สภาฯ มีมติเสียงข้างมาก 266 เสียง เห็นชอบให้ส่งตรงโครงการแลนด์บริดจ์ไปยัง ครม. โดยไม่ต้องตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษา ท่ามกลางบรรยากาศการอภิปรายและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลกระทบกว้างขวาง
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้มีการพิจารณาญัตติด่วนกรณีขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ผลการลงมติปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 266 เสียง เห็นชอบให้เสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา ขณะที่มีผู้เห็นชอบให้ตั้ง กมธ.วิสามัญ เพียง 174 เสียง ส่งผลให้ญัตติขอตั้ง กมธ.วิสามัญ เพื่อศึกษาปัญหาโครงการแลนด์บริดจ์ต้องตกไป
ทั้งนี้ บรรยากาศในที่ประชุมมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สลับกันลุกขึ้นอภิปรายพร้อมแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งข้อสังเกตและชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของโครงการดังกล่าวใน 5 ประเด็นหลัก คือ ความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ, ผลกระทบต่อระบบนิเวศที่ยังขาดการศึกษาอย่างรอบด้าน, แนวโน้มการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนต่างชาติมากกว่าคนในพื้นที่, ความเสี่ยงที่จะต่อยอดไปสู่นิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และปัญหาด้านความมั่นคงในระดับประเทศ
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้ย้ำว่า โครงการนี้ไม่ได้ถูกบรรจุเป็นนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา หรือเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งหากที่ประชุมมีมติคว่ำการตั้ง กมธ. จะยิ่งตอกย้ำข้อครหาเรื่องผลประโยชน์แอบแฝง และส่อพิรุธรวบรัดตัดตอน โดยใช้ผลการศึกษาของฝ่ายบริหารเพียงชุดเดียวในการดำเนินโครงการ
ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ที่ดีกว่าโครงการแลนด์บริดจ์ และกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) คือ ‘การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจชีวภาคใต้’ (SBRC) ซึ่งเป็นการนำต้นทุนเดิมของพื้นที่ ทั้งด้านวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ มาเป็นฐานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยไม่จำเป็นต้องทุ่มงบลงทุนสูงถึง 1 ล้านล้านบาท แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตไม่ต่ำกว่า 4% ต่อปี เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรแปรรูปไม่ต่ำกว่า 30% และลดภาระหนี้สินเกษตรกรได้ไม่ต่ำกว่า 30% ซึ่งตัวเลขและข้อมูลทั้งหมดนี้ ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นที่สภาฯ ต้องตั้ง กมธ.วิสามัญ ขึ้นมาศึกษา เพื่อค้นหาแนวทางการพัฒนาภาคใต้ที่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง
ทางด้านนายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ สส. สตูล พรรคภูมิใจไทย ได้กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์คือโอกาสของประเทศไทย โดยในด้านเศรษฐกิจจะช่วยสร้างงานกว่า 2.8 แสนอัตรา และกระตุ้น GDP ให้เติบโต 1.5% ต่อปี พร้อมยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการเดินเรือและโลจิสติกส์โลก ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการเดินเรือผ่านช่องแคบหลักได้ 3-4 วัน
สิ่งสำคัญคือโครงการนี้ไม่ได้เชื่อมโยงแค่เส้นทางตะวันออก-ตะวันตก (ซ้ายไปขวา) แต่เป็นยุทธศาสตร์เชื่อมโยงจากเหนือลงใต้ (บนลงล่าง) โดยตรงจากจีนตอนใต้สู่ท่าเรือระนอง ซึ่งจะช่วยลดเวลาขนส่งสินค้าของจีนได้มากถึง 14 วัน สอดรับกับตัวเลขในปี 2025 ที่พบว่ามีปริมาณสินค้าจากจีนตอนใต้ผ่านเส้นทางนี้สูงถึง 1.5 ล้านตู้คอนเทนเนอร์ สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนตอนใต้กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และไทยกำลังจะกลายเป็นเส้นทางขนส่งหลักให้กับประเทศผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก
นอกจากนี้ ในมิติด้านความมั่นคง ช่องแคบมะละกาถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่หนาแน่นที่สุดในโลกถึง 23.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน (สูงกว่าช่องแคบฮอร์มุซที่อยู่ที่ 20 ล้านบาร์เรล) หากเกิดวิกฤตการณ์โลกรอบใหม่ ผลกระทบจะรุนแรงจนคาดเดาไม่ได้ รัฐบาลจึงต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อปกป้องการส่งออกและเพิ่มอำนาจต่อรองให้ประเทศไทย ดังนั้น โครงการแลนด์บริดจ์จึงไม่ใช่แค่โครงการเศรษฐกิจ แต่คือยุทธศาสตร์ความมั่นคง และสำหรับข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมนั้น โครงการนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ESIA) ควบคู่ไปกับการพัฒนาท่าเรือสีเขียว เทคโนโลยีสมาร์ทโลจิสติกส์ และการใช้พลังงานสะอาดในทุกโครงสร้างรูปแบบ

สภาฯ มีมติ 266 เสียงส่งโครงการแลนด์บริดจ์ต่อ ครม. ไม่ตั้ง กมธ. วิสามัญศึกษา
หลังเสร็จสิ้นการอภิปราย ที่ประชุมสภาฯ มีมติเสียงข้างมาก 266 เสียง เห็นชอบให้เสนอโครงการดังกล่าวต่อ ครม. พิจารณาโดยตรง โดยไม่ต้องตั้ง กมธ.วิสามัญ ขณะที่ฝ่ายเห็นชอบให้ตั้ง กมธ. มีเพียง 174 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง




