News Logo
หน้าแรก
อธิบดี คพ.โต้ กกร.มั่ว 7 ประเด็น โอดนักวิทย์กรมไม่ควรถูกประณามขี้โกง

อธิบดี คพ.โต้ กกร.มั่ว 7 ประเด็น โอดนักวิทย์กรมไม่ควรถูกประณามขี้โกง

25 พ.ค. 2569 14:34
ผู้ชม 39 คน

อธิบดี คพ.โต้งานวิจัย กกร. 7 ประเด็น ยันไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ไม่ครอบคลุมภาพรวมระบบราชการทั้งประเทศ ในเชิงวิชาการไม่สามารถนำผลไปใช้ในการกำหนดนโยบายทั้งระบบได้ โอดนักวิทยาศาสตร์ กรมฯ คือผู้ปิดทองหลังพระ ต้องป่วยเป็นโรคร้าย สมควรไหมที่ถูกประณามว่าเป็นคนขี้โกง ย้ำหลังเกิดเรื่องได้ตั้งคณะทำงานทบทวนมาตรการและแนวทางปฏิบัติในทุกขั้นตอนเพื่อป้องกันการทุจริต พร้อมออกหนังสือเวียนถึงเจ้าหน้าที่ทุกระดับ

นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) แถลงผลการพิจารณาเอกสารวิจัยของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เกี่ยวกับผลสำรวจความโปร่งใส เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 โดยระบุว่า งานวิจัยดังกล่าวมีจุดบกพร่อง ไม่ถูกต้องตามหลักการวิจัย และไม่สมควรนำมาใช้เป็นตัวแทนสะท้อนภาพรวมของระบบราชการไทย

ทั้งนี้ งานวิจัยของ กกร. ใช้ข้อมูลตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งมีอายุกว่า 30 ปี จึงอาจทำให้ผลการวิเคราะห์คลาดเคลื่อนและไม่สอดคล้องกับโครงสร้างระบบราชการไทยในปัจจุบัน เนื่องจากประเทศไทยได้มีการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ไปเมื่อปี 2545 เพื่อปรับเปลี่ยนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างหน่วยงานต่างๆ 

นอกจากนี้ ปัจจุบันหน่วยงานรัฐระดับกรมมีทั้งหมด 162 หน่วยงาน แต่ในงานวิจัยกลับเลือกศึกษาเฉพาะเพียง 26 หน่วยงานเท่านั้น คณะทำงานจึงตั้งคำถามเชิงวิจัยที่สำคัญว่า เหตุใดจึงไม่นำข้อมูลของทั้ง 162 หน่วยงาน มาจำแนกตาม 5 กลุ่มภารกิจเพื่อจัดทำแบบสอบถาม ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่า 

นายสุรินทร์ กล่าวว่า ยิ่งไปกว่านั้นงานวิจัยดังกล่าวใช้กลุ่มตัวอย่าง 401 ราย และใช้เวลาจัดเก็บข้อมูลเพียง 16 วัน โดยมีผู้มีประสบการณ์ตรงเพียง 184 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 45.9 ซึ่งเฉลี่ยแล้วเท่ากับ 7 คนต่อหน่วยงานเท่านั้น คณะทำงานจึงตั้งข้อสังเกตว่า ฐานข้อมูลในปริมาณเท่านี้มีความเพียงพอและน่าเชื่อถือพอที่จะนำมาชี้วัดภาพลักษณ์ของภาครัฐในระดับประเทศได้จริงหรือไม่

ประเด็นถัดมาคือกรณีของ 'กรมทรัพยากรธรณี' ซึ่งเป็นหน่วยงานวิชาการ และไม่มีภารกิจใดที่เกี่ยวข้องกับงานด้านภาษี ศุลกากร สาธารณูปโภค หรือการบังคับใช้กฎหมายเลย คณะทำงานจึงตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดหน่วยงานที่มีบทบาทเฉพาะทางเช่นนี้ จึงถูกนำไปประเมินจนติดอันดับที่ 13 ของหน่วยงานที่รับสินบนได้  

อธิบดี คพ. ตั้งข้อสังเกตอีกว่า การศึกษาที่เก็บข้อมูลจากภาคเอกชนเพียงบางกลุ่มอาจไม่เหมาะสมที่จะนำมาอ้างอิงเป็นภาพรวมของประเทศ อีกทั้งเครื่องมือวิจัยหรือแบบสอบถามยังขาดมาตรฐานและไม่มีความเป็นเอกภาพ ยิ่งไปกว่านั้นรายงานวิจัยของ กกร. ยังมีลักษณะชี้นำอย่างชัดเจนผ่านการตั้งคำถาม อาทิ อุตสาหกรรมของท่านเป็นที่รู้กันว่าต้องจ่ายเงินเพื่ออำนวยความสะดวกใช่หรือไม่? หรือท่านเชื่อมั่นเพียงใดว่าการไม่จ่ายเงินใต้โต๊ะจะยังได้รับงานที่โปร่งใส? 

สำหรับประเด็นสุดท้ายคือ การนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะโดยเลือกใช้ค่าเฉลี่ยสูงสุด แทนการใช้ค่าเฉลี่ยตามช่วงข้อมูลจริง ซึ่งทำให้เกิดข้อสังเกตว่ามีเจตนาเน้นการสื่อสารให้เกิดความตื่นตระหนกมากกว่าการยึดถือข้อเท็จจริงในงานวิจัยหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น แม้ในรายงานวิจัยจะระบุชัดเจนว่าไม่ควรตีความผลสำรวจเพื่อนำไปรับรองความแม่นยำในระดับองค์กร แต่ในทางปฏิบัติเหตุใด กกร.จึงยังเลือกแยกนำเสนอข้อมูลเป็นรายหน่วยงาน  ซึ่งเป็นแนวทางที่ย้อนแย้งกับข้อจำกัดของงานวิจัยเสียเอง 

นายสุรินทร์ ได้เน้นย้ำถึงความโปร่งใสในกระบวนการทำงานว่า ขั้นตอนการเก็บตัวอย่างภาคสนามของกรมฯ จำเป็นต้องมีผู้ลงนามรับรองร่วมกันถึง 5-7 คน จึงเป็นไปได้ยากที่จะเกิดการสมยอมเพื่อทุจริตร่วมกันทั้งหมด อีกทั้งกรมควบคุมมลพิษยังใช้ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO 17025 ซึ่งมีการควบคุมตรวจสอบข้อมูลอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการต่อสู้คดีสิ่งแวดล้อมเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน

"นักวิทยาศาตร์ของเรามีจิตวิญญาณ ท่านเชื่อไหมครับว่าในการทำแลปจริง นักวิทยาศาสตร์หลายคนเป็นโรคร้ายนะครับ ท่านทราบหรือไม่ว่า นักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นต้องสูดดมกลิ่นแม้จะใส่หน้ากาก บางครั้งเข้าไปหลายคนเป็นโรคร้าย คนเหล่านี้คือผู้ปิดทองหลังพระหรือไม่ และสมควรไหมที่ถูกประณามว่าเป็นคนขี้โกง” นายสุรินทร์กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับประเด็นกรณีที่มีการแอบอ้างชื่อกรมควบคุมมลพิษในการเรียกรับสินบน นายสุรินทร์ ได้ใช้โอกาสนี้กล่าวเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการทุกคนว่า หากพบเห็นพฤติการณ์ที่น่าสงสัยหรือเข้าข่ายการทุจริต สามารถแจ้งเบาะแสเข้ามาได้ที่สายด่วน 1650 หรือช่องทางร้องเรียนต่างๆ ของทางราชการได้ทันที 

อย่างไรก็ตาม นายสุรินทร์ แถลงด้วยว่า หลังจากที่ได้ทราบผลสำรวจ ทาง คพ. ได้เรียกประชุมผู้บริหาร คพ.ทั่วประเทศทันที และได้ทำหนังสือเปิดผนึกถึง กกร. เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เพื่อขอให้ชี้แจงที่มาของข้อมูล วิธีการตรวจสอบ และส่งมอบหลักฐานที่เกี่ยวข้องภายใน 7 วัน เพื่อให้ คพ. ตรวจสอบได้ว่ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตจริงหรือไม่

ทั้งนี้ กกร. ได้จัดส่งหนังสือชี้แจงหลักการและระเบียบวิธีการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ ให้ คพ. เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 พร้อมสิ่งที่ส่งมาด้วย 3 รายการ ได้แก่ 1) สรุปหลักการและระเบียบวิธีการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ จำนวน 13 หน้า 2) ตัวอย่างแบบสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ จำนวน 8 หน้า 3) เอกสารประกอบการแถลงข่าวและข่าวประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 จำนวน 22 หน้า

นายสุรินทร์ กล่าวว่า คพ. ไม่ปฏิเสธการตรวจสอบเกี่ยวกับการต่อต้านทุจริต ในทางตรงกันข้ามมีความยินดียิ่งที่จะถูกตรวจสอบ เนื่องจากปัญหาคอรัปชันเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อเศรษฐกิจ การลงทุนและประชาชน พร้อมยืนยันว่าจะลงโทษทางวินัยอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น หากพบเจ้าหน้าที่กระทำความผิด คพ.ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อข่าวที่เกิดขึ้น โดยได้แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาทบทวนมาตรการและแนวทางปฏิบัติราชการในทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันการทุจริต

พร้อมออกหนังสือแจ้งเวียนกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและโปร่งใส และยังได้เข้าร่วมประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยมีนางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวง ทส. เป็นประธาน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นระบบ

นอกจากนั้น จากการที่ผู้บริหาร คพ. ได้ร่วมกันทบทวนภารกิจและโครงการต่างๆ พบว่า "กระบวนงานการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดมลพิษ" เป็นจุดที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตด้านการใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ โดยที่ผ่านมา คพ. ได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน มีการนำระบบบริหารจัดการความเสี่ยงการทุจริต (CRMS) และมาตรการควบคุมมาปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรม จนส่งผลให้ คพ. ได้รับผลการประเมินเชิงคุณภาพในระดับ "ดีเยี่ยม" (Excellent) ต่อเนื่องกันถึง 3 ปี และ คพ. ยังคงมุ่งมั่นยกระดับคู่มือปฏิบัติงาน (Work Manual) ไปสู่มาตรฐาน SOP (Standard Operating Procedure) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และสร้างความโปร่งใสสูงสุดตามนโยบายของรัฐมนตรีและปลัดกระทรวง

"คพ. ได้ประสานขอความชัดเจนและรายละเอียดข้อมูลการสำรวจวิจัยของ กกร. เนื่องจากกระบวนการจัดทำวิจัยของ กกร. และได้มีการเผยแพร่ข่าวต่อสื่อสารมวลชนในลักษณะทำนองว่า คพ. เป็นหน่วยงานที่มีการเรียกรับสินบนต่อครั้งเป็นอันดับที่ 1 ทำให้ คพ. ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ยากแก่การแก้ไขเยียวยา ข้าราชการเสียขวัญและกำลังใจในการทำงาน และเมื่อได้รับเอกสารจาก กกร. แล้ว คพ. ยิ่งมีข้อสังเกตว่ากระบวนการจัดทำวิจัยของ กกร. ถูกต้อง ชอบธรรม ตามหลักวิชาการ หรือไม่อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น

1) การจำแนกหน่วยงานภาครัฐ ออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มการจัดเก็บภาษีและรายได้ (2) กลุ่มการออกใบอนุญาต (3) กลุ่มศุลกากรและการค้าระหว่างประเทศ (4) กลุ่มสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน และ (5) กลุ่มการกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย โดยมีหน่วยงานระดับกรมของประเทศ 162 หน่วยงาน แต่มีการสำรวจอยู่เพียง 26 หน่วยงาน ซึ่งไม่ครอบคลุมภาพรวมของระบบราชการไทยทั้งประเทศ ในเชิงวิชาการไม่สามารถนำผลไปใช้ในการกำหนดนโยบายประเทศทั้งระบบได้

2) การออกแบบสอบถามยึดโยงจากแนวทางของธนาคารโลก (World Bank) ปี 2542 เป็นหลัก ซึ่งเป็นข้อมูลที่เก่า หลายหน่วยงานได้ถูกปรับบทบาทภารกิจไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2545 อาจไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันของแต่ละหน่วยงาน ตัวอย่างเช่น กรมทรัพยากรธรณี ไม่มีบทบาทใด อยู่ใน 5 กลุ่มหน่วยงานภาครัฐที่จำแนกเลย

3) การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ภาคเอกชนเพียงบางกลุ่มที่มีขอบเขตค่อนข้างจำกัด ไม่ได้การกระจายกลุ่มตัวอย่างไปยังภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น ภาคประชาชน ผู้รับบริการทั่วไป ภาควิชาการ หรือภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดมุมมองที่หลากหลาย และช่วยสร้างกลไก Check and Balance ต่อผลลัพธ์ของการศึกษา

4) การสำรวจใช้แบบสัมภาษณ์ 2 รูปแบบ คือ แบบออนไลน์ (Google Form) และแบบเผชิญหน้า (Face to Face) โดย กกร. แจ้งว่ามีแบบสอบถามออนไลน์เพื่อเป็นตัว Back up ดูความสอดคล้อง แต่โครงสร้างแบบสอบถามทั้งสองมีความแตกต่างกันทั้งจำนวนส่วนและข้อคำถาม ซึ่งไม่สอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ

5) การสำรวจตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถาม 401 ราย ทั่วประเทศ ในช่วงระหว่าง วันที่ 26 มี.ค. – 10 เม.ย.2569 ( จำนวน 16 วัน) เป็นระยะเวลาที่กระชั้นชิด มีความเสี่ยงในการควบคุมมาตรฐาน/คุณภาพในการสำรวจแบบสอบถาม แบบ Face to Face ที่ทีข้อคำถามมากถึง 70 ข้อ ซึ่งต้องสอบถามให้ได้ 25 ราย/วัน โดยตัวอย่างกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ย่อมเสี่ยงต่อการการควบคุมมาตรฐาน/คุณภาพในการสำรวจแบบสอบถาม

6) ข้อมูลในระดับรายหน่วยงานจะเพียงพอสำหรับการสรุปหรือจัดอันดับการทุจริต ซึ่งเป็นภาพรวมรายหน่วยงานและเป็นภาพลักษณ์ของประเทศหรือไม่ เนื่องจากพิจารณาจากผู้ที่มีประสบการณ์ตรงจริง ร้อยละ 45 หรือราว 184 คน เมื่อเชื่อมโยงกับ 26 หน่วยงาน อาจมีคนตอบเพียงแค่เฉลี่ย 7 คนหรือน้อยกว่านั้น ต่อหน่วยงาน เท่านั้น

7) แบบสอบถามมีคำถามที่ชี้นำในการตอบ เช่น "เป็นที่รู้กัน" หรือวัดความเชื่อ เช่น "เชื่อมั่นเพียงใด" และตั้งสมมติฐานเชิงลบ เช่น "หากไม่จ่ายเงินเพิ่ม ท่านเชื่อว่ากระบวนการจะมีความล่าช้าเกินกำหนดหรือไม่"

นายสุรินทร์ กล่าวด้วยว่า จากหนังสือชี้แจงของ กกร. ได้ยอมรับว่าระดับความเชื่อมั่นและค่าความคลาดเคลื่อนของกลุ่มตัวอย่างเป็นการอ้างอิงกรอบการกำหนดตัวอย่างในภาพรวมของการสำรวจ ไม่ควรตีความเป็นการรับรองความแม่นยำในระดับรายหน่วยงานหรือรายประเด็นย่อยด้วยระดับเดียวกันทั้งหมด เป็นต้น

"การที่ กกร. สรุปข้อมูลว่า คพ. เป็นหน่วยงานที่เสนอการรับสินบนต่อครั้งเป็นอันดับ 1 นั้น คพ. จึงเห็นว่าไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ตามหลักการวิจัย ผิดจรรยาบรรณ การทำศึกษาวิจัยหรือไม่อย่างไร คพ. เห็นด้วยกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยกระบวนการที่ถูกต้องเป็นธรรม แต่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการวิจัยของ กกร. ครั้งนี้" อธิบดี คพ. ระบุ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
คพ.
กรมควบคมมลพิษ
กกร.
ทุจริต
คอร์รัปชัน



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปอท-ตำรวจไซเบอร์ฟันไลฟ์สดอนาจารผู้ผลิต-แพลตฟอร์ม จ่อแก้ กม.ถอดเนื้อหา
ปอท-ตำรวจไซเบอร์ฟันไลฟ์สดอนาจารผู้ผลิต-แพลตฟอร์ม จ่อแก้ กม.ถอดเนื้อหา