News Logo
หน้าแรก
เปิด 4 กลไกซ้ำเติมคนรายได้น้อย แบกเงินเฟ้อสูงกว่าคนรวย 2.6%

เปิด 4 กลไกซ้ำเติมคนรายได้น้อย แบกเงินเฟ้อสูงกว่าคนรวย 2.6%

6 พ.ย. 2569 12:37
ผู้ชม 27 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ยิ่งจนยิ่งแพง! เปิด 4 กลไกเงินเฟ้อซ้ำเติมคนรายได้น้อย พบช่วงวิกฤตเงินเฟ้อปี 2022 คนจนเจอเงินเฟ้อสูงกว่าคนรวยถึง 2.6% ชี้รัฐควรเลิกมองแค่เงินเฟ้อเฉลี่ย เร่งช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มเปราะบาง

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ว่า ตัวเลขเงินเฟ้อที่ประกาศทุกเดือนอาจไม่ได้สะท้อนค่าครองชีพที่แท้จริงของคนไทยทุกกลุ่ม เพราะแม้จะอยู่ในประเทศเดียวกันและเผชิญภาวะเศรษฐกิจเดียวกัน แต่คนรายได้น้อยกับคนรายได้สูงกลับมีต้นทุนการใช้ชีวิตแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) เปิดเผยบทความวิจัย aBRIDGEd เรื่อง “ความเหลื่อมล้ำในวิกฤตค่าครองชีพ: เมื่อเงินเฟ้อของเราไม่เท่ากัน” พบว่า ครัวเรือนรายได้น้อยมีแนวโน้มเผชิญเงินเฟ้อสูงกว่าตัวเลขเฉลี่ยของประเทศ เนื่องจากมีข้อจำกัดทั้งด้านรูปแบบการใช้จ่าย การเลือกซื้อสินค้าและกำลังซื้อ

เปิด 4 กลไก ทำไมคนรายได้น้อยจึงจ่ายแพงกว่า

นายทศพล อภัยทาน ผู้อำนวยการวิจัย PIER เปิดเผยว่า ภาระที่หนักกว่าของครัวเรือนรายได้น้อยมาจาก 4 ปัจจัยที่ซ้อนกันอยู่ ตั้งแต่สินค้าที่อยู่ในตะกร้าการใช้จ่าย ราคาและขนาดของสินค้าที่เลือกซื้อ ไปจนถึงความสามารถในการปรับตัวเมื่อราคาสูงขึ้น

1. หนีค่าอาหารไม่พ้น ยิ่งกินยิ่งแบกต้นทุน

ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) พบว่า ครัวเรือนรายได้น้อยใช้จ่ายด้านอาหารสูงถึง 44% ของรายจ่ายทั้งหมด ขณะที่ครัวเรือนรายได้สูงใช้จ่ายเพียง 31% แต่ปัญหาคืออาหารเป็นหนึ่งในหมวดสินค้าที่ราคาปรับขึ้นแรงที่สุดในช่วงที่ผ่านมา

ตลอด 20 ปี ดัชนีราคาผู้บริโภคโดยรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 42% แต่ราคาวัตถุดิบอาหารเพิ่มขึ้นถึง 115% และอาหารปรุงสำเร็จเพิ่มขึ้น 79% นั่นหมายความว่า คนที่มีรายได้น้อยและต้องใช้เงินส่วนใหญ่ไปกับอาหาร จึงหลีกเลี่ยงผลกระทบจากราคาที่สูงขึ้นได้ยากกว่า

2. ซื้อของถูก แต่เจอขึ้นราคาแรงกว่า (Cheapflation)

หลายคนอาจคิดว่าในช่วงเงินเฟ้อสูง สินค้าพรีเมียมน่าจะได้รับผลกระทบมากกว่า แต่หลักฐานกลับชี้ไปในอีกทิศทางหนึ่ง ข้อมูลราคาสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ในช่วงวิกฤตเงินเฟ้อปี 2022 พบว่า โดยเฉลี่ยสินค้าราคาถูกมีราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 6.6% ขณะที่สินค้าพรีเมียมมีราคาเพิ่มขึ้นเพียง 4.6% เท่านั้น

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Cheapflation” หรือภาวะที่สินค้าราคาถูกขึ้นราคาเร็วกว่าสินค้าราคาแพง ซึ่งสะท้อนว่า ในบางกรณี ผู้ผลิตเลือกผลักต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังสินค้ากลุ่มล่างมากกว่าสินค้ากลุ่มบน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกำไรต่อหน่วยหรือ margin ที่บางกว่า ผลลัพธ์คือ ผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าราคาถูก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนรายได้น้อย กลับต้องเผชิญแรงกดดันด้านราคาที่สูงกว่า

ของถูกแพงเร็วกว่าเพราะปรับราคาบ่อย

ของถูกแพงเร็วกว่าเพราะปรับราคาบ่อย

3. ราคาเท่าเดิม แต่ของในห่อลดลง กับดัก Shrinkflation

อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่ผู้บริโภคจำนวนมากเคยเผชิญคือ การที่สินค้ายังคงราคาเดิม แต่ปริมาณในบรรจุภัณฑ์ลดลง หรือที่เรียกว่า “Shrinkflation” ดังนั้น ผู้บริโภคอาจยังจ่ายเงินเท่าเดิม แต่ได้รับสินค้าน้อยลง ข้อมูลจากซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์พบว่า การปรับขนาดสินค้าส่วนใหญ่เป็นการลดขนาดบรรจุภัณฑ์ และพบเจอบ่อยในสินค้าราคาถูก ที่สำคัญคือ จำนวนการปรับขนาดดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนและต่อเนื่องในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน สะท้อนกลยุทธ์ของผู้ผลิตบางส่วนที่เลือกลดขนาดแทนการขึ้นราคาเพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น

เหตุผลสำคัญคือ ผู้บริโภคมักอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคามากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปริมาณ การลดขนาดลงเล็กน้อยจึงสังเกตได้ยากกว่าการขึ้นราคาบนป้าย ทำให้ผู้ผลิตสามารถส่งผ่านต้นทุนได้โดยไม่เสี่ยงเสียลูกค้าไปให้คู่แข่ง กลยุทธ์นี้ยิ่งจูงใจสำหรับสินค้าราคาถูก ซึ่งผู้ซื้อมักตัดสินใจจากราคาเป็นหลักและพร้อมเปลี่ยนไปซื้อยี่ห้ออื่นทันทีหากราคาสูงขึ้น

4. เงินไม่พอซื้อแพ็กใหญ่ จึงต้องจ่ายแพงกว่า

การซื้อสินค้าขนาดใหญ่ช่วยประหยัดได้ เพราะข้อมูลพบว่าสินค้าที่มีขนาดใหญ่กว่า 2 เท่า มีราคาต่อหน่วยเฉลี่ยถูกกว่าแพ็กเล็กประมาณ 10.8% แต่คนรายได้น้อยกลับเข้าถึงทางเลือกนี้ได้ยาก เพราะข้อมูล SES ปี 2025 พบว่าครัวเรือนรายได้น้อยมีค่าใช้จ่ายคิดเป็น 88% ของรายได้ เทียบกับ 57% ในครัวเรือนรายได้สูง ทำให้เหลือเงินสำหรับซื้อสินค้าครั้งละมาก ๆ น้อยกว่า ต้องซื้อทีละน้อยตามกำลังซื้อ และเสียเปรียบด้านราคาต่อหน่วย

เปิดตัวเลขช็อก! เงินเฟ้อคนจนสูงกว่าคนรวย 2.6%

เมื่อรวมผลกระทบทั้ง 4 ด้าน งานวิจัยพบว่า ในช่วงวิกฤตเงินเฟ้อจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่วนต่างเงินเฟ้อระหว่างครัวเรือนรายได้น้อยกับครัวเรือนรายได้สูงอาจสูงถึง 2.6%

ตัวเลขดังกล่าวประกอบด้วยผลจากโครงสร้างตะกร้าสินค้าที่แตกต่างกัน 0.65% ผลจาก Cheapflation 0.67% และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินค้าขนาดใหญ่ที่มีราคาต่อหน่วยถูกกว่าอีก 1.31%

PIER ชี้ว่า ส่วนต่าง 2.6% ไม่ใช่ตัวเลขเล็กน้อย เพราะสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยในหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภาระสำหรับครัวเรือนที่มีรายได้จำกัดและอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากยังไม่สามารถกลับมาฟื้นตัวจากวิกฤตได้เต็มที่ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้นแล้วก็ตาม

เงินเฟ้อของครัวเรือนรายได้น้อยสูงกว่า 2.6%

เงินเฟ้อของครัวเรือนรายได้น้อยสูงกว่า 2.6%

โจทย์ใหญ่ถึงรัฐ เลิกดูแค่เงินเฟ้อเฉลี่ย

นายทศพล กล่าวด้วยว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การควบคุมราคาสินค้าแต่ต้องปรับวิธีมองปัญหาให้เห็นความแตกต่างของประชาชนแต่ละกลุ่ม โดย PIER เสนอให้ติดตามค่าครองชีพควรลงลึกไปถึงครัวเรือนแต่ละกลุ่ม เช่น การจัดทำดัชนีราคาแยกตามกลุ่มรายได้ ซึ่งใช้ตะกร้าสินค้าที่สะท้อนแบบแผนการใช้จ่ายจริงของแต่ละกลุ่ม ควบคู่กับการนำข้อมูลรูปแบบใหม่ เช่น ข้อมูลราคาออนไลน์ ข้อมูลการซื้อสินค้าผ่านเครื่องสแกน (scanner data) หรือข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาประกอบการวิเคราะห์ ข้อมูลเหล่านี้มีความถี่สูงและลงลึกถึงระดับรายการสินค้า จึงช่วยให้เห็นปรากฏการณ์อย่าง Cheapflation หรือ Shrinkflation ที่ดัชนีราคาแบบเดิมอาจจับได้ไม่ชัด และช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายประเมินภาระของแต่ละกลุ่มได้ทันการณ์มากขึ้น

ประการที่สอง มาตรการช่วยเหลือควรมุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด มากกว่าการอุดหนุนราคากว้าง ๆ ที่กระจายประโยชน์ไปยังทุกคนเท่ากัน เพราะกลุ่มต่าง ๆ ไม่ได้เผชิญปัญหารุนแรงเท่ากันตั้งแต่แรก การตรึงราคาพลังงานหรือราคาสินค้าในวงกว้างแม้ช่วยบรรเทาภาระได้เร็ว แต่มักใช้งบประมาณสูง และประโยชน์ส่วนใหญ่อาจตกอยู่กับกลุ่มที่ใช้จ่ายมากซึ่งไม่ใช่กลุ่มเปราะบาง ขณะที่การช่วยเหลือผ่านช่องทางที่ระบุตัวผู้รับได้ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะช่วยให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพและบรรเทาความเดือดร้อนได้ตรงจุดกว่า ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ฐานข้อมูลแม่นยำและครอบคลุมผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง

ประการที่สาม การเพิ่มความโปร่งใสด้านราคาและขนาดสินค้า เช่น การแสดงราคาต่อหน่วยอย่างชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งในร้านค้าและช่องทางออนไลน์ หรือการแจ้งให้ผู้บริโภคทราบเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณบรรจุภัณฑ์ จะช่วยให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบสินค้าได้ดีขึ้นและลดโอกาสเสียเปรียบจากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ และควรทำควบคู่กับการส่งเสริมการแข่งขันในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อลดแรงจูงใจในการผลักภาระต้นทุนไปยังสินค้ากลุ่มล่าง

และประการสุดท้าย นโยบายการเงินควรคำนึงถึงผลกระทบที่แตกต่างกันของเงินเฟ้อต่อครัวเรือนแต่ละกลุ่มยิ่งขึ้น แม้นโยบายการเงินเป็นเครื่องมือที่มีผลในวงกว้างและไม่สามารถเจาะจงช่วยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้โดยตรง แต่ข้อมูลเงินเฟ้อรายกลุ่มสามารถใช้ประกอบการประเมินแรงกดดันด้านค่าครองชีพและความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะส่งผ่านไปยังการคาดการณ์เงินเฟ้อและค่าจ้าง เพราะเงินเฟ้อที่สูงมักสร้างภาระให้กับกลุ่มเปราะบางมากกว่ากลุ่มอื่น และในท้ายที่สุดอาจส่งผลลบต่อการบริโภคและการเติบโตของเศรษฐกิจตามมา การรักษาเสถียรภาพราคาจึงมีนัยต่อความเป็นอยู่ของครัวเรือนรายได้น้อยมากกว่าที่ตัวเลขเฉลี่ยสะท้อน

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวเศรษฐกิจ
ธนาคารแห่งประเทศไทย
เงินเฟ้อ
ราคาสินค้า
สถาบันป๋วย
คนจน

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปธ.ศาลอุทธรณ์คนใหม่พลิกคำวินิจฉัย! ชี้ปชช.ฟ้องตรง กกต.ต่อศาลทุจริตฯได้
ปธ.ศาลอุทธรณ์คนใหม่พลิกคำวินิจฉัย! ชี้ปชช.ฟ้องตรง กกต.ต่อศาลทุจริตฯได้