กรณีศึกษาเรื่องนี้ในตอนที่ 1 จั่วหัวว่า จ่าย 2.5 ล้าน นอน ICU แต่สมองพังเข้าขั้นโคม่า ! อุทาหรณ์ "รพ.รัฐบริการเอกชน" ปล่อยเสมหะอุดกั้นจนหัวใจหยุดเต้น 8 นาที หมออ้างหน้าตาเฉย "ขาดอากาศ 20 นาทียังไหว"
ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดใหญ่หลวงที่ทำให้ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น เซลล์สมองตายและอยู่ในสภาพโคม่า ของศูนย์การแพทย์ของรัฐ ที่ให้บริการและคิดค่าใช้จ่ายแบบเอกชน สังกัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยของรัฐ และกำกับดูแลโดยกระทรวงการอุดมศึกษา (อว.)
ในตอนที่ 2 นี้ จะชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่มีความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ที่เกิดขึ้นในห้องไอซียูของสถานพยาบาลกึ่งเอกชนนี้ ที่อ้างว่ามีเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ครบถ้วนทันสมัย และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับอาจารย์แพทย์จำนวนมาก แต่ยังมีความผิดพลาดที่ร้ายแรงอย่างเห็นได้ชัดและไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ในศูนย์การแพทย์ระดับนี้ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยวัย 92 ปี หลังจากผ่านสมรภูมิที่ 1 ในเรื่องหัวใจหยุดเต้นจากการไม่ป้องกันไว้ก่อน และการกู้ชีพที่ล่าช้า ทำให้สมองตายอยู่ในสภาพโคม่าแล้ว ยังต้องเผชิญกับสมรภูมิที่ 2 ที่มีความผิดพลาดจากการแทงสายน้ำเกลือทะลุเส้นเลือดใหญ่บริเวณลำคอ ทำให้มีลมและน้ำรั่วเข้าไปในช่องอก ซึ่งพบเห็นโดยแพทย์ของโรงพยาบาลที่ย้ายไปใหม่ ต้องตามตัวแพทย์ศัลยกรรมหลอดเลือดทำการซ่อมแซมหลอดเลือด และเจาะช่องอกเพื่อเอาลมและน้ำออกมาอย่างเร่งด่วน ทำให้ผู้ป่วยอายุใกล้ร้อยมีความบอบซ้ำและเจ็บปวดทรมานมากยิ่งขึ้นโดยใช่เหตุ
ความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกถึง 2 เรื่องใหญ่ ในทางกฎหมายอาจเรียกได้หรือไม่ว่า เป็นการปฏิบัติที่ต่ำกว่ามาตรฐานวิชาชีพ และเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมด้วยเหตุที่เห็นว่าผู้ป่วยเป็นผู้ที่มีอายุสูงมาก อีกไม่นานก็จะจากโลกนี้ไปด้วยโรคประจำตัวต่าง ๆ ทำให้ขาดความรอบคอบระมัดระวัง ทั้งในเรื่องการวางแผนการรักษา การเฝ้าระวัง และการทำหัตถการ ซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ และจริยธรรมทางการแพทย์
นอกจากกระทรวง อว.จะต้องเข้าไปกำกับมาตรฐานแล้ว แพทยสภาจะต้องเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่เข้าไปตรวจสอบจริยธรรม รวมทั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน จะต้องปฏิบัติการเชิงรุกโดยเข้าไปตรวจสอบแม้จะไม่มีผู้ร้องเรียน ไม่เว้นแม้แต่คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ และคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร จะต้องหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ เพื่อผลักดันให้มีการแก้กฎหมาย หรือกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทางด้านสาธารณสุขแก่ประชาชน และหากญาติผู้ป่วยเรียกร้องค่าเสียหายโดยไม่ใช้วิธียื่นฟ้องต่อศาล แต่เรียกร้องผ่านหน่วยงานของรัฐคือ สคบ.ก็จะเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
การกระทำผิดพลาดร้ายแรงเรื่องที่ 2 ต่อผู้ป่วยสูงอายุรายนี้ คือ การทำหัตถการแทงสายน้ำเกลือเข้าเส้นเลือดใหญ่ที่คอ แต่ผิดพลาดจนเกิดการบาดเจ็บต่อระบบหลอดเลือดและทรวงอก ถูกบันทึกไว้โดยโรงพยาบาลที่ย้ายมาใหม่ ดังนี้
"Vascular injury from C-line insertion / Post-cardiac arrest หาเส้นไม่ได้ -> insert C-line" มีความหมายว่า หลังกู้ชีพสำเร็จ คนไข้อายุมากหาเส้นเลือดที่แขนยาก ศูนย์การแพทย์เดิมจึงทำการเจาะฝังสายน้ำเกลือเข้าเส้นเลือดใหญ่ที่คอ (C-line) แต่พฤติการณ์ชี้ว่าเกิด การบาดเจ็บต่อหลอดลมและหลอดเลือด (Vascular injury) จากหัตถการดังกล่าว
"IMPRESSION: Malpositioned right central venous catheter... tip located extravascularly in the superior mediastinal" มีความหมายว่า ผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CTA) ยืนยันว่า ปลายสายน้ำเกลือใหญ่แทงผิดตำแหน่ง โดยแทงทะลุออกไปนอกเส้นเลือด และไปฝังอยู่บริเวณเนื้อเยื่อในช่องอก (Superior mediastinum)
"Small right cervical soft tissue gas and superior mediastinal pneumomediastinum, likely related to catheter placement." มีความหมายว่า พบ "ลมรั่ว" ในเนื้อเยื่อส่วนคอและในช่องทรวงอก น่าจะเกิดจากการปักสายน้ำเกลือผิดพลาดดังกล่าว (related to catheter placement)
"Consult vas Sx -> remove C-line / S/P Thoracocentesis -> remove all fluid หมด" มีความหมายว่า โรงพยาบาลแห่งใหม่ต้องตามหมอศัลยกรรมหลอดเลือด (Vas Sx) ให้รีบมาถอนสายน้ำเกลือที่แทงทะลุนี้ออกทันที และต้องทำการ เจาะดูดระบายน้ำและลมออกจากช่องอก (Thoracocentesis) จนหมด เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยจากการทำหัตถการที่ผิดพลาดของสถานพยาบาลเดิม
กรณีการทำหัตถการแทงสายน้ำเกลือผิดพลาด เป็นการยกระดับความประมาทเลินเล่อขึ้นไปอีกขั้น จากเดิมที่มีเรื่องที่หนักหนาอยู่แล้วคือ "ปล่อยเสมหะอุดตันจนหัวใจหยุดเต้น" ได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเรื่องคือ "ทำหัตถการผิดพลาดแทงสายน้ำเกลือทะลุเส้นเลือดจนลมและน้ำรั่วเข้าช่องอก" จึงทำให้ศูนย์การแพทย์ดังกล่าวไม่สามารถอ้างว่า "ทำเต็มที่ตามมาตรฐานแล้ว" เนื่องจากภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ระบุคำว่า Malpositioned (ผิดตำแหน่ง) และ Vascular injury (หลอดเลือดบาดเจ็บ) ชี้ให้เห็นถึงการทำหัตถการต่ำกว่ามาตรฐานวิชาชีพโดยเฉลี่ยอย่างชัดเจน
หากจะมีการเรียกค่าเสียหายเชิงลงโทษและค่าทนทุกข์ทรมาน ก็อาจทำได้เพิ่มขึ้น จากการที่ผู้ป่วยอายุ 92 ปี ต้องถูกเจาะระบายลมและน้ำออกจากช่องอก (Thoracocentesis) เพิ่มขึ้นทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคของผู้ป่วย แต่มาจากความผิดพลาดทางการแพทย์ ถือเป็นการเพิ่มความทุกข์ทรมานต่อร่างกายโดยไม่จำเป็น จุดนี้จึงสามารถนำมาคำนวณเงินชดเชยเพิ่มขึ้นได้อีก
จากเหตุการณ์ที่มีการบันทึกไว้ ทำให้เห็นว่าศูนย์การแพทย์แห่งนี้ อาจมีความผิดพลาดที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ป่วย อายุ 92 ปี ดังนี้
1. การที่รู้ตั้งแต่วันแรกว่าคนไข้มีเสมหะมากและขับเองไม่ได้ (clear secretion ไม่ได้) แต่ละเลยไม่ใส่ท่อช่วยหายใจล่วงหน้า ปล่อยจนเสมหะบล็อกท่อลมและหัวใจหยุดเต้น (secretion obstruction)
2. การกู้ชีพช้ามีความล่าช้า จนทำให้สมองทำงานผิดปกติรุนแรง (severe diffuse encephalopathy)
3. ความผิดพลาดจากการ แทงสายน้ำเกลือทะลุเส้นเลือดใหญ่ ทำให้ลมรั่วในทรวงอก (Malpositioned C-line & Vascular injury)
4. ความร้ายแรงจากการขาดเลือด 8 นาที ส่งผลให้ เนื้อเยื่อท่อไตตายเฉียบพลัน (AKI from ATN due to cardiac arrest) จนน้ำท่วมตัว หัวใจล้มเหลวแทรกซ้อน ซึ่งหลักฐานที่โรงพยาบาลที่ย้ายไปใหม่ตรวจค่าออกซิเจนได้ 97% ยืนยันว่าเนื้อปอดเดิมไม่ได้เสียหาย แต่หัวใจหยุดเต้นเพราะเสมหะอุดตันจากการละเลยของศูนย์การแพทย์เดิม
ด้วยเหตุที่คู่ชีวิตและทายาทโดยสายเลือดของผู้ป่วย มีความต้องการจะรักษาผู้ป่วยให้ดีที่สุด แต่มีความเห็นแตกต่างกันเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายหนึ่ง ต้องการให้มีการรักษาต่อไปที่ศูนย์การแพทย์เดิม ซึ่งฝ่ายนี้เป็นผู้ส่งตัวผู้ป่วยเข้ารับการรักษา ถึงแม้จะมีความผิดพลาดเกิดขึ้น แต่ก็เห็นว่าเป็นที่ซึ่งรักษาผู้ป่วยมาก่อน โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก และให้บริการแบบเอกชนทำให้ได้รับความสะดวกสบาย จึงควรที่จะรักษาผู้ป่วยต่อไป กับอีกฝ่ายหนึ่ง ที่ต้องการย้ายผู้ป่วยไปพักรักษาที่โรงพยาบาลแห่งใหม่ เนื่องจากเห็นว่ามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเช่นเดียวกัน ยังไม่เคยเห็นข้อผิดพลาดมาก่อนเหมือนกับที่เดิม และมีความสะดวกสบายไม่น้อยกว่ากัน
จึงทำให้ฝ่ายหลังได้ทำการรวบรวมข้อมูลการรักษาผู้ป่วยที่ศูนย์การแพทย์เดิม ทั้งจากคำอธิบายของแพทย์และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาใช้แสดงเหตุผลเมื่อมีการพูดคุยกัน ทำให้พบรายละเอียดของความผิดพลาดที่ชัดเจนมากขึ้น
ผลของการรวบรวมข้อมูลการรักษาผู้ป่วย เป็นเหตุให้เกิดกรณีศึกษานี้ขึ้นมา และทำให้เห็นว่า นอกจากกระทรวง อว.จะต้องเข้าไปกำกับมาตรฐานในเชิงการบริหาร เพื่อให้มีการดูแลรักษาผู้ป่วยด้วยความรอบคอบระมัดระวังแล้ว แพทยสภา ยังเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่ควรจะเข้าไปดูในเรื่องจริยธรรมของบุคลากรทางการแพทย์ กสม.จะต้องเข้าไปตรวจสอบในเรื่องสิทธิมนุษยชน และการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ควรจะเข้าไปดูในเรื่องสิทธิของประชาชนในการได้รับบริการสาธารณสุข
อีกทั้งคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับผู้สูงอายุ และคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ควรจะใช้เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาเพื่อผลักดันให้มีการปรับปรุงกฎหมาย หรือกำหนดมาตรการเพื่อให้เกิดความปลอดทางสาธารณสุขแก่ประชาชนในทุกระดับอย่างเท่าเทียมกัน
นอกจากนี้ สคบ.ก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ต้องเข้าไปดูแลในเรื่องค่าเสียหาย หากมีการเรีกร้องให้ชดใช้กันผ่าน สคบ. รวมทั้งการคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องความเหมาะสมของอัตราค่าบริการที่ผู้บริโภคต้องจ่าย กับมาตรฐานการรักษาที่ได้รับ
จากการที่ศูนย์การแพทย์แห่งนี้ มีสถานะเป็นผู้ประกอบการที่ให้บริการและคิดค่าใช้จ่ายแบบเอกชน
โดย เดชิยา ศิลาชน




