ฮิวแมนไรท์วอทช์ชี้ความพยายาม รมว.ต่างประเทศไทยสานสัมพันธ์เมียนมา "ไม่เหมาะสม" ตราบใดที่รัฐบาลทหารยังไม่แก้ไขประเด็นสิทธิมนุษยชน
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 นายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) ได้ออกรายงานกรณีที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้เดินทางเยือนกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงของเมียนมา เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (22 เมษายน 2569) การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์ในเมียนมา ทั้งปัญหาผู้ลี้ภัยที่หลั่งไหลเข้ามา อาชญากรรมข้ามชาติที่เพิ่มขึ้น และปัญหามลพิษที่เลวร้ายลง ซึ่งไทยกำลังมองหาแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ยังเป็นเรื่องยากที่จะประเมินว่าการเยือนครั้งนี้ได้บรรลุผลสำเร็จใดบ้าง และการเยือนในครั้งนี้อาจไม่เหมาะสม
รายงานระบุว่า นายสีหศักดิ์ ซึ่งเป็นนักการทูตผู้มากประสบการณ์ เป็นบุคคลสำคัญที่รัฐบาลไทยหลายชุดใช้ในการติดต่อประสานงานกับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำที่ก่อรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2564 และเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารที่ปกครองประเทศมาตั้งแต่นั้น หลังจากดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดนาน 15 ปี ซึ่งควบคุมดูแลกองกำลังความมั่นคงที่รับผิดชอบต่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติอย่างแพร่หลาย พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้แต่งตั้งตนเองเป็นประธานาธิบดีเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากการจัดการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในเดือนธันวาคมและมกราคม ทั้งนี้ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิก ได้ปฏิเสธที่จะรับรองผลการเลือกตั้งดังกล่าว
คณะรัฐประหารเมียนมาจัดการเลือกตั้งเพื่อให้พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party) ที่หนุนหลังโดยกองทัพ ชนะการเลือกตั้ง และเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลที่ควบคุมโดยกองทัพ คณะรัฐประหารได้สั่งห้ามพรรคการเมืองหลายสิบพรรค และจับกุมผู้นำพลเรือน รวมถึงอดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐ ออง ซาน ซูจี ก่อนการเลือกตั้ง คณะรัฐประหารไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพื่อเอาชนะใจรัฐบาลต่างชาติที่ยังคงคลางแคลงใจ ผู้ต่อต้านและนักวิจารณ์คณะรัฐประหารหลายพันคนยังคงถูกคุมขังอย่างโหดร้าย การปราบปรามและการโจมตีที่ผิดกฎหมายในพื้นที่ความขัดแย้ง รวมถึงการโจมตีทางอากาศต่อพลเรือน ได้ทวีความรุนแรงขึ้นก่อนการลงคะแนนเสียง
นับตั้งแต่การเลือกตั้ง สถานการณ์แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 17 เมษายน สื่อที่ควบคุมโดยคณะรัฐประหารรายงานว่ามีการนิรโทษกรรมนักโทษกว่า 4,000 คน เนื่องในเทศกาลปีใหม่พม่า ซึ่งรวมถึงอดีตประธานาธิบดี วิน มินต์ ที่ถูกโค่นอำนาจ อย่างไรก็ตาม เครือข่ายนักโทษการเมืองเมียนมา (Political Prisoners Network – Myanmar) รายงานว่ามีผู้ได้รับการปล่อยตัวจริงเพียงประมาณ 1,600 คน และในจำนวนนี้มีนักโทษการเมืองเพียง 292 คน จากนักโทษการเมืองทั้งหมดประมาณ 22,000 คน คณะรัฐประหารได้ใช้นโยบายการนิรโทษกรรมนักโทษมาอย่างยาวนานเพื่อลดแรงกดดันระหว่างประเทศและสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นการสร้างวงจรการปล่อยตัวและการตัดสินลงโทษซ้ำๆ
นายสุนัย ผาสุข ชี้ว่า ตราบใดที่คณะรัฐประหารเมียนมาไม่เต็มใจที่จะแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง ความพยายามของนายสีหศักดิ์ในการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดจึงเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในอาเซียนควรก้าวขึ้นมาใช้ความพยายามอย่างจริงจังเพื่อกดดันคณะรัฐประหารให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข ยุติการปราบปรามทางการเมือง และยุติการโจมตีทางทหารที่ผิดกฎหมายต่อพลเรือน




