'สมชัย' เตรียมตั้งกองทุนสู้คดีกับ กกต. ทั้งแพ่งและอาญา ขอความเห็นประชาชนแนะนำรายชื่อบุคคลมาเป็นผู้บริหารกองทุน 3 คน กำหนดคุณสมบัติอายุไม่มาก อาจต้องสู้ยาว 10 ปี มีความรู้กฎหมายและมีจุดยืนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ว่า เตรียมจะจัดตั้งกองทุนสู้คดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยตั้งคำถามว่าดีหรือไม่ เพราะประชาชนตื่นรู้ที่ตรวจสอบการเลือกตั้งกลับกลายเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาที่ กกต. แจ้งความเอาผิดมากมาย ทั้งที่ จ.ชลบุรี และ กทม. ซึ่งอาจมีคดีความที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล
"ผมมีความคิดว่า น่าจะมีการระดมทุนเพื่อช่วยบุคคลเหล่านี้ เช่น ค่าทนาย ค่าเดินทางไปศาล ค่าสูญเสียโอกาสในการประกอบวิชาชีพ ค่าเยียวยาจิตใจ ค่าประกันตัวในศาล ค่าใช้จ่ายในการฟ้องกลับทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ฯลฯ ไม่ใช้วิธีรับบริจาค แต่จะจำหน่ายสินค้าเพื่อนำรายได้มาไว้ในกองทุน เช่น ทำชุดเกมปริศนาบัตรมรณะ ทำเสื้อ ทำหนังสือ ฯลฯ
"ส่วนกองทุนให้มีระเบียบการใช้จ่ายต่างๆ ที่เหมาะสม ไม่ฟุ่มเฟือย มีกรรมการบริหารที่เป็นคนนอกที่มีชื่อเสียงและอายุไม่มาก เผื่อต้องใช้เวลาหลายปีในการดำเนินคดีฟ้องแพ่งเรียกเงินกับ กกต. และหากชนะคดี ได้เงินค่าเสียหาย เหลือจากการเยียวยา ก็สะสมเป็นเงินกองทุนช่วยเหลือประชาชนที่ถูกฟ้องโดยรัฐอย่างไม่เป็นธรรมในคดีอื่นๆ ในอนาคตขอความเห็นเพื่อนๆ แบบสร้างสรรค์ว่า สมควรหรือไม่ หรือควรทำอะไรเพิ่มเติม เพื่อไปปรับปรุงแนวคิดนี้ให้สมบูรณ์"
นายสมชัย กล่าวด้วยว่า ขให้ช่วยเสนอชื่อคนนอกสัก 3 คน ที่ไม่ใช่คู่กรณีกับ กกต. มาเป็นผู้บริหารกองทุนด้วย เผื่อทำได้จริงจะไปทาบทาม โดยกำหนดคุณสมบัติว่า เอาคนอายุไม่มาก (เตรียมสู้ 10 ปี) รู้กฎหมายบ้าง มีจุดยืนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมยาวนาน มีฐานะ มีงานประจำ มีรายได้ประจำของตัวเอง พร้อมทำงานโดยไม่มีสิ่งตอบแทน และหาตัวไม่ยาก
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความกับกองปราบปรามให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้ง ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์
ผู้ถูกดำเนินคดีทั้ง 6 ราย ประกอบด้วย ดังนี้
1. นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และผู้อำนวยการดีโหวต
2. นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain
3. นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจM.I.B Marketing In Black.
4. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง
5. นายพริษฐ์ วัชรสินธ์ โฆษกพรรคประชาชน
6. นายทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar
กกต.ฟ้องประชาชนทั้ง 6 ราย ในความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา14 ข้อหาอั้งยี่/ขัดขวางเจ้าหน้าที่
ความผิดตามข้อกฎหมายดังกล่าวบัญญัติถึงลักษณะความผิดและบทลงโทษไว้ค่อนข้างรุนแรงโดยตามมาตรา 66 พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.2560 กำหนดว่า "ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือกรรมการที่ กกต.แต่งตั้ง ถ้าการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่นั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือเพื่อให้การเลือกตั้งและเป็นได้เป็นไปโดยสุจริตเป็นเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้กระทำต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท รวมทั้งจำทั้งปรับ"
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กำหนดว่า "ผู้ใดกระทำการใดๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใดๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี"
ส่วนมาตรา 209 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็น "อั้งยี่" บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท"
มาตรา 322 "ผู้ใดเปิดผนึก หรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใดๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
สำหรับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 บัญญัติถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม เท็จที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก รวมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ




