News Logo
หน้าแรก
เปิด ‘BEAT TO BREATHE’ ปลุกพลังแรป ทวงสิทธิอากาศสะอาดให้เด็กไทย

เปิด ‘BEAT TO BREATHE’ ปลุกพลังแรป ทวงสิทธิอากาศสะอาดให้เด็กไทย

7 ก.ย. 2569 15:03
ผู้ชม 12 คน

ยูนิเซฟ ประเทศไทย จับมือเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดแคมเปญ “BEAT TO BREATHE” ใช้พลังเพลงแรปชวนเด็ก เยาวชน และสังคมร่วมเรียกร้องสิทธิในอากาศสะอาด ท่ามกลางปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่กระทบเด็กไทยราว 11 ล้านคน และการเดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 เนื่องในวันอากาศสะอาดสากล (International Day of Clean Air for Blue Skies) องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัวแคมเปญ “BEAT TO BREATHE (บีท ทู บรีธ)” ใช้พลังของเพลงแรปชวนเด็ก เยาวชน และสังคมร่วมส่งเสียงเรียกร้องสิทธิในอากาศสะอาดสำหรับเด็กทุกคน พร้อมสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ต่อสุขภาพเด็ก และผลักดันการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด

หัวใจของแคมเปญคือเพลง “ปอดเทส” (Lung Test) ผลงานของ TangBadVoice หรือ ตะวันวาด วนวิทย์ แรปเปอร์ชาวไทย ซึ่งนำ “ลมหายใจ” มาเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะและเนื้อเพลง ถ่ายทอดปัญหาฝุ่น PM2.5 ผ่านเรื่องใกล้ตัวที่กระทบทั้งชีวิตและสุขภาพ พร้อมย้ำข้อความว่า “ถ้าไม่แก้ตอนนี้ มันก็คงสายไป อากาศเดียวทุกคนใช้ ทุกคนต้องหายใจ”

สำหรับ TangBadVoice ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะเขาเติบโตในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นอย่างรุนแรงในช่วงฤดูฝุ่น โดยกล่าวว่า “ตั้งแต่เด็ก เราเรียนรู้แค่ที่จะปรับตัวให้อยู่กับปัญหา ทั้งอยู่ในห้องปิดหน้าต่าง เปิดเครื่องฟอกอากาศ หลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอก หรือใส่หน้ากากเมื่อต้องออกนอกบ้าน แต่เมื่อได้มาทำเพลง ‘ปอดเทส’ ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ และนั่นทำให้ผมได้รู้ว่า จริงๆ แล้วอากาศที่ดีเป็นสิ่งที่เราเลือกได้และสร้างได้ เพียงแต่ที่ผ่านมาเราไม่เคยรู้ว่ามีทางเลือกอื่น จนในที่สุด การอยู่กับอากาศที่ไม่ดีต่อสุขภาพก็กลายเป็นเรื่องปกติที่เรายอมรับโดยไม่รู้ตัว”

⠀

นอกจากเพลง “ปอดเทส” แคมเปญ BEAT TO BREATHE ยังชวนเด็กและประชาชนร่วมกิจกรรม Beat Test Challenge ทดลองแรปเพลงและทดสอบการควบคุมลมหายใจของตัวเอง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด Maximum Phonation Time หรือระยะเวลาที่คนเราสามารถเปล่งเสียงต่อเนื่องด้วยลมหายใจเดียว

ยูนิเซฟระบุว่า ในประเทศไทยมีเด็กประมาณ 11 ล้านคน ที่กำลังเผชิญกับฝุ่น PM2.5 ในระดับสูง มากกว่าจำนวนเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม คลื่นความร้อน หรือภัยแล้ง ขณะที่รายงานสภาวะอากาศโลกฉบับที่ 5 ในปี 2567 ระบุว่า มลพิษทางอากาศกลายเป็น ปัจจัยเสี่ยงอันดับสองของการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก โดยคร่าชีวิตผู้คนถึง 8.1 ล้านคนในปี 2564 ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีกว่า 700,000 คน และกว่าร้อยละ 90 มีสาเหตุมาจากฝุ่น PM2.5

เด็กถือเป็นกลุ่มที่เปราะบางต่อมลพิษทางอากาศเป็นพิเศษ เนื่องจากปอด ร่างกาย และสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ อีกทั้งอาจได้รับมลพิษในปริมาณมากกว่าเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว การได้รับฝุ่น PM2.5 เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น โรคหอบหืด ปอดอักเสบ และโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังในเด็ก ขณะเดียวกันยังเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน และมะเร็งปอดในผู้ใหญ่

⠀

นางเซเวอรีน เลโอนาร์ดี รักษาการผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “มลพิษทางอากาศอาจมองไม่เห็น แต่ผลกระทบที่มีต่อเด็กนั้นชัดเจน ทุกลมหายใจที่มีมลพิษจะสะสมผลกระทบไปเรื่อยๆ จากอาการไอในวันนี้สู่ปัญหาสุขภาพในวันข้างหน้า และสำหรับเด็กจำนวนมากคือการต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้านในวันที่อากาศไม่ดี แคมเปญ BEAT TO BREATHE ต้องการให้เด็กและทุกคนเข้าใจว่าปัญหานี้กระทบชีวิตของพวกเขาอย่างไร ให้พวกเขาได้มีพื้นที่ส่งเสียง และมีส่วนร่วมผลักดันนโยบายที่ทำให้เด็กทุกคนมีอากาศสะอาดหายใจได้จริง เราไม่ควรต้องรอให้เด็กป่วยก่อนจึงจะลงมือแก้ปัญหา”

นางเลโอนาร์ดี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) การยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการมลพิษทางอากาศยิ่งมีความสำคัญในระดับนโยบาย

รายงาน OECD Economic Surveys: Thailand 2025 ให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษทางอากาศ โดยระบุว่าการยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษและการจัดทำกฎหมายอากาศสะอาดจะเป็นพัฒนาการสำคัญของประเทศไทย พร้อมเสนอให้เพิ่มความเข้มงวดของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยมลพิษจากภาคการขนส่ง และดำเนินมาตรการอื่นๆ เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศ

ขณะเดียวกัน เพื่อให้เห็นผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ต่อสุขภาพเด็กอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ยูนิเซฟและเครือข่ายอากาศสะอาดจะร่วมกับทีมแพทย์ลงพื้นที่ใน โรงเรียนนำร่อง 6 แห่งในกรุงเทพฯ เพื่อพัฒนาศักยภาพครูและเด็กให้สามารถคัดกรองเด็กที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ และส่งต่อเพื่อรับการดูแลอย่างเหมาะสม

ข้อมูลจากการคัดกรอง รวมถึงเสียงและประสบการณ์ของเด็ก จะถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาวต่อไป

⠀

สำหรับความคืบหน้าของ ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... มีจุดเริ่มต้นสำคัญในปี 2565 เมื่อเครือข่ายอากาศสะอาดริเริ่มเสนอร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับประชาชนเป็นฉบับแรก ก่อนจะมีร่างกฎหมายอีก 6 ฉบับจากพรรคการเมืองและคณะรัฐมนตรี และถูกนำมาพิจารณาร่วมกันเป็นร่างกฎหมายฉบับเดียว

หลังผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมโดยวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบกับส่วนที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม ด้วยคะแนน 414 ต่อ 2 เสียง พร้อมมีมติตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของทั้งสองสภา จำนวน 20 คน เพื่อพิจารณาหาข้อยุติและจัดทำร่างกฎหมายที่ทั้งสองสภาเห็นชอบร่วมกันต่อไป

กัญฐณา อภิรภากรณ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสาร เครือข่ายอากาศสะอาด กล่าวว่า “ในแต่ละปี มะเร็งปอดคร่าชีวิตคนไทยกว่าหมื่นคน และสิ่งที่น่าสะเทือนใจคือ เรายังพบผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลามในกลุ่มคนอายุน้อยและผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ มลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้ ฝุ่นพิษ PM2.5 จึงไม่ใช่เพียงหมอกจางๆ ที่มาเยือนตามฤดูกาล แต่เป็นวิกฤตสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพราะกระทบต่อสิทธิในการมีชีวิตและมีสุขภาพที่ดีของทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะเด็กซึ่งไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา แต่ต้องแบกรับผลกระทบไปตลอดชีวิต”

กัญฐณา ระบุด้วยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้ร่วมกันผลักดันร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด จนเกิดเป็นร่างกฎหมายที่ถือเป็นความหวังของสังคม แต่การมีกฎหมายไม่ได้หมายความว่าภารกิจจะสิ้นสุดลง เพราะวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้จะเป็นจุดเริ่มต้นของงานที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือการผลักดันให้กฎหมายถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดผลจริงในทุกพื้นที่

ขณะเดียวกัน ยังจำเป็นต้องสร้างความรู้และความตระหนักเรื่องสิทธิในอากาศสะอาดให้กับคนทุกระดับ ตั้งแต่การปลูกฝังความเข้าใจให้เด็กในห้องเรียน เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้ส่งเสียงและมีส่วนร่วม ไปจนถึงการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ใหญ่ ชุมชน ภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบาย

⠀

⠀

⠀

⠀

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลนัดพิพากษาคดี ‘ปลาหมอคางดำ’ 8 ก.ย. ชาวบ้านฟ้องรัฐละเลยหน้าที่
ศาลนัดพิพากษาคดี ‘ปลาหมอคางดำ’ 8 ก.ย. ชาวบ้านฟ้องรัฐละเลยหน้าที่