News Logo
หน้าแรก
ศาลสั่งให้'กรมประมง'แก้วิกฤตปลาหมอคางดำ-มท.1ประกาศภัยพิบัติสมุทรสงคราม

ศาลสั่งให้'กรมประมง'แก้วิกฤตปลาหมอคางดำ-มท.1ประกาศภัยพิบัติสมุทรสงคราม

8 ก.ย. 2569 13:01
ผู้ชม 83 คน

ศาลปกครองพิากษาให้ 'กรมประมง-อธิบดีกรมประมง' จัดทำและปฏิบัติตามแผนยับยั้งการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พร้อมสั่ง รมว.มหาดไทย ประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉิน จ.สมุทรสงคราม

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษา คดีที่กลุ่มประมงพื้นบ้านมอบอำนาจให้ตัวแทนสภาทนายความ ยื่นฟ้องกรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 18 ราย กรณีละเลยต่อหน้าที่ในการควบคุมและบังคับใช้กฎหมายกับผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยศาลวินิจฉัยสรุปได้ว่า นับตั้งแต่มีการอนุญาตให้ผู้ร้องสอด (บริษัทแห่งหนึ่ง) นำปลาหมอคางดำหรือปลาหมอเทศข้างลาย จากสาธารณรัฐกานาเข้ามาในราชอาณาจักร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมประมง) โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมประมง) ไม่เคยมีการดำเนินการควบคุมตรวจสอบการศึกษาวิจัยของผู้ร้องสอดกรณีการนำเข้าปลาสายพันธุ์ Sarotherodon melanotheron หรือปลาหมอคางดำ จากสาธารณรัฐกานาของผู้ร้องสอดเลยว่า เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการนำเข้าปลาสายพันธุ์ดังกล่าวหรือไม่ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าว จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในการป้องกัน ควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่นตามที่พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้นกำหนดให้ต้องปฏิบัติ 

ทั้งนี้ แม้ว่ากรมประมงและอธิบดีกรมประมงจะจัดทำมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ แต่ความรุนแรงลงไปได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง อันถือเป็นเพียงความสำเร็จในเบื้องต้นเท่านั้น ตราบใดที่มาตรการแก้ไขปัญหาระยะยาวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กำหนดขึ้นยังไม่ได้นำมาใช้อย่างครบถ้วนและปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำก็ยังไม่มีทางที่จะหมดสิ้นไป หรืออยู่ในสถานการณ์ที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดให้มีความสมดุลของระบบนิเวศ และเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพประมงสามารถประกอบอาชีพของตนต่อไปได้ กรณีต้องถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยังคงมีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำตามอำนาจหน้าที่ตามที่พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558

สำหรับประเด็นการประกาศให้พื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ศาลระบุว่า การแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำถือเป็นภัยพิบัติที่มีความฉุกเฉินที่จะต้องได้รับการแก้ไขโดยพลันตามข้อ 5 ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามจึงเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดำเนินการประกาศให้ท้องที่จังหวัดสมุทรสงครามในพื้นที่อำเภออัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม และอำเภอบางคนที เป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินตามข้อ 20 วรรคหนึ่งของระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าว

แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ทราบหลักเกณฑ์หรือแนวทางการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แต่ไม่ปรากฏว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามได้อาศัยอำนาจตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 ข้อ 20 วรรคหนึ่ง ออกประกาศให้จังหวัดสมุทรสงคราม ในพื้นที่อำเภออัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม และอำเภอบางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉินแต่อย่างใด

ดังนั้น จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ของจังหวัดสมุทรสงคราม กรณีได้รับความเสียหายจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำล่าช้าเกินสมควร แม้จะเป็นความจริงว่า ผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 มิได้ฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามเป็นผู้ถูกฟ้องคดีในคดีนี้ แต่เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ศาลชอบที่จะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่ง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 17 (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) ซึ่งเป็นคู่กรณีและในฐานะผู้บังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามพิจารณาสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามที่ระเบียบกระทรวงการคลั ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 กำหนดให้ต้องปฏิบัติได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับจังหวัดอื่นๆ อีก 18 จังหวัด ตามประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่การแพร่ระบาดปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 นั้น เนื่องจากผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดสมุทรสงครามเท่านั้น ศาลจึงไม่อาจกำหนดคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 17 ใช้อำนาจสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอื่นๆ อีก 18 จังหวัดดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 ได้

ทั้งนี้ ศาลมีคำพิพากษา โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 กำหนดให้ต้องปฏิบัติในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ ในพื้นที่การแพร่ระบาดตามประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่การแพร่ระบาดปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ พ.ศ.2567 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสมดุของระบบนิเวศและความสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศไทยให้มีความยั่งยืนตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567-2570 ละมาตรการอื่นๆ ที่จำเป็นต่อไป โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ร่วมกันกำกับดูแล และสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้การปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าวบรรลุผลได้โดยเร็ว ทั้งนี้ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

2.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 17 (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) พิจารณาสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามพิจารณาออกประกาศให้จังหวัดสมุทรสงครามในพื้นที่อำเภออัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม และอำเภอบางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 เฉพาะผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ หรือปลาหมอคางดำตามหลักเกณฑ์และแนวทางการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณี ฉุกเฉิน พ.ศ.2562 ต่อไป ทั้งนี้ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

3.ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะกรรมการระดับสถาบันด้านความปลอดภัย) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7-16 (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, คณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทางทะเลและชายฝั่ง, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, กระทรวงมหาดไทย) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 18 (กระทรวงการคลัง)

4. คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก 

ด้านนายปรเมษฐ์ แดนดงยิ่ง หัวหน้าคณะทำงานคดีปกครองและรองประธานคณะทำงานคดีปลาหมอคางดำฝ่ายผู้ฟ้อง เปิดเผยว่า เบื้องต้นเตรียมยื่นอุทธรณ์ในบางประเด็น เช่น การขยายคำคุ้มครองไปยังจังหวัดอื่นๆ เนื่องจากหากเกิดการแพร่ระบาดขึ้นที่ใด ย่อมส่งผลกระทบและทำลายความหลากหลายและระบบนิเวศในลักษณะเดียวกัน 

ทั้งนี้ นายปรเมษฐ์ย้ำว่า ศาลชี้ขาดชัดเจนว่าหน่วยงานรัฐกระทำไม่ถูกต้อง และระบุชี้ชัดว่ากรมประมงรวมถึงอธิบดีกรมประมงมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชกำหนดการประมงทุกฉบับ ซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมายฉบับปัจจุบันอย่างเคร่งครัด ดังนั้น การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเป็นหน้าที่โดยตรงของกรมประมงที่ต้องปฏิบัติตามแผน โดยสิ่งที่เห็นผลเป็นรูปธรรมในระยะสั้นคือการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติดังกล่าว

“ไม่ว่าการแพร่ระบาดของปลาหมอจะมาจากการนำเข้าของใคร แต่รัฐมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องดูแลความอยู่ดีกินดีของประชาชน ไม่ให้ทรัพยากรถูกทำลายโดยเอเลี่ยนสปีชีส์” นายปรเมษฐ์กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครม.ไฟเขียวพิธีสารเปิดเสรีการเงินอาเซียน ยันไม่กระทบธุรกิจไทย
ครม.ไฟเขียวพิธีสารเปิดเสรีการเงินอาเซียน ยันไม่กระทบธุรกิจไทย