News Logo
หน้าแรก
ครป.ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินร้องศาลรธน.สั่งปธ.กสทช.พ้นเก้าอี้ ปมคุณสมบัติ

ครป.ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินร้องศาลรธน.สั่งปธ.กสทช.พ้นเก้าอี้ ปมคุณสมบัติ

26 มี.ค. 2569 05:55
ผู้ชม 543 คน

ครป.ลุยยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ศาลรธน.วินิจฉัย 'นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์' พ้นเก้าอี้ ประธาน กสทช. ชี้หลักฐานชัดขาดคุณสมบัติพร้อมขอคุ้มครองชั่วคราวสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้พิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม พร้อมขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย พร้อมยื่นเอกสารต่างๆ ประกอบ อาทิ ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) เอกสารสรรพากรแสดงรายได้วิชาชีพอิสระวิชาชีพเวชกรรม

หนังสือระบุว่า ตามที่ ครป.เคยยื่นเรื่องถึงนายกรัฐมนตรี (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 และนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568) ขอให้ดำเนินการกรณีการขาดคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ เนื่องจากยังไม่ดำเนินการในกรณีดังกล่าว ทั้งที่มีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) กรณี ประธาน กสทช. ว่าเป็นผู้สละสิทธิจากตำแหน่งกรรมการ กสทช.ตามข้อกฎหมาย ให้ดำเนินการสรรหาใหม่ โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) มีความเห็นว่า มาตรา 18 แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 บัญญัติให้ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8(1) (2) หรือ (3) อยู่ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วนั้นต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ในกรณีที่ไม่ได้แสดงหลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ และให้ดำเนินการสรรหาใหม่โดยผู้ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้ ดังนั้น แม้ ศ.คลินิก นพ.สรณ จะได้ลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 แต่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งให้ทราบว่า ศ.คลินิก ยังทำหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงเรื่อยมาจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565

ทั้งนี้ โดยอ้างถึงหนังสือมหาวิทยาลัยมหิดลถึงสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ลับ ด่วนที่สุด ที่ อว 78/ล ไม่ปรากฏวันที่ เดือนพฤษภาคม 2567 แม้จะเป็นวันก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. ก็อาจเข้าลักษณะเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 8(2) และอาจเป็นส่วนที่แสดงให้เห็นว่ายังมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนั้นภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด จึงอาจเข้าข่ายข้อสันนิษฐานได้ว่าสละสิทธิในการรับแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช.

นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์

นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์

ขณะที่ คณะกรรมาธิการไอซีทีฯ วุฒิสภา ชุดที่แล้ว ก็มีคำวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวแล้ว ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภา รับรองรายงาน ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2567 โดยระบุว่า “จากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในชั้นพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ประกอบกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเห็นว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีลักษณะเป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 มาตรา 7 ข. (12) มาตรา 8 และมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 18 มาตรา 20”

ประเด็นแรก บทสันนิษฐานเด็ดขาดของกฎหมายพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 8 กรรมการต้อง

(1) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ

(2) ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่นและไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ

(3) ไม่ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระอื่นใดที่มีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ขัดแย้งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ

มาตรา 18 ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8(1) (2) หรือ (3) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วนั้นต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ในกรณีที่ไม่ได้แสดงหลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิและให้ดำเนินการสรรหาใหม่ โดยผู้ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้

มาตรา 20 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระกรรมการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

(1) ตาย

(2) มีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์

(3) ลาออก

(4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 3

(5) กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8

การพ้นจากตำแหน่งกรรมการตาม (1) (2) หรือ (3) ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ ถ้าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตาม (4) หรือ (5) ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง มีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือวันที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน แล้วแต่กรณี ฯลฯ

รัฐธรรมนูญ มาตรา 180 ระบุว่า พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือน ตำแหน่ง ปลัดกระทรวง อธิบดีและเทียบเท่า และทรงให้พ้นจากตำแหน่ง

มาตรา 182 บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

เมื่อพิจารณา มาตรา 18 และมาตรา 20 ตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ประกอบมาตรา 180 และมาตรา 182 ตามรัฐธรรมนูญ มีข้อเท็จจริงจากหลักฐานและข้อกฎหมายดังกล่าว ดังนี้

ตามมาตรา 20 พ.ร.บ.ดังกล่าว กรรมการพ้นจากตำแหน่ง ตาม (5) กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 และมาตรา 18 ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8(1) (2) หรือ (3) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้ว จึงหมายถึงว่าโดยบทสันนิษฐานเด็ดขาดของกฎหมาย ณ ช่วงเวลาที่ยังเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาอยู่ ก็ต้องลาออกจากอาชีพหรือวิชาชีพที่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 และในระหว่างดำรงตำแหน่งตามมาตรา 20 ก็ต้องไม่กลับไปประกอบวิชาชีพหรืออาชีพดังกล่าว เพราะหากมีการกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 กรรมการต้องพ้นตำแหน่งทันที ตามมาตรา 20(5) จึงเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ตั้งแต่ก่อนได้รับการนำความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ เพื่อมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งจนกระทั่งดำรงตำแหน่งจนครบวาระ ห้ามกลับไปประกอบอาชีพตามมาตรา 8 ดังกล่าว

หากมีการกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้ยื่นหนังสือรับรองตนเองว่าได้ลาออกจากอาชีพหรือวิชาชีพ ที่ขัดต่อมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8(1) (2) หรือ (3) ลงวันที่ 8 มกราคม 2565 แล้วนั้น ซึ่งหนังสือฉบับดังกล่าว ต้องประกอบการนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยเฉพาะข้อ ข.3. ในหนังสือดังกล่าวระบุไว้ชัดเจนว่า “ประกอบวิชาชีพอิสระ (วิชาชีพเวชกรรม) ในบริบท หรือในช่วงเวลาที่มีส่วนได้ ส่วนเสีย หรือมีผลประโยชน์ขัดแย้งในการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. และปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวข้างต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปรากฏตามเอกสารและหลักฐานที่ได้แนบยื่นมาพร้อมนี้” ซึ่งหากดูรายละเอียดข้อ ข.3. จะเห็นได้ชัดว่า ข้อความดังกล่าว คือมาตรา 8(3) จึงเท่ากับว่า ณ วันที่ลงนามดังกล่าว ในวันที่ 8 มกราคม 2565 เป็นต้นไป ประธาน กสทช. จึงไม่ควรปรากฏว่ากลับไปประกอบอาชีพอิสระ (วิชาชีพเวชกรรม) จนพ้นวาระ เพราะหากกลับไปประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วนั้นย่อมขัดกับข้อกฎหมาย ต้องพ้นตำแหน่งทันที

ข้อเท็จจริงจากหลักฐานเอกสารสรรพากร ยังมีการประกอบอาชีพวิชาชีพดังกล่าวอยู่ จึงเท่ากับขัดมาตรา 18 อย่างชัดเจน จึงต้องถือให้เป็นผู้สละสิทธิ แม้มาตรวจสอบพบในภายหลัง แต่เนื่องจากฝืนรับตำแหน่งเข้ามาเป็นกรรมการ กสทช. แล้ว ทั้งๆ ที่เป็นการกระทำการอันไม่บังควร จึงส่งผลให้ขัดมาตรา 20(5) ด้วย ซึ่งตามมาตรา 20 ระบุชัดเจนว่าให้มีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือวันที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน แล้วแต่กรณี จึงทำให้บุคคลดังกล่าว ต้องพ้นสภาพกรรมการ กสทช. ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่เป็นบุคคลสละสิทธิตามกฎหมายด้วย และยังเป็นที่ปรากฏว่า ปัจจุบันบุคคลดังกล่าวยังฝ่าฝืนประกอบวิชาชีพต้องห้ามดังกล่าวอยู่และยังแสดงผลในบัญชีทรัพย์สินของตนเองอีกด้วย ประธาน กสทช. จึงมีความผิดเป็นที่ประจักษ์ ต้องพ้นตำแหน่ง

ประเด็นที่สอง จากประเด็นแรกถือว่าผู้นั้นเป็นผู้สละสิทธิตามกฎหมาย ฉะนั้น บุคคลดังกล่าว จึงไม่มีอำนาจในการมาปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากฝ่าฝืนเข้ามารับตำแหน่ง และยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ หากนายกฯ อาศัยช่องว่างทางกฎหมายยังไม่ดำเนินการตามหน้าที่โดยการกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ ให้พ้นตำแหน่ง ตามมาตรา 20 กระบวนการสรรหาใหม่ก็จะไม่เริ่มต้นขึ้น

ประเด็นที่สาม ตามรัฐธรรมนูญ ตำแหน่งกรรมการ กสทช.เทียบเท่ารัฐมนตรี ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและทรงให้พ้นจากตำแหน่งโดยมีรัฐมนตรีเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการตามมาตรา 182 ซึ่งในที่นี้ บัญญัติไว้ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 5 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 หากมีความเสียหายเกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงต้องรับผิดชอบทั้งทางกฎหมายและทางการเมือง การที่ไม่ยอมดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการปล่อยให้ ประธาน กสทช. ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้นั้น นายกรัฐมนตรีอาจเข้าข่ายมีเจตนาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157

ประเด็นที่สี่ ปรากฏข้อเท็จจริง ที่ถือได้ว่านายกรัฐมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งทางตรงและทางอ้อม กับประธาน กสทช. ซึ่งขัดกับมาตรา 8(3)

กรณีน.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ขณะนั้น ที่ประธาน กสทช. ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่ ควบคู่ไปกับการเป็นแพทย์รักษาโรคหัวใจ (ประกอบวิชาชีพเวชกรรม) โรงพยาบาลพระราม 9 ซึ่งผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่คือครอบครัวของน.ส.แพทองธาร นายกฯ ขณะนั้น โดยเฉพาะมารดา ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จึงอาจมีสถานะเป็นนายจ้างของประธาน กสทช. ที่เป็นลูกจ้างในฐานะแพทย์รักษาโรคหัวใจที่โรงพยาบาลดังกล่าวได้

กรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ทางประธาน กสทช. เป็นแพทย์ผู้รักษาบุพการีของนายอนุทิน การที่นายกรัฐมนตรียังไม่ดำเนินการใดๆ นั้น อาจส่อเจตนาเป็นการต่างตอบแทนให้การช่วยเหลือประธาน กสทช. ได้

การอ้างช่องว่างทางกฎหมายระหว่างรัฐบาลและวุฒิสภาโดยนายกรัฐมนตรีไม่กราบบังคมทูลปลดตามหลักฐานที่ปรากฏตามอำนาจหน้าที่ ทำให้ประธาน กสทช. ย่อมปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้นั้น จึงน่าจะเป็นการเข้าใจผิด โดยนายกรัฐมนตรีทั้งสองอาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 และมาตรา 182 เรียบร้อยแล้ว จึงควรให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ชัดในประเด็นดังกล่าวเหล่านี้

ครป.จึงร้องมาเพื่อขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อมิให้เหตุดังกล่าวสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ ประชาชน และสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อไป

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง:

แท็กที่เกี่ยวข้อง
สกทช.
ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สภาผู้บริโภค ติง ‘รถเก่าแลกรกใหม่’ ใช้กับบัสขนส่งสาธารณะดีกว่าเก๋ง
สภาผู้บริโภค ติง ‘รถเก่าแลกรกใหม่’ ใช้กับบัสขนส่งสาธารณะดีกว่าเก๋ง