News Logo
หน้าแรก
ดีเดย์หลังสงกรานต์ สส.จ่ายค่าอาหารเอง สภาฯ เดินหน้าลดงบ-รื้อสวัสดิการ

ดีเดย์หลังสงกรานต์ สส.จ่ายค่าอาหารเอง สภาฯ เดินหน้าลดงบ-รื้อสวัสดิการ

30 มี.ค. 2569 16:07
ผู้ชม 56 คน

'โสภณ' แถลงผลหารือพรรคการเมือง ดีเดย์หลังสงกรานต์ สส.จ่ายค่าอาหารกลางวันเอง มุ่งลดค่าใช้จ่าย-เพิ่มประสิทธิภาพจ่อเสนอระเบียบแต่งกายใหม่ให้ใส่ผ้าไทย ไม่ต้องใส่สูท พร้อมรื้อระบบบำนาญ-ผู้ช่วย สส. ดันสภาฯ โปร่งใสรับรัฐบาลใหม่ ด้านหมอวรงค์ เสนอตัดงบผู้ช่วย-ชี้งบบำนาญสูงถึง 200 ล้าน แต่เก็บสมทบแค่คนละ 3,500 ขณะที่ 'คริส' สส.พรรคเศรษฐกิจ จี้ตั้ง กมธ. วิสามัญแก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน-ลดรายจ่ายรัฐสภาโดยรวม

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงผลการหารือตัวแทนพรรคการเมือง โดยมีมาตรการสำคัญคือการให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ่ายค่าอาหารเอง ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้ทันที และเตรียมประกาศใช้มาตรการนี้เต็มรูปแบบหลังเทศกาลสงกรานต์ พร้อมกำหนดกรอบเวลาชัดเจนสำหรับการปรับปรุงระเบียบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ก่อนการเข้ามาของรัฐบาลชุดใหม่

นายโสภณ กล่าวว่าวันนี้ได้หารือร่วมกับหัวหน้าพรรคและผู้แทนพรรคการเมืองทุกพรรคที่มี สส. ในสภาฯ โดยมีวาระสำคัญ 3 ประเด็นหลัก เพื่อยกระดับการทำงานของสภาฯ ให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

ในประเด็นแรกเกี่ยวกับการปรับปรุงสวัสดิการ สส. และการบริหารจัดการงบประมาณนั้น ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้สมาชิกสภาฯ จ่ายค่าอาหารเอง โดยฝ่ายเลขาธิการสภาฯ จะยังคงอำนวยความสะดวกในการจัดอาหารบริการเช่นเดิม แต่สมาชิกจะต้องสแกนจ่ายเงินเอง ซึ่งมาตรการนี้ได้เริ่มดำเนินการลดการจัดซื้อจัดจ้างแบบเหมาจ่ายลงแล้วตั้งแต่ช่วง สส. มารายงานตัว ทำให้ประหยัดงบประมาณได้ทันทีประมาณ 200,000 บาทต่อวัน จากเดิมที่เคยจัดเผื่อ 500 ที่นั่ง ปรับเป็นจัดตามจริงประมาณ 200-300 ที่นั่ง ส่วนการบังคับใช้มาตรการนี้ ให้จะ สส. สแกนจ่ายเงินค่าอาหารเองทั้งหมดนั้น คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้อย่างเป็นทางการหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการปรับปรุงสถานที่และระบบต่าง ๆ ให้พร้อมใช้งาน

รื้อระบบงบประมาณผู้ช่วย สส. และเงินเบี้ยเลี้ยงชีพ เพื่อลดผลประโยชน์ทับซ้อน

นอกจากนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ ที่ประชุมจึงมีมติให้นำเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณสำหรับผู้ช่วย สส. และผู้เชี่ยวชาญ เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการรัฐสภา (ก.ร.) โดยในวันที่ 23 เมษายน นี้ จะมีการเลือกกรรมการรัฐสภาให้ครบถ้วนทั้งจากวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร และประธานสภาฯ จะนัดประชุมคณะกรรมการรัฐสภาอีกครั้งในวันที่ 28 เมษายน เพื่อพิจารณาทบทวนระเบียบเกี่ยวกับผู้ช่วย สส. และการใช้งบประมาณดังกล่าวต่อไป ส่วนเรื่องเงินกองทุนสำหรับผู้เคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือที่เรียกว่าเงินเบี้ยเลี้ยงชีพนั้น ได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการกิจการสภาพิจารณาทบทวนระเบียบการบริหารจัดการเงินกองทุนดังกล่าวเช่นกัน

ประเด็นที่สอง คือการปรับปรุงระเบียบปฏิบัติและความสง่างามในสภาฯ ประธานสภาฯ ได้ให้แนวทางแก่พรรคการเมืองทุกพรรคไปทบทวนข้อบังคับที่ล้าสมัยหรือไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ทั้งในเรื่องการปฏิบัติตนและการแต่งกายในสภาฯ

 นายโสภณกล่าวต่อไปว่าในเบื้องต้น ตนได้ใช้อำนาจของประธานสภาฯ ออกระเบียบใหม่ให้ สส. สามารถสวมใส่เสื้อผ้าไทย เช่น เสื้อเชิ้ตผ้าไทย โดยไม่จำเป็นต้องผูกเนคไทหรือสวมสูท เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน ซึ่งเรื่องนี้จะมีการหารือเพื่อเสนอเป็นข้อบังคับต่อไปในอนาคต

รื้อระบบยื่นญัตติ ต้องปัดฝุ่นรายงานชุดเก่าด้วย

ส่วนประเด็นที่สาม คือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสภาฯ เพื่อประโยชน์ของประชาชน นายโสภณกล่าวว่าจะมีการเพิ่มช่องทางการปรึกษาหารือเป็น "ลายลักษณ์อักษร" โดยประธานสภาฯ จะแจ้งต่อที่ประชุมให้ทราบว่ามีเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนใดบ้างที่หารือมา ขณะที่การปรึกษาหารือด้วยวาจาจะยังคงมีอยู่ แต่เวลาอาจมีการปรับปรุงให้เหมาะสม เพื่อลดความซ้ำซ้อนและใช้เวลาอย่างคุ้มค่าในการพิจารณาญัตติ ญัตติใดที่เคยมีการศึกษามาแล้ว สมาชิกยังสามารถเสนอได้ แต่ต้องนำรายงานชุดเก่ามาปัดฝุ่นและปรับปรุงให้ทันสมัย ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาในการศึกษา นอกจากนี้ การปรับปรุงมาตรการจะช่วยลดขั้นตอนการอภิปรายวาระรับทราบที่ไม่สำคัญ หรือเป็นเรื่องเก่าที่รับทราบมานานแล้ว เพื่อให้สภาฯ ใช้เวลาไปกับเรื่องที่เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน โดยประธานฯ และรองประธานฯ ทั้งสองคน จะหารือกันเพื่อพิจารณาเริ่มต้นการประชุมให้เร็วขึ้น เช่นเริ่มเวลา 08.45 น. หรือ 09.00 น. เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกันนี้ จะมีการใช้เวทีการปรึกษาหารือและวิปนอกรูปแบบมากขึ้น โดยขอให้ทุกฝ่าย ไม่ว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เคารพข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้สภาฯ ไม่เป็นที่เบื่อหน่ายของประชาชน

นายโสภณทิ้งท้ายถึงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลว่า ตนคาดหวังว่าประเทศจะได้รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้าบริหารจัดการประเทศก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้พร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกและภัยสงคราม โดยทันทีที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณเรียบร้อย และมีการแจ้งมายังสภาฯ สภาฯ จะมีหน้าที่แจ้งให้สมาชิกทราบภายใน 3 วัน เพื่อเตรียมการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาต่อไป

อย่างไรก็ตาม นายโสภณยังไม่ทราบกำหนดการโปรดเกล้าฯ ที่ชัดเจน

'ไทยภักดี-เศรษฐกิจ' เห็นพ้องปรับลดค่าใช้จาย ให้ สส.ซื้ออาหารทานเอง

ขณะที่นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. และหัวหน้าพรรคไทยภักดี พร้อมด้วยนายคริส โปตระนันทน์ สส.จากพรรคเศรษฐกิจ ได้แถลงข่าวหลังการประชุมร่วมกับประธานสภาผู้แทนราษฎรและตัวแทนพรรคการเมือง โดยมีมติร่วมกันที่จะปรับลดค่าใช้จ่ายและสวัสดิการของสมาชิกรัฐสภา เพื่อตอบสนองความกังวลของประชาชน

นพ.วรงค์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีฉันทามติร่วมกันให้ยกเลิกการจัดหาอาหารให้แก่ สส. โดยให้ สส. ซื้ออาหารรับประทานเอง โดยจะเริ่มดำเนินการหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งท่านประธานสภายืนยันว่าหากมีการยกเลิกสัญญาจัดซื้ออาหาร รัฐจะไม่มีความเสียหาย และงบประมาณส่วนนี้จะถูกส่งคืนแผ่นดินเพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนต่อไป นอกจากนี้ ประธานสภาฯ ได้ยืนยันว่าจะหารือกับประธานวุฒิสภาเพื่อให้ สว. ดำเนินการในแนวทางเดียวกัน คือซื้ออาหารรับประทานเองเช่นกัน ซึ่ง นพ.วรงค์ หวังว่า สว. จะเห็นพ้องต้องกัน เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของทั้งสองสภา

สำหรับประเด็นการแต่งตั้งผู้ช่วย สส. จำนวน 8 คน ก็ถูกนำมาหารือ โดย นพ.วรงค์ เสนอให้ลดจำนวนผู้ช่วยเหลือเป็น 3 คน และยืนยันว่าจะขออาสานำร่องโดยการแต่งตั้งผู้ช่วยเพียง 3 คนก่อน เพื่อแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงาน อย่างไรก็ตาม ยังมีความเห็นไม่ตรงกันในหมู่ สส. บางท่าน สุดท้าย ที่ประชุมจึงมีทางออกให้ส่งเรื่องนี้ให้คณะกรรมาธิการกิจการสภา ไปแต่งตั้งบุคคลภายนอก ซึ่งเป็นนักวิชาการเข้ามาพิจารณาศึกษาความจำเป็นของการมีผู้ช่วย สส. เพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน โดย นพ.วรงค์ ยืนยันว่าพร้อมให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการชุดนี้ในอนาคต

ชี้ระบบบำนาญ สส.-สว.ไม่สมดุล เก็บเงินสมทบแค่รายละ 3,500 แต่งบบำนาญพุ่ง 200 ล.

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สร้างความกังวลใจให้แก่ประชาชนคือเรื่องบำนาญของอดีต สส. และ สว. โดยเฉพาะกรณีที่มีการทำงานเพียงหนึ่งปีก็มีสิทธิ์ได้รับบำนาญไปตลอดชีวิต ซึ่งใช้เงินภาษีประชาชน นพ.วรงค์ ชี้ให้เห็นถึงความไม่สมดุลของงบประมาณ โดยระบุว่ามีการเก็บเงินสมทบจาก สส. และ สว. เพียงคนละ 3,500 บาทต่อเดือน ซึ่งรวมแล้วประมาณ 30 ล้านบาทต่อปี แต่มีรายจ่ายสำหรับบำนาญอดีต สส. และ สว. ประมาณพันกว่าคน สูงถึง 200 กว่าล้านบาทต่อปี ซึ่งหากรวมผู้ที่ยังไม่ได้แจ้งความจำนงค์รับบำนาญอาจจะสูงถึง 2,000 กว่าล้านบาทต่อปี ทางออกสำหรับเรื่องนี้ก็คล้ายกับเรื่องผู้ช่วย สส. คือให้คณะกรรมาธิการกิจการสภาเชิญนักวิชาการจากภายนอกเข้ามาศึกษาเรื่องความจำเป็นของบำนาญสำหรับ สส. และ สว.

ส่วนนายคริส โปตระนันทน์ จากพรรคเศรษฐกิจ ได้เสนอข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่า การประหยัดค่าอาหารและผู้ช่วยอาจลดงบประมาณได้เพียงหลักร้อยล้านบาท แต่ความจริงแล้วการใช้จ่ายงบประมาณของสภาฯ ซึ่งเป็นเงินภาษีประชาชน มีปัญหาเรื่อง "การขัดกันของผลประโยชน์" (conflict of interest) จึงเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อลดการใช้จ่ายโดยรวมของรัฐสภาอย่างจริงจัง ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนจากหลายท่านในที่ประชุม รวมถึง นพ.วรงค์ ด้วย

“โดยสรุป ที่ประชุมได้ข้อตกลงเบื้องต้นที่จะลดค่าใช้จ่ายในหลายด้าน และจะมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการลดค่าใช้จ่ายโดยละเอียดจากคณะกรรมาธิการกิจการสภา โดยมีบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมพิจารณา เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนในการประหยัดงบประมาณแผ่นดิน” นายคริสกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย
เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย