วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี
วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี
News Logo
หน้าแรก
ย้อนรอย 20 ปี ทักษิณจ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้าน ป.ป.ช. ฟัน 'สุภา'

ย้อนรอย 20 ปี ทักษิณจ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้าน ป.ป.ช. ฟัน 'สุภา'

20 พ.ค. 2569 17:06
ผู้ชม 93 คน

สรุปเส้นทาง 20 คดีหุ้นภาษีชินคอร์ปของทักษิณ หลัง ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดอดีตรองปลัดฯ คลังและพวก เนื่องจากไม่ยื่นอุทธรณ์คดีหลังแพ้ในปี 2553

‘คดีหุ้นภาษีชินคอร์ป’ ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี ก่อนที่ในปี 2568 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้กรมสรรพกรชนะคดีที่เรียกเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำนวนเงินสูงถึง 1.76 หมื่นล้านบาท 

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวที่กลายเป็นประเด็นร้อนเกิดขึ้นปลายเดือนเมษายน 2569 เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเสียงข้างมากชี้มูลความผิดนางสุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดฯ คลังและพวก กรณีไม่ยื่นอุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ปของนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร พร้อมส่งให้อัยการสูงสุดส่งฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตในทันที 

จุดเริ่มต้นของคดีภาษีชินคอร์ป

ย้อนกลับไปในปี 2542 นายทักษิณขณะนั้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท แอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จำกัด ณ หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน โดยนายทักษิณได้ขายหุ้นชินคอร์ปให้กับบริษัทแอมเพิล ริชฯ จำนวน 32.92 ล้านหุ้นในราคาหุ้นละ 10 บาท 

ต่อมาในปี 2543 นายทักษิณได้ดึงนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทแอมเพิล ริชฯ พร้อมโอนหุ้นในบริษัทดังกล่าวให้ 1 หุ้น ก่อนที่ในเวลาต่อมา บริษัท ชิน คอร์ปฯ ได้ดำเนินการ 'แตกพาร์' ลดมูลค่าหุ้นจาก 10 บาท เหลือเพียง 1 บาท ส่งผลให้จำนวนหุ้นเดิมที่มีอยู่เพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าทันที ทำให้บริษัทแอมเพิล ริชฯ กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทชินคอร์ปฯ สูงถึง 329.2 ล้านหุ้น 

ถัดมาในปี 2548 นายพานทองแท้เพิ่มทุนจำนวน 3 หุ้น ขณะที่น.ส.พินทองทา ชินวัตรได้รับโอน 1 หุ้น ส่งผลให้ทั้งคู่นั่งเป็นกรรมการบริษัท

ปี 2549 ตระกูลชินวัตรเทขายหุ้นให้เครือ ‘เทมาเส็ก’ 

โดยในปี 2549 บริษัทแอมเพิล ริชฯ ขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปฯ ที่ถือไว้ให้พานทองแท้และน.ส.พินทองทา ในราคาหุ้นละ 1 บาท สัดส่วน 50/50 คนละ 164.6 ล้านหุ้น ซึ่งเป็นการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ ถัดมา 1 วันหลังจากนั้น ซึ่งก็คือวันที่ 23 มกราคม 2549 ทั้งคู่ได้ขายหุ้นดังกล่าวต่อให้กับเครือเทมาเส็ก ซึ่งเป็นบริษัทจากสิงคโปร์ ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท โดยขายไปทั้งสิ้น 329.2 ล้านหุ้น และเป็นการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ จึงไม่มีการเสียภาษีเลยแม้แต่บาทเดียว (ตระกูลทักษิณเทขายหุ้นให้เครือเทมาเส็กในวันนั้นรวมทั้งสิ้น 7.3 หมื่นล้านบาท)

ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเทศไทยได้เกิดการทำรัฐประหาร โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ คตส. ขึ้นมาตรวจสอบโครงการต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ รวมถึงตั้งอนุกรรมการตรวจสอบการขายหุ้นระหว่างชินคอร์ปฯ กับบริษัทแอมเพิล ริชฯ 

จนกระทั่งในปี 2550 คตส. มีมติให้กรมสรรพากรสั่งประเมินภาษีและเบี้ยปรับรวม 1.1 หมื่นล้านบาท จากนายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ในฐานะกรรมการบริษัท แอมเพิล ริชฯ โดยชี้ว่า กรณีที่ทั้งคู่ซื้อหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ในราคาเพียงหุ้นละ 1 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดในขณะนั้นที่สูงถึง 49.25 บาท ส่วนต่างดังกล่าวจึงถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2552 ทั้งคู่ได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากรต่อศาลภาษีอากรกลางเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งประเมินภาษีดังกล่าว 

‘ทักษิณ’ เจ้าของหุ้นชินคอร์ปที่แท้จริง

ขณะที่นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทากำลังต่อสู้คดีที่ศาลภาษีนั้น ในปี 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์นายทักษิณจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท พร้อมทั้งระบุว่า ‘นายทักษิณเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปที่แท้จริง’ ส่งผลให้ศาลภาษีกลางพิพากษาให้กรมสรรพากรเพิกถอนการประเมินภาษีนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา 

โดยในปี 2554 อัยการสูงสุด กรมสรรพากร และกรมบัญชีกลาง เห็นพ้องว่าไม่ควรอุทธรณ์คดีที่ฟ้องพานทองแท้และน.ส.พินทองทาเพราะไม่ใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริงตามคำตัดสินของศาล โดย น.ส.สุภา รองปลัดกระทรวงในขณะนั้น ได้สั่งสรรพากรให้เร่งประเมินภาษีจากเจ้าของที่แท้จริงแทน (นายทักษิณ) ซึ่งขณะนั้นยังเหลืออายุความกว่า 1 ปี 

ความคืบหน้าของคดีหุ้นชินคอร์ปในปี 2557

ต่อมาในปี 2557 ได้เกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง รัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพิจารณา โดยในปี 2560 ทางด้านนายประภาศ คงเอียด รองปลัดฯ คลังที่เป็นประธานคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ระบุว่า คณะกรรมการฯ มีมติเอกฉันท์ไม่สามารถขยายเวลาการออกหมายเรียกเก็บภาษีเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ เนื่องจากกรมสรรพากรต้องออกหมายเรียกภายใน 5 ปี ตามมาตรา 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร หากพ้นกำหนดจะไม่มีอำนาจประเมินภาษี

ขณะที่ทางด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ในขณะนั้น ระบุว่า กรมสรรพากรเคยออกหมายเรียกนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทานอมินีที่ถือหุ้นแทนทักษิณมาไต่สวนเมื่อปี 2555 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820-821 ดังนั้นถือว่าเคยออกหมายเรียกทักษิณมาไต่สวนแล้ว ทำให้อายุความขยายมาจนถึง 31 มีนาคม 2560 ส่งผลให้กรมสรรพากรยังสามารถประเมินภาษีทักษิณได้ โดยไม่ต้องออกหมายเรียกมาไต่สวนอีก 

จนวันที่ 28 เมษายน 2560 กรมสรรพากรนำหนังสือแจ้งประเมินภาษีจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ ของทักษิณ เมื่อปี 2549 รวมเป็นเงินกว่า 1.76 หมื่นล้านบาท ไปติดไว้ที่บ้านของนายทักษิณ ส่งผลให้ทีมกฎหมายของนายทักษิณยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีคัดค้านการประเมินภาษีเพื่อเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ 

การต่อสู้ทางคดีของทักษิณ

ต่อมาในปี 2565 ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า กรณีกรมสรรพากรประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากการที่ทักษิณขายหุ้นชินคอร์ป จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาทนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเจ้าพนักงานสรรพากรดำเนินการผิดขั้นตอน โดยไปออกหมายเรียกที่นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ในฐานะตัวแทนแทนที่จะออกหมายเรียกไปยังนายทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ถูกประเมินภาษีโดยตรง เมื่อไม่ได้ออกหมายเรียกให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด การประเมินนั้นจึงถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและขอให้เพิกถอนการประเมิน และในปี 2566 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษาที่ 2819/2566 พิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลาง

ก่อนในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและศาลภาษีอากรกลาง โดยตัดสินให้กรมสรรพากรชนะคดี ส่งผลให้นายทักษิณต้องชำระภาษีตามหนังสือแจ้งประเมิน พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมมูลค่ากว่า 1.76 หมื่นล้านบาท 

ศาลให้เหตุผลว่า โจทก์มีพฤติการณ์ปกปิดการถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) โดยใช้ชื่อบุคคลอื่นรวมถึงบุตรทั้งสองถือหุ้นแทน ดังนั้นหมายเรียกที่ส่งหาบุตรผูกพันกับนายตั้งแต่แรกในฐานะตัวแทน

นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าวต้องการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง การกระทำดังกล่าวถือเป็นธุรกรรมที่ปราศจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ ขัดต่อคุณธรรมและเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากรอย่างร้ายแรง ทำให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง กรณีนี้จึงถือเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายที่ไม่มีเหตุอันควรแก่การงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 

ป.ป.ช.เอาผิดข้าราชการระดับสูง ปมไม่อุทธรณ์คดีหุ้นชินคอร์ป หลังแพ้คดีในปี 2553

ต่อมาในปี 2569 ป.ป.ช.มีมติ 4:3 เสียง ชี้มูลความผิดนางสุภา อดีตรองปลัดฯ คลังและอดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมทั้งนายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร และนายสิทธิชัย สังขมณี สรรพากรภาค 1 ฐานกระทำความผิดมาตรา 157 ไม่ยื่นอุทธรณ์คดีเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป นายพานทองแท้กับ น.ส.พินทองทา หลังแพ้คดี เมื่อ 2553 โดยได้มีมีการส่งสำนวนไต่สวนพยานหลักฐานคดีนี้ให้กับอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และศาลได้มีการนัดไต่สวนพยานในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ 

อย่างไรก็ดี ทางด้านนางสุภาได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนเองรู้สึกถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ท่านหนึ่งและทีมงานกลั่นแกล้ง พร้อมทั้งเปิดเผยว่า สืบเนื่องจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง อม.แดง 1/53 ได้พิพากษาว่า นับตั้งแต่ที่นายทักษิณเป็นนายกฯ 2 สมัย นายทักษิณและคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ต่างเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปมาโดยตลอด ดังนั้นศาลภาษีกลางจึงได้อาศัยข้อเท็จจริงดังกล่าวระบุว่า หุ้นชินคอร์ปที่นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา ถืออยู่เป็นของนายทักษิณและคุณหญิงพจมาน ทำให้สรรพากรพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษี

ในประเด็นการพิจารณาสั่งไม่อุทธรณ์คดีนั้น อัยการผู้รับผิดชอบจากสำนักอัยการสูงสุดได้แจ้งผลคดีและมีความเห็นพ้องว่าไม่ควรอุทธรณ์ ซึ่งกรมสรรพากรและกรมบัญชีกลางต่างเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน ต่อมานางสุภาได้แจ้งต่อกรมสรรพากรว่า กระทรวงการคลังรับทราบรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งไม่อุทธรณ์คดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีข้อสังเกตเพิ่มเติมให้กรมสรรพากรดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินภาษีเงินได้จากการซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์กับผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาล่าสุดให้นายทักษิณ ต้องชำระภาษีรวมเป็นเงินกว่า 1.76 หมื่นล้านบาท นางสุภาจึงมีความเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าว ไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 นอกจากนี้ นางสุภายังระบุด้วยว่า ตนเองไม่ทราบมาก่อนว่านายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร หรืออธิบดีรายอื่นไม่ได้ดำเนินการประเมินภาษีนายทักษิณ โดยเพิ่งมาทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวในช่วงปี 2560-2561 จึงต้องรอติดตามต่อว่าคดีกล่าวจะสิ้นสุดลงอย่างไร 

Screenshot 2026-05-20 165542

สรุป 20 ปี คดีภาษีชินคอร์ปของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

อ่านประกอบ

อ้างอิง

  • ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี

  • เครดิตภาพ Thaksin Shinawatra 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
คดีชินคอร์ป
คดีทักษิณ
ทักษิณ ชินวัตร
ทักษิณออกจากคุก



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผ่าขุมกำลัง ‘ส้ม’ 4 ภารกิจ เปิดหน้าชน ‘ระบอบน้ำเงิน’
ผ่าขุมกำลัง ‘ส้ม’ 4 ภารกิจ เปิดหน้าชน ‘ระบอบน้ำเงิน’