ภาคปชช.ไม่เห็นด้วยหากรัฐบาลจะนำข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือ PRTR ไปบรรจุไว้แค่บางมาตราในการแก้ไขพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ จึงเข้ายื่นร่างพ.ร.บ.PRTR ถึงประธานสภาฯ ให้บรรจุระเบียบวาระเข้าสู่การพิจารณาต่อไป
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ และองค์กรเครือข่ายได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้นำร่าง พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ....หรือร่างพ.ร.บ. PRTR เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ อีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ปัดตกร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว โดยการไม่ยืนยันร่างฯ กลับเข้าสู่สภาฯ ตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ
น.ส.เพ็ญโฉม กล่าวว่า กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการลดทอนเนื้อหาและความสำคัญของกฎหมาย PRTR ให้เหลือเพียงบางมาตราในร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับแก้ไข) ตามที่ตัวแทนของรัฐบาลได้ระบุก่อนหน้านี้ เนื่องจากได้ส่งหนังสือยืนยันร่างกฎหมาย PRTR ถึงนายกรัฐมนตรีแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา และยืนยันว่า กฎหมาย PRTR จะเป็นเครื่องมือที่เสริมสร้างประสิทธิภาพในการจัดการมลพิษและสารอันตรายที่มีประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม ปกป้องสุขภาพประชาชน และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต่อเศรษฐกิจของประเทศ
ดังนั้น ภาคประชาชนที่ได้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย จำนวน 11,685 คน จึงใช้ช่องทางตามมาตรา 14 พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 ที่ระบุว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ตกไปเพราะมีการยุบสภาฯ และ ครม.ชุดใหม่หลังการเลือกตั้งไม่ได้ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป ผู้แทนของผู้เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติฯ ตามมาตรา 11 พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย สามารถมีหนังสือยืนยันต่อประธานสภาฯ ภายใน 120 วัน เพื่อให้สภาฯ บรรจุระเบียบวาระเข้าสู่การพิจารณาต่อไป
น.ส.เพ็ญโฉม กล่าวอีกว่า ร่างกฎหมาย PRTR ฉบับนี้ได้มีการพัฒนาตามกรอบและคู่มือขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อช่วยให้รัฐบาลมีฐานข้อมูลระดับประเทศว่าด้วยชนิดและปริมาณของสารมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมและข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ สำหรับเป็นแนวทางในการลดผลกระทบจากมลพิษและลดความเสี่ยงอันตรายจากสารเคมีด้วย
"ร่างกฎหมาย PRTR ของประชาชนได้ออกแบบตามกรอบและคู่มือของ OECD และมีการศึกษาถึงจุดอ่อนจุดแข็งของกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ใช้บังคับอยู่เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนก่อนที่จะจัดทำเป็นร่างกฎหมายแยกออกจากพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ ประเทศต่างๆ ก็แยกกฎหมาย PRTR ออกจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎหมายอื่นเช่นกัน เนื่องจาก PRTR เป็นกลไกและระบบเฉพาะที่ไม่ควรไปแฝงอยู่ในกฎหมายอื่น นอกจากนี้ร่างกฎหมาย PRTR ที่ภาคประชาชนเสนอนี้ยังได้ผ่านการพิจารณาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งมีทั้งผู้แทนภาคประชาชน สมาชิกสภาฯ จากหลายพรรค และหน่วยงานราชการ ก่อนการยุบสภา” ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าว
ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นของกฎหมาย PRTR มาจากมติที่ประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลกที่สหประชาชาติได้จัดขึ้นเมื่อปี 2535 โดยที่ประชุมครั้งนั้นมีข้อสรุปว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นทั่วโลกในหลายสิบปีที่ผ่านมาสร้างความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนอย่างรุนแรง เพื่อยับยั้งหายนะในอนาคต โลกเราจำเป็นต้องมุ่งสู่ทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้น จึงขอให้รัฐบาลผู้ลงนามในปฏิญญาริโอและแผนปฏิบัติการ 21 จัดทำและปรับปรุงฐานข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม
ดังนั้น เพื่อเป็นแนวทางในการลดและควบคุมความเสี่ยงจากมลพิษและสารอันตรายต่างๆ ซึ่งต่อมา OECD ในฐานะผู้ขับเคลื่อนหลัก ได้ให้ชื่อว่า Pollutant Release and Transfer Register (PRTR) และได้จัดทำกรอบและคู่มือการจัดทำ PRTR ที่แต่ละประเทศสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางการจัดทำกฎหมายต่อไป
ด้าน นายอัมรินทร์ สายจันทร์ ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ในฐานะองค์กรเครือข่ายผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ กล่าวว่า แม้ตัวแทนรัฐบาลได้ชี้แจงว่าจะมีการผนวกเรื่อง PRTR ไว้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แต่ภาคประชาชนยังคงยืนยันถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการตรา พ.ร.บ. PRTR แยกเป็นกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลมลพิษ รวมถึงหลักเกณฑ์ขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ ได้รับการบัญญัติรับรองอย่างหนักแน่นในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ
ยกตัวอย่างเช่น ขอบเขตการกำหนดประเภทสารมลพิษที่ต้องมีการรายงาน และข้อมูลพื้นฐานที่ต้องมีการเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงได้ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าระบบ PRTR ของไทยจะมีหลักการและองค์ประกอบที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. PRTR ที่ภาคประชาชนเสนอยังได้ออกแบบให้มีคณะกรรมการที่มีผู้แทนจากกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการเก็บรวบรวม ส่งต่อ และตรวจสอบข้อมูลมลพิษ เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางที่น่าเชื่อถือและเข้าถึงได้โดยทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงด้วย
อย่างไรก็ตาม การผลักดันกฎหมาย PRTR ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกลไกทางกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่คือการวางระบบข้อมูลมลพิษของประเทศให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการปกป้องสุขภาพ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมของตนเอง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเร่งเดินหน้าโครงการอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่
ขณะที่ นายมนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า 'สิทธิในการรับรู้ข้อมูลด้านมลพิษ' คือหัวใจสำคัญของธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม ในขณะที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ภายใต้นโยบายการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้น รัฐบาลไม่อาจละเลยกฎหมาย PRTR ได้ หากประเทศไทยมุ่งหวังจะยกระดับมาตรฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมและก้าวเข้าสู่มาตรฐานของ OECD อย่างแท้จริง
เครดิตภาพ : นราธิป ทองถนอม มูลนิธิบูรณะนิเวศ




