เจาะเบื้องหลัง “Board of Peace” สันติภาพสไตล์ทรัมป์ องค์กรกู้โลกหรือ UN ฉบับแปรรูป? “อินโดฯ-เวียดนาม” ยอมจ่ายใบเบิกทางแลกดีลภาษี
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดตัว "Board of Peace" อย่างเป็นทางการกลางเวทีดาวอส โดยอ้างว่าเพื่อดูแลการฟื้นฟูฉนวนกาซาและสร้างสันติภาพโลก แต่เบื้องลึกถูกวิเคราะห์ว่าเป็น ความพยายามสร้างระเบียบโลกใหม่ที่ผูกขาดอำนาจไว้ที่ตัวเองเพียงผู้เดียว พร้อมเงื่อนไขการเข้าเป็นสมาชิกถาวรด้วยราคามหาศาลถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท)
คณะกรรมการชุดนี้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เพื่อทำหน้าที่ดูแลการบริหารจัดการและฟื้นฟูในฉนวนกาซา ทว่าในร่างกฎบัตรขององค์กรกลับไม่ได้ระบุถึงฉนวนกาซาแม้แต่คำเดียว แต่กลับมอบอำนาจให้ ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานอย่างไม่มีกำหนด โดยมีอำนาจเด็ดขาดในการเลือกสมาชิก กำหนดวาระการประชุม และเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งด้วยตนเอง
นักวิเคราะห์มองว่า Board of Peace เปรียบเสมือน "UN ฉบับแปรรูป" ที่มีโดนัลด์ ทรัมป์เป็นผู้ถืออำนาจหลักเพียงผู้เดียว แม้ในฉากหน้าจะประกาศเป้าหมายแสวงหาสันติภาพในพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลก แต่ในฉากหลังกลับถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเวทีขับเน้นบทบาทส่วนบุคคล และการก้าวขึ้นเป็น “ตัวกลางสันติภาพโลก” เพื่อเป้าหมายรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ รวมถึงการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือกดดันให้ประเทศต่างๆ เข้าร่วม เช่น การขู่เก็บภาษีนำเข้าไวน์จากฝรั่งเศสสูงถึง 200% หากไม่ตอบรับคำเชิญ
ล่าสุดมี 19 ประเทศจาก 60 ประเทศที่ได้รับเชิญได้ร่วมลงนามแล้ว เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย, ฮังการี, ตุรกี, ปากีสถาน และอาร์เจนตินา ขณะที่นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ยืนยันเข้าร่วมแม้จะมีข้อขัดแย้งกับสมาชิกบางประเทศก็ตาม ด้านรัสเซียและจีนยังคงสงวนท่าที โดย วลาดิเมียร์ ปูติน กำลังพิจารณาข้อเสนอและอาจใช้สินทรัพย์ของรัสเซียที่ถูกอายัดในสหรัฐฯ มาจ่ายค่าธรรมเนียมสมาชิกถาวร
ในทางกลับกัน ชาติมหาอำนาจตะวันตกส่วนใหญ่อย่าง สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, เยอรมนี และอิตาลี ต่างปฏิเสธการเข้าร่วมในทันที โดยให้เหตุผลเรื่องความกังวลที่ทรัมป์เชิญปูตินเข้าร่วมทั้งที่สงครามในยูเครนยังไม่สงบ รวมถึงความกังวลว่าองค์กรนี้จะเข้ามาทำลายบทบาทของสหประชาชาติ (UN) และระเบียบโลกที่ยึดถือกันมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเปลี่ยนจากการใช้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นการใช้ "กฎแห่งอำนาจ" แทนฃ
เวียดนาม และ อินโดนีเซีย สองชาติของอาเซียนกลายเป็นกลุ่มประเทศแรกๆ ของเอเชียที่กระโดดเข้าร่วม Board of Peace อย่างเป็นทางการในฐานะ "สมาชิกก่อตั้ง" โดยได้ร่วมลงนามในกฎบัตรที่เมืองดาโวสเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2026 เวียดนามนำโดยรองนายกรัฐมนตรี บุย แทง เซิน ขณะที่อินโดนีเซียนำโดยประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม 19 ชาติชุดแรกที่ตอบรับคำเชิญของโดนัลด์ ทรัมป์ ท่ามกลางการปฏิเสธของชาติมหาอำนาจในยุโรปหลายประเทศ
การขยับตัวที่รวดเร็วครั้งนี้ถูกวิเคราะห์ว่ามีแรงจูงใจสำคัญมาจาก "ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ" และการเจรจาเรื่องกำแพงภาษีกับสหรัฐฯ เป็นหลัก โดยคณะผู้แทนเวียดนามได้ใช้เวทีนี้เข้าพบรัฐมนตรีคลังและพาณิชย์ของสหรัฐฯ เพื่อผลักดันข้อตกลง "ภาษีศุลกากรแบบต่างตอบแทน" เช่นเดียวกับอินโดนีเซียที่ถูกนักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า การตัดสินใจเข้าร่วมอย่างเร่งรีบอาจเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เอาใจทรัมป์เพื่อหาข้อสรุปในข้อตกลงการค้าภาษี 19% ที่ยังคงมีความไม่แน่นอน
ในเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ เวียดนามได้เสนอตัวนำประสบการณ์จากการเป็นประเทศที่เคยผ่านสงครามและประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูชาติมาใช้เป็นบทเรียนในการจัดการพื้นที่ขัดแย้งอย่างฉนวนกาซา ขณะที่อินโดนีเซียยืนยันว่าการเข้าร่วมเป็นไปเพื่อสนับสนุนสิทธิของชาวปาเลสไตน์และการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตามมติ UNSC ทว่าในอินโดนีเซียเองกลับมีความกังวลว่า การตัดสินใจครั้งนี้อาจเปิดช่องให้ประเทศถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเกมการเมืองระหว่างประเทศ หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างกลไกคู่ขนานที่บั่นทอนบทบาทของสหประชาชาติ (UN) ในอนาคต
สำหรับประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยเมื่อวันที่ 19 ม.ค. ว่า ไทยได้รับหนังสือเชิญจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้เข้าร่วมข้อริเริ่มจัดตั้ง Board of Peace และ Comprehensive Plan to End the Gaza Conflict โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด ทั้งนี้ ไทยยืนยันในหลักการว่าพร้อมสนับสนุนสันติภาพที่ยั่งยืนในตะวันออกกลางและความพยายามด้านมนุษยธรรม พร้อมย้ำจุดยืนสนับสนุนแนวทาง สองรัฐ ให้รัฐอิสราเอลและรัฐปาเลสไตน์อยู่เคียงคู่กันอย่างสันติและมั่นคง ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและข้อมติสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง
สำหรับแผนงานในกาซา จาเร็ด คุชเนอร์ หนึ่งในคณะกรรมการบริหาร ระบุว่าจะเน้นไปที่การลดอาวุธของกลุ่มฮามาสและการระดมทุนฟื้นฟูเมืองที่พังทลาย อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์มองว่าสิทธิของชาวปาเลสไตน์ถูกลดทอนความสำคัญลงเป็นเพียงเรื่องทางเทคนิคในคณะกรรมการระดับล่างเท่านั้น ขณะที่สถานการณ์จริงในพื้นที่ยังคงมีการสูญเสียอย่างต่อเนื่องแม้จะมีการลงนามจัดตั้งสภาสันติภาพบนเวทีโลกก็ตาม
บทสรุปของ "Board of Peace" จึงยังคงเป็นประเด็นถกเถียงระดับโลกระหว่าง "นวัตกรรมแห่งสันติภาพ" ที่เน้นความเด็ดขาด กับ "เครื่องมือขยายอำนาจส่วนบุคคล" ที่ใช้เงินและอิทธิพลอยู่เหนือหลักการทูตสากล ซึ่งการที่นานาชาติจะยอมรับโมเดลสันติภาพแบบ "มีราคาสมาชิก" นี้หรือไม่ คือบททดสอบสำคัญของระเบียบโลกยุคใหม่ที่ทรัมป์พยายามหยิบยื่นให้
อ้างอิง: White House, CNBC, The Conversation, BBC, Reuters, The Guardian, Lang Son News, Asia News, The Guardian





