือถึงนายกเทศมนตรีนครสมุทรสาคร เรื่องขอให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด โดยอ้างถึง คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ. 626/2562 หมายเลขแดงที่ อ. 243/2569 ระหว่างบริษัท กิจการร่วมค้า อะควอ ออร่า จำกัด ผู้ฟ้องคดี กับเทศบาลนครสมุทรสาคร ผู้ถูกฟ้องคดี
หนังสือระบุว่า ตามที่ศาลปกครองสูงสุดได้อ่านคำพิพากษาในคดีระหว่างบริษัท กิจการร่วมค้า อะควอ ออร่า จำกัด ผู้ฟ้องคดี กับ เทศบาลนครสมุทรสาครแล้ว เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จำนวน 14,336,720.70 บาท พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นภายใน 60 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด
หนังสือระบุด้วยว่า บัดนี้ได้ล่วงเลยกำหนดระยะเวลาตามคำพิพากษาที่เทศบาลนครสมุทรสาครจะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดข้างต้นแล้ว แต่ท่านในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารของเทศบาล ซึ่งมีอำนาจหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบายและควบคุมดูแลการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น หาได้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามที่กฎหมายด้วยการชำระหนี้ให้แก่ผู้ฟ้องคดีให้เสร็จสิ้นตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดไม่ อันเป็นการจงใจหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นได้รับความเสียหายด้วยการที่เทศบาลจะต้องชำระดอกเบี้ยตามคำพิพากษาเพิ่มขึ้นตลอดเวลาแทนที่จะได้ใช้เงินที่จะต้องเสียดอกเบี้ยไปทำประโยชน์อื่นให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นได้และผู้ฟ้องคดียังไม่ได้เงินตามคำพิพากษาทำให้ได้รับความเสียหายอีกด้วย
“ดังนั้นโดยหนังสือฉบับนี้ข้าพเจ้านายเอกชัย ชัยคงดี ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดีในชั้นบังคับคดีจึงขอบอกกล่าวมายังท่านให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่อ้างถึงให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยภายในกำหนด 7 วันนับแต่ได้รับหนังสือฉบับนี้ มิฉะนั้นข้าพเจ้าก็มีความเสียใจที่จะต้องดำเนินคดีกับท่านตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้ในแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป”หนังสือระบุ

หนังสือผู้รับเหมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 (อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569) โดยมีบริษัท กิจการร่วมค้า อะควอ ออร่า จำกัด เป็นผู้ฟ้องคดี และเทศบาลนครสมุทรสาคร (ทน.สมุทรสาคร) เป็นผู้ถูกฟ้องคดี โดยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดโดยสรุประบุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีประกาศประมูลจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เลขที่ E1/2552 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2552 เพื่อก่อสร้างระบบผลิตน้ำประปาแบบผิวดิน (ขนาดกำลังผลิต 2,000 ลบ.ม./ชม. พร้อมติดตั้งท่อส่งน้ำเหล็กเหนียว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1,000 มม. ยาวประมาณ 11,500 เมตร) ต่อมาผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีร่วมทำสัญญาจ้างเลขที่ ปป 11/2552 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2552 โดยตกลงค่าก่อสร้างเป็นเงิน 548,200,000 บาท ระยะเวลาการดำเนินงาน เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2552 เดิมกำหนดเสร็จสิ้นภายในวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 แต่ระหว่างการก่อสร้างผู้ถูกฟ้องสั่งให้ผู้ฟ้องทำงานพิเศษรวม 5 รายการ จึงมีขยายงวดงานออกไปเป็น 133 งวด จนเสร็จสิ้นและส่งมอบงวดสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 โดยคณะกรรมการตรวจรับงานเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2556

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
คำพิพากษาระบุว่า ผู้ฟ้องคดีนำคดียื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น โดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่ยอมชำระเงินจากการทำงานพิเศษรวม 4 รายการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงการก่อสร้างที่บริเวณคลองลัดป้อม, คลองบางไผ่เตี้ย, หน้าสถานีไฟฟ้าแรงสูงสมุทรสาครที่ 2 และหน้าวัดกลางอ่างแก้ว รวมเป็นเงิน 16,239,922.98 บาท (ส่วนงานพิเศษการย้ายแนววางท่อส่งน้ำประกาบริเวณทางหลวงหมายเลข 3097 ตอนพระประโทน – บ้านแพ้ว ผู้ถูกฟ้องคดีชำระแล้วเป็นเงิน 1,895,411.06 บาท) และเงินชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) เป็นเงิน 8,740,835.05 บาทรวมเป็นเงิน 24,980,758.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี
ขณะที่ผู้ถูกฟ้องคดี ให้การว่า เรื่อง ค่า Kนั้นในสัญญาจ้างมิได้ระบุไว้ว่าเป็นสัญญาแบบปรับราคาได้ หรือค่า K และวงเงินโครงการเป็นเงินกู้ หากปรับราคาได้จะไม่มีงบประมาณรองรับ และผู้ฟ้องคดียื่นเรียกร้องค่า K ล่วงเลยกำหนด 90 วันโดยยื่นหลังจากส่งมอบงานถึง 504 วัน ส่วนเรื่องอุปสรรคการก่อสร้างหน้างานและงานพิเศษนั้น ในประกาศประมูลกำหนดให้ผู้รับจ้างต้องเข้าตรวจดูสถานที่ก่อสร้างก่อนยื่นราคา ปัญหาเสาเข็มสะพานขวางคลองลัดป้อม-บางไผ่เตี้ย โบราณสถานวัดกลางอ่างแก้ว หรือแนวสายไฟหน้าสถานีไฟฟ้าแรงสูง เป็นสิ่งที่ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมย่อมสามารถคาดเห็นและตรวจสอบได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเกินกว่าที่ผู้ฟ้องคดีประมาณการไว้เอง ถือเป็นความคลาดเคลื่อนตามข้อ 13 ของสัญญา ซึ่งระบุว่าผู้รับจ้างจะต้องแก้ไขในทางเทคนิคด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง จะอ้างเป็นงานพิเศษตามข้อ 15 เพื่อเรียกเงินเพิ่มไม่ได้ สอดคล้องกับความเห็นของบริษัทที่ปรึกษาและหนังสือตอบข้อหารือของสำนักงานอัยการสูงสุด
ศาลปกครองชั้นต้น วินิจฉัย เรื่องค่า K ว่าเอกสารการประมูลจ้างฯ ระบุแบบสัญญาเป็น "แบบสัญญาจ้างปรับราคาได้" และข้อ 2 ของสัญญาจ้างกำหนดให้เอกสารแนบท้ายดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วย สัญญาจึงมีสถานะเป็นสัญญาแบบปรับราคาได้ ส่วนระยะเวลา 90 วัน พบข้อเท็จจริงว่า ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือทวงถามค่า K ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2556 (ภายใน 90 วัน นับจากวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ส่งมอบงานงวดสุดท้าย) จึงมีสิทธิได้ค่า K ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาของเทศบาลเคยคำนวณไว้เป็นเงิน 7,279,101.24 บาท
ส่วนเรื่องค่างานพิเศษ 4 จุด เห็นว่าปัญหาสิ่งก่อสร้างใต้ดินและใต้น้ำเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อเอกสารประมูลไม่อาจพบเห็นได้ด้วยตาเปล่าในวันตรวจดูสถานที่ แม้แต่เทศบาลเองก็คาดไม่ถึงจนออกแบบผิดพลาดคลาดเคลื่อน เมื่อเทศบาลมีคำสั่งให้เปลี่ยนแนวหรือเปลี่ยนวิธีทำงานเพื่อประโยชน์ราชการ ย่อมเข้าข่ายงานเพิ่มเติม/งานพิเศษตามข้อ 15 จึงคำนวณราคากลางที่เหมาะสม กำหนดค่างานเพิ่มพร้อม Factor F ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ดังนี้ คลองลัดป้อมและคลองบางไผ่เตี้ย (วิธีขุดวาง Open Cut) 1,133,743.01 บาท, หน้าสถานีไฟฟ้าแรงสูงฯ (วิธีดันท่อลอด Pipe Jacking) 1,619,554.21 บาท และหน้าวัดกลางอ่างแก้ว (วิธีดันท่อลอด Pipe Jacking) 4,444,958.40 บาท และค่าชดเชย (ค่า K) งวดที่ 97 สำหรับงานส่วนนี้ 647,834.04 บาท รวมเป็นเงิน 7,845,989.66 บาท เมื่อรวมกับค่า K สัญญาหลัก จึงเป็นเงินรวม 15,125,091.30 บาท
“ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี 15,125,091.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ทั้งนี้ ภายใน 60 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด”คพิพากษาศาลสูงสุดระบุ
คำพิพากษาศาลสูงสุดระบุว่า ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดี ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดขอให้กลับคำพิพากษาเป็นยกฟ้อง โดยศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า สัญญาพิพาทเป็นสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) เนื่องจากเอกสารประมูลจ้างฯ แนบท้ายสัญญาเขียนไว้ชัดเจน และผู้ฟ้องคดียื่นสิทธิขอเงินค่า K ภายในกำหนด 90 วัน ส่วนการคำนวณเงินค่างวดงาน ศาลปกครองสูงสุดได้รับฟังหนังสือชี้แจงของสำนักงบประมาณ วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 พบว่า มี 10 งวดงาน (งวดที่ 28, 29, 34, 37, 54, 56, 57, 100, 130, 133) ที่สำนักงบประมาณไม่คำนวณเงินชดเชยค่าก่อสร้างให้ เนื่องจากไม่ได้แยกประเภทงานให้ชัดเจน ศาลปกครองสูงสุดจึงนำดัชนีราคาของกระทรวงพาณิชย์มาคำนวณรายงวดอย่างละเอียด พบว่างวดที่ 28 และ 100 ไม่มีเงินชดเชย งวดที่ 130 และ 133 ไม่สามารถคำนวณได้เนื่องจากรวมงานหลายประเภทโดยไม่แยกแยะ ส่วนงวดที่ 29, 34, 37, 54, 56, 57 สามารถคำนวณตามสูตรหมวดงานอาคารและงานทางได้เงินเพิ่มขึ้นรวม 894,552.76 บาท เมื่อรวมกับยอดที่สำนักงบประมาณรับรองในเบื้องต้น 5,596,177.88 บาท ทำให้ค่า K ของสัญญาหลักที่ผูกพันตามกฎหมายรวมเป็นเงิน 6,490,730.64 บาท
ส่วนประเด็นค่างานพิเศษและอุปสรรคหน้างาน 4 จุด ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า อุปสรรคใต้ดินและใต้น้ำเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยสายตาเปล่า เทศบาลไม่สามารถนำเงื่อนไขการดูสถานที่หน้างานมาปฏิเสธความรับผิดชอบตามสัญญาข้อ 13 ได้ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดนี้เป็นไปตามข้อ 15 วรรคหนึ่ง ซึ่งเทศบาลต้องรับผิดชอบจ่ายค่างานที่เกิดขึ้นจริงตามที่ศาลชั้นต้นคำนวณไว้ คือ 7,198,156.02 บาท และค่า K งวดงานดังกล่าวอีก 647,834.04 บาท รวมต้นเงินทั้งหมดที่ผู้ถูกฟ้องต้องชำระ 14,336,720.70 บาท (6,490,730.64 + 7,198,156.02 + 647,834.04 บาท)
“พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จำนวน 14,336,720.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องตามคำขอของผู้ฟ้องคดี จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดีในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกตามความในมาตรา 7 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามนัยมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายเดียวกันของต้นเงินที่ต้องชำระ ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น”คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดระบุ
ทั้งนี้ ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี พร้อมดอกเบี้ย นับจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ทั้งนี้ ภายใน 60 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด ซึ่งมีการอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสุงสุดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569




