เครือข่ายภาคประชาสังคมได้ร่วมกันเสนอข้อเรียกร้องต่อ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การเร่งดำเนินการเรื่องคะแนนเลือกตั้งในสุพรรณบุรี เขต 2 และเปิดเผยคะแนนรายหน่วย ทั้งหมดในรูปแบบดิจิทัลที่ตรวจสอบได้, การยกเลิกระบบ "ห้องแห่งความลับ" ที่อนุญาตให้เปลี่ยนแปลงคะแนน ควรเปิดเผยรายชื่อและบันทึกการแก้ไขคะแนนอย่างโปร่งใส, การปฏิรูป กกต. ให้มีความเป็นกลาง ยึดโยงกับประชาชน
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เครือข่ายภาคประชาสังคมได้รวมตัวกันจัดเสวนาผลการตรวจสอบการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยเปิดเผยข้อค้นพบที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสและพิรุธในหลายขั้นตอนของกระบวนการเลือกตั้ง พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งแก้ไขและปฏิรูปองค์กรเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน
รายละเอียดมีดังนี้
@ปัญหาเชิงโครงสร้าง กกต. และบัตรเสียที่น่ากังวล
นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการวีวอช ได้กล่าวเปิดเวทีและนำเสนอข้อค้นพบของวีวอชเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยระบุว่าปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือเรื่องของโครงสร้างกฎหมาย องค์กร และแนวคิดทางวัฒนธรรม โดยสรุปว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ "ไม่โปร่งใส ไร้ประสิทธิภาพ"
นายพงษ์ศักดิ์ชี้ให้เห็นว่า กกต. ทั้ง 7 คน มีที่มาจากการสรรหาโดยวุฒิสภา ซึ่งขาดการยึดโยงกับประชาชน และมีอำนาจล้นเกินทั้งด้านนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ซึ่งผิดมาตรฐานสากลและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังขาดกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่ประชาชนสามารถถอดถอน กกต. ได้ง่ายเมื่อมีข้อผิดพลาดร้ายแรง โดยชี้ว่าความพยายามรวบรวม 50,000 รายชื่อเพื่อถอดถอนนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้ยาก และไม่มีกฎหมายที่เปิดช่องให้ประชาชนเข้าชื่อถอดถอน กกต. ได้
ในส่วนของปัญหาด้านการบริหารจัดการ วีวอชพบความบกพร่องหลายประการที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เหมือนการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ แต่ไม่ได้รับการแก้ไข อาทิ ข้อมูลในแอปพลิเคชัน Smart Vote ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น กรณีลพบุรีและสมุทรสาคร พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ที่ข่มขู่คุกคามประชาชน รวมถึงปัญหาบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าทางไปรษณีย์ที่ยังคงมีปัญหาการจ่าหน้าซองไม่ถูกต้อง และไม่เคยมีการเปิดเผยข้อมูลการแก้ไขปัญหาจาก กกต. โดยเฉพาะกรณี 300,000 กว่าใบในปี 2562 และอีกหลายกรณีในปี 2569 ที่ไม่เคยได้รับคำตอบ
โดยนายพงษ์ศักดิ์ตั้งคำถามว่าเหตุใด กกต. จึงไม่พยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ และเสนอให้มีการถกเถียงเรื่องการนำอิเล็กทรอนิกส์มาใช้แทนการส่งบัตรทางไปรษณีย์
ประเด็นสำคัญอีกประการคือความกังวลเรื่องความลับของบัตรเลือกตั้ง โดยเฉพาะบัตรเลือกตั้งเขตที่มีเพียงหมายเลข ซึ่งทำให้ยากต่อการตรวจสอบหากมีการสลับบัตร หรือเมื่อบัตรกระจายไปผิดหน่วย นอกจากนี้ กกต. มักอ้างว่า "บัตรเขย่ง" (จำนวนบัตรไม่เท่ากัน) มาจากบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งยากต่อการสังเกตการณ์ คุณพงษ์ศักดิ์ยืนยันว่าการที่ผู้พิการมีสิทธิ์ให้บุคคลที่เชื่อใจมาลงคะแนนแทน หรือการลงคะแนนทางไปรษณีย์ในต่างประเทศ ไม่ได้ขัดต่อหลักการความลับของบัตรเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นการเน้นการเข้าถึงสิทธิ และความเชื่อใจของผู้ลงคะแนน ไม่ใช่การเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง
วีวอชตั้งคำถามถึงความไม่โปร่งใสในผลคะแนนและระบบการรายงานผลคะแนน ECT Report โดยชี้ว่ามีลักษณะผิดปกติคล้ายกับการเลือกตั้งปี 2562 เช่น คะแนนที่มาเป็นก้อน หยุดรายงาน และมีการปรับเปลี่ยนคะแนน ทำให้นำไปสู่วิกฤตศรัทธาต่อระบบการเลือกตั้ง นายพงษ์ศักดิ์เคยเสนอต่อ กกต. ว่านวัตกรรมหรือเครื่องมือใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลคะแนนควรเปิดเผย Source Code เพื่อให้ตรวจสอบได้ แต่ กกต. กลับตอบว่าเป็น "เครื่องมือภายใน" ไม่จำเป็นต้องเปิดเผย ซึ่งเขามองว่าเป็นตรรกะที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเลือกตั้ง และตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงยังคงใช้ระบบที่เกิดปัญหาซ้ำเดิมเหมือน "Rapid Report" ในปี 2562 และถูกยกเลิกไปในปี 2566 แต่กลับมาใช้ในรูปแบบ "ECIT Report" ในปี 2569 ที่ยังคงเผชิญปัญหาเดียวกันนี้อีกครั้ง เขาย้ำว่านี่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องช่วยกันหยุดยั้ง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือนี้เกิดขึ้นอีก
อีกหนึ่งปัญหาที่วีวอชให้ความสำคัญคือสถิติบัตรเสียที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 2.1 ล้านใบในปี 2562 เป็นกว่า 2.9 ล้านใบในปี 2566 และเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3 ล้านใบ (รวมบัตรประชาชน 3.9 ล้านใบ) ในปี 2569 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าอับอายระดับภูมิภาคและแสดงให้เห็นว่า กกต. ไม่มีความพยายามในการแก้ไขปัญหานี้ โดยเขาเชื่อว่าหากคำนึงถึงคุณค่าของหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงแล้ว ตัวเลขนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่มาก
นอกจากนี้ ยังมีการร้องเรียนเรื่องสถานการณ์ทุจริตและการใช้อิทธิพลจำนวนมากถึง 246 เรื่อง โดยส่วนใหญ่เป็นการซื้อเสียง และยังพบประเด็นการคุกคามทางเพศต่อผู้สมัครหญิง โดยมีการลดทอนคุณค่าด้วยการวิจารณ์รูปลักษณ์ภายนอก หรือคุกคามทางกายภาพขณะหาเสียง ซึ่งพบว่าผู้สมัครหญิงมีสัดส่วนเพียง 19% แทบไม่เพิ่มขึ้นจากปี 2566
ในส่วนของข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ทั้งระยะสั้นและระยะยาว นายพงษ์ศักดิ์ได้เสนอไว้หลายประการดังนี้:
การปรับปรุงกระบวนการสรรหาและอบรมเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง: ควรมีการปรับปรุงรายละเอียดในเรื่องนี้
การลดบัตรเสีย: เป็นอำนาจของ กกต. ที่สามารถออกกฎระเบียบและใช้ดุลพินิจโดยพิจารณาจาก "เจตจำนง" ของประชาชน ซึ่งหลายประเทศได้พัฒนาไปมากแล้ว
การเพิ่มความโปร่งใส: ควรติดตั้งกล้องวงจรปิดในแต่ละหน่วยเลือกตั้งเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ผู้มาใช้สิทธิ และเป็นหลักฐานการทุจริต แม้ กกต. เคยยอมรับแต่ไม่มีการดำเนินการ
การส่งเสริมบทบาทองค์กรเอกชนในการตรวจสอบ: กกต. ควรเพิ่มระเบียบองค์กรเอกชนช่วยตรวจสอบการเลือกตั้ง ซึ่งเคยมีแต่ถูกยกเลิกไป อีกทั้งยังนับการส่งอาสาสมัครของพรรคการเมืองเป็นค่าใช้จ่ายหาเสียง ซึ่งอาจเป็นการออกแบบเพื่อลดทอนการตรวจสอบ
การพัฒนาระบบการเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์และระบบรายงานผลคะแนน: ควรทำอย่างรอบคอบ เปิดเผย และตรวจสอบได้ โดยเปิดเผย Source Code และให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น และควรเรียนรู้จากตัวอย่างต่างประเทศอย่างฟิลิปปินส์
การส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิของผู้พิการ: กกต. ควรนำ "คู่มือการจัดการเลือกตั้งเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิการเลือกตั้งของคนไทยทุกคน" ที่จัดทำร่วมกันมาหลายปีแล้วมาใช้ ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่ไม่ตั้งใจของ กกต. ที่จะส่งเสริมเรื่องนี้
การฟื้นฟูบทบาทของ กกต. ในระดับจังหวัด: โครงสร้างกรรมการระดับเขต ระดับจังหวัด และผู้ตรวจการเลือกตั้ง ควรมีการทบทวนใหม่
การปฏิรูปโครงสร้าง บทบาท และที่มาของ กกต.: ควรมีความหลากหลาย ยึดโยงกับประชาชน และพิจารณาคุณสมบัติของคณะกรรมการสรรหาด้วย
การปฏิรูปอำนาจ กกต.: ควรลดอำนาจที่ล้นเกินลง ควรมีองค์กรตรวจสอบการทำงานของ กกต. และแยกอำนาจตัดสินข้อทุจริตออกจาก กกต. เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย
การปรับปรุงกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายประชามติ: ให้เอื้อต่อการลงประชามติล่วงหน้าในต่างประเทศ และให้พรรคการเมืองส่งอาสาสมัครได้โดยไม่นับรวมค่าใช้จ่ายในการหาเสียง
การนำเรื่องการเลือกตั้งเข้าสู่หลักสูตรการศึกษา: เพื่อสร้างพลเมืองที่มีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างก้าวหน้า และทำให้การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวของประชาชน
นายพงษ์ศักดิ์ได้สรุปการนำเสนอโดยย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีปัญหาเรื่องความโปร่งใสและประสิทธิภาพอย่างชัดเจน ซึ่งนำไปสู่วิกฤตศรัทธาต่อระบบการเลือกตั้งและองค์กรจัดการเลือกตั้งในปัจจุบัน

@การรายงานคะแนนผิดปกติและข้อมูลที่หายไป
ด้านนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ และ น.ส.กัลยากร สุนทรพฤกษ์ นักวิเคราะห์ข้อมูลจากไอลอว์ ได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลการรายงานคะแนนเลือกตั้งจากเว็บไซต์ ECT Report ซึ่งเป็นการจับภาพข้อมูลตามเวลาจริงทุก 10 นาที โดยพบความผิดปกติที่สำคัญหลายประการ
น.ส.กัลยากรเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงความผิดปกติของเส้นทางการไหลของคะแนนที่เข้ามาอย่างไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงแรกที่มีการรายงานคะแนนอย่างช้ามาก แล้วอยู่ดีๆ ก็มีช่วงเวลาที่คะแนน "หายไป" โดยไม่มีการรายงานคะแนนใดๆ เข้ามาเลยถึงสองช่วงด้วยกัน คือช่วงแรกหายไป 55 นาที และช่วงที่สองหายไปถึง 1 ชั่วโมง 40 นาที ก่อนที่คะแนนชุดใหญ่จะกลับเข้ามาอีกครั้งอย่างรวดเร็วผิดปกติ นอกจากนี้ ยังมีการรายงานคะแนนชุดแรกจากจังหวัดปัตตานีเพียงจังหวัดเดียวก่อนเวลาหน่วยเลือกตั้งปิดทำการ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ปกติ
ประเด็นสำคัญที่ไอลอว์พบคือ จำนวนบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ซึ่งได้แก่บัตรสีเขียวสำหรับเลือก ส.ส. เขต และบัตรสีชมพูสำหรับเลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ ควรจะมีจำนวนเท่ากัน แต่ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าจำนวนบัตรทั้งสองประเภทไม่เท่ากันเลยตลอดระยะเวลาการรายงาน โดยมีส่วนต่างสูงสุดเกือบ 1 ล้านใบในช่วงแรกของแก๊ประหว่างการรายงาน แม้ในช่วงท้ายส่วนต่างจะลดลง แต่ก็ยังคงมีบัตรที่ไม่เท่ากันกว่า 37,883 ใบ จากคะแนนที่รายงานไป 94% โดยมีเพียง 9 เขตเท่านั้นที่จำนวนบัตรเท่ากัน

อัตราส่วนการรายงานคะแนนในช่วงแรกยังพบความผิดปกติอย่างชัดเจน โดยในช่วงไพรม์ไทม์แรก (ประมาณ 19:00-20:00 น.) คะแนนที่ปรากฏบนเว็บไซต์มาจากจังหวัดแถบภาคอีสานและอีสานใต้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นฐานเสียงเดิมของพรรคภูมิใจไทย ทำให้คะแนนของพรรคภูมิใจไทยดูนำโด่งเป็นที่หนึ่งไปก่อน ในขณะที่จังหวัดที่เป็นฐานเสียงหลักของพรรคประชาชนอย่างกรุงเทพฯ กลับไม่มีการรายงานคะแนนเข้ามาเลยแม้แต่คะแนนเดียวในช่วงไพรม์ไทม์นั้น ซึ่งทำให้อัตราส่วนคะแนนของพรรคภูมิใจไทยสูงกว่าความเป็นจริงเกือบ 10% และของพรรคประชาชนต่ำกว่าความเป็นจริง 10% เมื่อเทียบกับผลคะแนนสุดท้าย
ไอลอว์ยังกล่าวถึงการพบคะแนนปริศนาที่โผล่ขึ้นมาใน 49 เขตทั่วประเทศ โดยจำนวนบัตรมีมากกว่าจำนวนผู้มีสิทธิ์ในเขตนั้นๆ ซึ่งปรากฏขึ้นเพียง 10 นาทีแล้วก็หายไป รวมแล้วประมาณ 80,000 คะแนน นอกจากนี้ ตั้งแต่เวลา 22:30 น. เป็นต้นไป พบการปรับลดคะแนนของผู้สมัครแต่ละพรรคลงตลอดทั้งคืนจนถึง 08:00 น. ของอีกวันหนึ่ง โดยพรรคประชาชนเป็นพรรคที่ถูกลดคะแนนมากที่สุดรวม 49,000 คะแนน ตามมาด้วยพรรคภูมิใจไทย 20,000 กว่าคะแนน แม้การปรับลดคะแนนนี้ไม่ได้เปลี่ยนตัวผู้ชนะในเขตนั้นๆ แต่ก็ส่งผลต่อตัวเลขคะแนนรวม และยังพบว่ามี 24 เขตที่มีการพลิกเปลี่ยนผู้ชนะ หลังจากช่วงที่คะแนนหายไปครั้งที่สอง โดยส่วนใหญ่เป็นการพลิกกลับมาเป็นพรรคประชาชนที่ชนะ
นายยิ่งชีพได้สรุปว่า ข้อมูลทั้งหมดนี้ยืนยันได้ว่ากระบวนการรายงานคะแนนในช่วงคืนวันที่ 8 ต่อเข้าวันที่ 9 ไม่ได้เป็นการรายงานคะแนนโดยธรรมชาติ แต่เป็นการรายงานที่มีความผิดปกติ ถูกแทรกแซงได้ และมีคนอยู่เบื้องหลังในการจัดการคะแนนก่อนที่จะนำเสนอสู่สาธารณะ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์และวิธีการทำงานเดียวกันกับการเลือกตั้งในปี 2562
@พบความเชื่อมโยงข้าราชการมหาดไทยกับการจัดการเลือกตั้ง
เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (คอร์) โดย น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล และ นายณัฐปกรณ์ นามเมือง ได้นำเสนอข้อค้นพบที่ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่น่าสงสัยระหว่างการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยกับการจัดการเลือกตั้ง โดยมุ่งเน้นการศึกษาในเขตที่พรรคภูมิใจไทยชนะ
น.ส.ภัสราวลี อธิบายถึงเหตุผลในการเลือกศึกษาเขตที่พรรคภูมิใจไทยชนะว่า มีที่มาจากสามประการหลัก ประการแรกคือข้อสังเกตจากนักวิชาการอย่างอาจารย์นฤมล ทับจุมพล ที่ระบุถึงบทบาทของนายอำเภอในการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญเมื่อรัฐมนตรีมหาดไทยมาจากพรรคภูมิใจไทย ประการที่สองคือกราฟ "บัตรเขย่ง" (จำนวนบัตร ส.ส. เขตและบัญชีรายชื่อไม่เท่ากัน) ที่จัดทำโดยคุณณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการกระจายตัวของบัตรเขย่งมีความผิดปกติอย่างชัดเจน ไม่ได้อยู่ในแนวเส้นตรงที่ควรจะเป็น และประการที่สามคือการวิเคราะห์ทางสถิติของณัฐ เหลืองนฤมิตชัยและสรณี อัชวนนันทกุล ที่พบว่าค่า p-value ของบัตรเขย่งในเขตที่พรรคภูมิใจไทยชนะนั้นต่ำกว่า 0.05 อย่างมีนัยยะสำคัญ แปลว่าบัตรเขย่งเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
นายณัฐปกรณ์ กล่าวเชื่อมโยงดังกล่าว โดยตรวจสอบคำสั่งโยกย้ายข้าราชการของกระทรวงมหาดไทย 8 คำสั่ง ที่มีรายชื่อข้าราชการกว่า 537 คน และนำไปเปรียบเทียบกับรายชื่อกรรมการประจำเขตเลือกตั้ง (กกต. เขต) และผู้อำนวยการเขตเลือกตั้ง (ผอ. เขต) ทั้ง 1,600 คนทั่วประเทศ เขาพบว่าระเบียบ กกต. ปี 2569 ระบุที่มา หน้าที่ และการพ้นจากตำแหน่งของ ผอ. เขตและ กกต. เขตไว้อย่างไม่ชัดเจนและสั้นกว่าระเบียบปี 2566 อย่างมาก อีกทั้งค่าตอบแทนของสองตำแหน่งนี้ยังเพิ่มขึ้นประมาณ 10,000 บาท เขาชี้ว่า กกต. กลางเป็นผู้แต่งตั้งผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (ซึ่งเป็นข้าราชการ) และผู้อำนวยการจังหวัดเหล่านี้ก็จะไปสรรหาและคัดเลือก ผอ. เขตและ กกต. เขต สุดท้ายแล้ว กกต. กลางก็เป็นผู้แต่งตั้งทั้งหมดนี้ ซึ่งโครงสร้างนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ต่อเนื่องของอำนาจ

จากการเปรียบเทียบข้อมูล นายณัฐปกรณ์เปิดเผยว่า ใน 172 เขตที่พรรคภูมิใจไทยชนะ พบว่า 68 เขต (ร้อยละ 44.7) มี ผอ. เขตหรือ กกต. เขตที่มีรายชื่ออยู่ในคำสั่งโยกย้ายของมหาดไทย และในคำสั่งโยกย้ายที่ใหญ่ที่สุด พบว่า 51.4% ของรายชื่อ กกต. เขตที่ถูกย้ายนั้น อยู่ในเขตที่พรรคภูมิใจไทยชนะ เขายกตัวอย่างจังหวัดชลบุรีที่พรรคภูมิใจไทยชนะ 5 เขต โดยมีถึง 3 เขตที่มี กกต. เขตปรากฏในคำสั่งโยกย้าย เช่น ชลบุรี เขต 1 ที่นายวรจักร สถาพรภิญโญ นายอำเภอเมืองชลบุรี และคณะกรรมการประจำเขตเลือกตั้ง ถูกระบุว่าเป็นคนสนิทของนายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส. ผู้ชนะในเขตนั้น นอกจากนี้ ยังมีสุพิชชา ปิยะพุฒิชัย อดีตหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสระแก้วและผู้เชี่ยวชาญประจำตัวของ สว. กฤษณุ เหลืองพิบูลกิจ มาเป็นกรรมการประจำเขตด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้นำไปสู่คำถามถึงความตั้งใจในการ "วางคน" ในตำแหน่งสำคัญ
น.ส.ภัสราวลี ได้เสริมว่าจาก 68 เขตที่มีการโยกย้ายข้าราชการมหาดไทยและเป็น ผอ. เขตและ กกต. เขตนั้น มี 18 เขตที่จำนวนบัตรเขย่ง ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ มีจำนวนที่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งได้ เช่น ลพบุรี เขต 2 และสระบุรี เขต 1 โดยพบว่าตัวเลขคะแนนยังมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างวันที่ 10-14 กุมภาพันธ์ ทำให้จำนวนเขตที่บัตรเขย่งมีนัยยะสำคัญลดลงจาก 18 เหลือ 2 เขต ซึ่งรวมถึงชลบุรี เขต 3 ที่ยังคงมีความผิดปกติอย่างมีนัยยะสำคัญ
ประเด็นสำคัญที่พบเพิ่มเติมคือ "ศูนย์รวมคะแนนระดับอำเภอ" ซึ่งมีอำนาจในการตรวจสอบและยืนยันข้อมูล (หรือแก้ไขข้อมูล) นั้นคือ "อนุกรรมการของ กกต. เขต" ซึ่งหมายความว่าบุคคลที่เป็นข้าราชการมหาดไทยที่ได้รับการแต่งตั้งจาก กกต. ชุดใหญ่ คือผู้ที่สามารถปรับเปลี่ยนคะแนนเลือกตั้งได้จริง นี่จึงเป็นคำถามสำคัญว่าด้วยไทม์ไลน์การแต่งตั้ง และการที่ข้าราชการมหาดไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง ประชาชนจะสามารถเชื่อถือผลการเลือกตั้งได้อย่างไร
@การใช้กฎหมายปิดปากประชาชนและกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า
นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้กล่าวเปิดประเด็นโดยชี้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็น "ประวัติศาสตร์" ในแง่ของการดำเนินคดี โดยระบุว่าไม่เคยมีการเลือกตั้งครั้งใดในรอบอย่างน้อย 12 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ก่อนการรัฐประหารปี 2557 ที่รัฐหรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้ข้อหาที่รุนแรงอย่าง "อั้งยี่ซ่องโจร" ในการแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนที่ออกมาตรวจสอบประเด็น QR Code หรือ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง แม้กระทั่งในสมัยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ไม่มีการใช้ข้อกล่าวหาเช่นนี้ ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนว่ารัฐอาจมองประชาชนผู้ที่ออกมาตรวจสอบการเลือกตั้งเป็น "คู่ขัดแย้ง" มากกว่าผู้ที่ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
นายนรเศรษฐ์ยังเปิดเผยสถิติการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง โดยมีกลุ่ม "ชลบุรีนับใหม่" ถูกแจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว 4 ราย ในข้อหาปลุกปั่นยุยงตามมาตรา 116 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงถึง 7 ปี และยังมีข่าวว่าจะมีการแจ้งความดำเนินคดีเพิ่มอีก 6 คน ในประเด็นการตรวจสอบ QR Code/Barcode อีกทั้งยังยกตัวอย่างกรณีที่นักข่าวถูกฟ้องคดีโดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ในช่วงเลือกตั้ง ก่อนที่จะมีการถอนฟ้องในภายหลัง
นายนรเศรษฐ์มองว่าการดำเนินการเหล่านี้เป็นการสร้าง "บรรยากาศแห่งความกลัว" เพื่อยับยั้งไม่ให้ประชาชนกล้าออกมาตั้งคำถามหรือนำเสนอข้อมูลความผิดปกติของการเลือกตั้งด้วยเหตุนี้ จึงเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐและ กกต. เปลี่ยนมุมมองต่อประชาชนที่ออกมาตรวจสอบ โดยควรเปิดเวทีเพื่อพูดคุยและทำความเข้าใจ แทนที่จะใช้การฟ้องร้องดำเนินคดี เพราะการฟ้องคดีไม่ได้ช่วยตอบข้อสงสัยที่สังคมตั้งคำถาม แต่กลับยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่น รัฐควรเปิดใจมองประชาชนเป็นผู้ร่วมตรวจสอบเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และโปร่งใสมากที่สุด

นอกจากนี้ นายนรเศรษฐ์ยังได้ชี้ถึงความล่าช้าที่ผิดปกติในกระบวนการยุติธรรม โดยเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งในปี 2549 และ 2557 ที่ศาลใช้เวลาเพียง 1 เดือนกว่าๆ ในการวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่สำหรับการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา แม้กลุ่มภาคประชาชนได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองไปอย่างน้อย 18 คดี แต่ผ่านมา 1 เดือน 19 วัน (นับถึงวันที่ 27 มีนาคม) ศาลปกครองก็ยังไม่มีคำสั่งว่าจะรับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ ความล่าช้านี้เกิดขึ้นในขณะที่กระบวนการทางการเมืองเดินหน้าไปแล้วอย่างรวดเร็ว ทั้งการเปิดประชุมสภา การเลือกประธานสภา และการเลือกนายกรัฐมนตรี จึงเกิดคำถามถึง "มาตรฐาน" ในการพิจารณาคดีและความเป็นไปได้ว่าความล่าช้าอาจมีวัตถุประสงค์บางอย่าง
เพื่อแก้ไขปัญหาในอนาคต นายนรเศรษฐ์เสนอให้มีการออกแบบกลไกทางกฎหมายเพื่อให้มีการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองชั่วคราวในการเลือกตั้งอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้การเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายส่งผลกระทบในวงกว้างจนยากเกินเยียวยา อีกประเด็นสำคัญคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ "ผู้ถูกคุมขัง" มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ โดยชี้ว่าแม้รัฐธรรมนูญปี 2560 จะระบุว่าผู้ถูกคุมขังไม่มีสิทธิ์ แต่สิทธิพลเมืองของพวกเขาไม่ควรหายไปเพียงเพราะถูกคุมขัง เพราะการเลือกตั้งส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตัวพวกเขาเอง ครอบครัว และนโยบายในเรือนจำ
@ข่าวลวงไร้คุณภาพและการชี้แจงเพื่อปกป้อง กกต.
น.ส.กุลธิดา สามะพุทธิ จากโคแฟกซ์ ไทยแลนด์ ได้นำเสนอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองในช่วงการเลือกตั้งและประชามติ โดยระบุว่านี่เป็นการทำงานครั้งที่สองของโคแฟกซ์ในประเด็นนี้ และภาพรวมของเนื้อหาและประเด็นที่ตรวจสอบยังคงไม่แตกต่างจากปี 2566 มากนัก เธอกล่าวถึงข้อกังวลเดิมที่ว่าข้อมูลเท็จจะส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ลงคะแนน ซึ่งยังไม่ชัดเจนเท่าในต่างประเทศ แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
โคแฟกซ์ได้รวบรวมข้อมูลและข้อสังเกตจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง 33 ชิ้น ระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 ซึ่งมาจากโซเชียลมีเดีย (TikTok, X, Facebook) บัญชีทางการของพรรคการเมือง นักการเมือง อินฟลูเอนเซอร์ กลุ่มสนทนาทางการเมือง รวมถึงเนื้อหาจากการปราศรัยหาเสียงและข้อความที่ส่งต่อทางไลน์
จากการวิเคราะห์เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง โคแฟกซ์พบว่ามีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับนายอนุทินมากที่สุด รองลงมาคือพรรคเพื่อไทยและนายเท้ง หากมองในแง่ของจำนวนนักการเมือง พรรคประชาชนยังคงตกเป็นเป้าของการโจมตีด้วยข่าวลวงมากที่สุด และหากนับเป็นพรรค พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องมากที่สุด ตามด้วยพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวกับพรรคกล้าทำ และพรรคประชาชาติ
น.ส.กุลธิดา ได้จำแนกประเภทของข่าวลวงที่ตรวจสอบได้แก่ คำพูดปลอม คลิปภาพ AI ภาพตัดต่อ การบิดเบือนนโยบายพรรค และการนำภาพจริงมาให้บริบทเท็จ นอกจากนี้ยังตรวจสอบระเบียบและกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและประชามติ รวมถึงประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ข่าวลวงที่โดดเด่นรวมถึงการกล่าวหานายณัฐพงษ์ว่าไม่ร้องเพลงชาติ ข่าวลวงวนซ้ำเกี่ยวกับนายวิโรจน์เรื่องป้ายในหลวง การสร้างภาพตลกขบขันที่อาจผิดกฎหมายเลือกตั้ง การกล่าวหานายอนุทินเรื่องวิชาประวัติศาสตร์ และข่าวลวงเดิมๆ เกี่ยวกับการที่ไอลอว์รับเงินต่างชาติ

โคแฟกซ์ได้สรุปข้อสังเกต 8 ประการ ดังนี้: ประการแรก ข่าวลวงมีจำนวนล้นหลามและหลากหลายรูปแบบ โดยส่วนใหญ่เป็น "ข่าวปลอมที่ไม่มีคุณภาพ" (sheep fake) ซึ่งแม้จะตรวจสอบง่ายแต่ก็สร้างความปั่นป่วนในระบบนิเวศข้อมูล ทำให้องค์กรแฟกต์เช็กรับมือได้ยาก
ประการที่สอง ประเด็นเดิมๆ ยังคงถูกนำมาใช้ซ้ำ เช่น การยกเลิกมาตรา 112 การไม่รักชาติ รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ประการที่สาม ช่องทางการเผยแพร่ข่าวลวงมีทั้งเพจและกลุ่มสาธารณะใหม่ๆ บน Facebook ที่พุ่งเป้าโจมตีหรือสนับสนุนพรรค อินฟลูเอนเซอร์ใน TikTok ที่นำข่าวมาปั่น และผู้ใช้งาน X ที่ทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง
ประการที่สี่ ข่าวปลอมส่วนใหญ่เป็นประเภท "sheep fake" มากกว่า "deep fake" ซึ่งเป็นการตัดต่อภาพหรือแต่งโค้ชปลอมแบบง่ายๆ ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีซับซ้อน
ประการที่ห้า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แม้จะขยันชี้แจงข้อเท็จจริง แต่เป็นการชี้แจงเพื่อ "ปกป้อง กกต." มากกว่า "ปกป้องความชอบธรรมของการเลือกตั้ง"
ประการที่หก บทบาทของกลุ่มด้อมหรือติ่งทางการเมือง (political fandoms) มีความสำคัญทั้งในการเผยแพร่ข่าวปลอมและในการช่วยชี้แจงข้อเท็จจริง
ประการที่เจ็ด นักการเมืองหญิงยังคงตกเป็นเป้าของข่าวลวง การดิสเครดิต และการคุกคามทางเพศ โดยมักมาในรูปแบบของ Hate Speech หรือข้อความเหยียดหยามดูถูก
และประการสุดท้าย ผลกระทบของข่าวลวงต่อการตัดสินใจของผู้ลงคะแนนยังไม่ชัดเจนนัก แต่ก็ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากรายงานความเสี่ยงโลกของ World Economic Forum ระบุว่า Disinformation เป็นความเสี่ยงอันดับสองในระยะสั้น น.ส.กุลธิดายังตั้งข้อสังเกตว่าการบิดเบือนผลการเลือกตั้งจริงอาจไม่ได้เกิดจาก Fake News ในพื้นที่ออนไลน์ แต่เป็นสิ่งที่ "โหดร้ายกว่านั้น" ตามที่เพื่อนร่วมวงได้วิเคราะห์ไว้
@ข้อเรียกร้องต่อ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในท้ายการเสวนา เครือข่ายภาคประชาสังคมได้ร่วมกันเสนอข้อเรียกร้องต่อ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การเร่งดำเนินการเรื่องคะแนนเลือกตั้งในสุพรรณบุรี เขต 2 และเปิดเผยคะแนนรายหน่วย ทั้งหมดในรูปแบบดิจิทัลที่ตรวจสอบได้, การยกเลิกระบบ "ห้องแห่งความลับ" ที่อนุญาตให้เปลี่ยนแปลงคะแนน ควรเปิดเผยรายชื่อและบันทึกการแก้ไขคะแนนอย่างโปร่งใส, การปฏิรูป กกต. ให้มีความเป็นกลาง ยึดโยงกับประชาชน และลดอำนาจที่ล้นเกิน รวมถึงทบทวนกฎหมายที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตรวจสอบ, การหยุดใช้กฎหมายปิดปากและเปิดเวทีพูดคุยกับประชาชนที่ตั้งคำถาม, การเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมสำหรับคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง และพิจารณากลไกการคุ้มครองชั่วคราว และการปรับปรุงกฎหมายเลือกตั้งให้เอื้อต่อการเข้าถึงสิทธิของผู้พิการ และผู้ถูกคุมขัง




