เปิดงบการเงิน 2 ยักษ์ Data Center กลางกรุงเทพฯ ทุนจดทะเบียนพันล้าน บริษัทแม่อยู่ที่อังกฤษ-สิงคโปร์ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้านกฎหมายและสิ่งแวดล้อม
โครงการศูนย์ข้อมูล (Data Center) กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญ หลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการก่อสร้างใกล้ชิดชุมชนโดยขาดมาตรการกำกับดูแลที่รัดกุม ทั้งยังไร้การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เนื่องจากบางแห่งเลือกจดทะเบียนในรูปแบบ ‘คลังสินค้า’ ซึ่งขณะนี้มี 2 โครงการหลักที่ถูกจับตามองอย่างหนัก คือ โครงการย่านพระราม 9 ที่ถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องตำแหน่งตั้งใกล้ชุมชนและโรงพยาบาล และโครงการย่านรามคำแหง 28 ที่สร้างความกังวลด้านความปลอดภัยจากการกักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสูงถึงหลายแสนลิตร
สำนักข่าว Next News ตรวจสอบข้อมูลพบว่า โครงการย่านพระราม 9 ดำเนินงานโดย บริษัท ดาเรีย ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 ด้วยทุนจดทะเบียน 2,074,600,000 บาท มีบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศอังกฤษ
ในช่วงแรก บริษัทฯ ได้แจ้งดำเนินธุรกิจประเภทกิจกรรมการโทรคมนาคมด้านอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการโทรคมนาคม การสื่อสารข้อมูล และระบบสื่อสารโทรคมนาคมทุกประเภท ก่อนจะแจ้งเปลี่ยนประเภทธุรกิจในปี 2568 เป็นกิจกรรมการสร้างแม่ข่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั้งนี้ ปรากฏรายชื่อกรรมการบริษัท 2 ราย ได้แก่ นายเอียน เวลดอน และนายวิแซม นูริ ซัททาร์ อัล-ดับบัค
สำหรับงบการเงินระหว่างปี 2566 - 2568 มีรายละเอียดดังนี้
ปี 2566 รายได้รวม 0 บาท ขาดทุนรวม 345,634.95 บาท
ปี 2567 รายได้รวม 18,167,026.43 บาท ขาดทุนรวม 3,860,353 บาท
ปี 2568 รายได้รวม 52,867 บาท ขาดทุนรวม 76,539,145 บาท
อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการ Data Center ที่ย่านพระราม 9 ได้ถูกแจ้งความเนื่องจากมีการจัดเก็บน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินสูงถึงกว่า 200,000 ลิตร โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย กรมธุรกิจพลังงานจึงเตรียมแจ้งความดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 มาตรา 65
สำหรับประเด็นเรื่องการก่อสร้างอาคารและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ด้านนายประพาส เหลืองศิรินภา ผู้อำนวยการสำนักการโยธา ชี้แจงถึงการก่อสร้างอาคารดังกล่าวว่า บริษัทผู้พัฒนาโครงการได้รับใบรับแจ้งการก่อสร้างอาคาร (แบบ ยผ.4) เลขที่ 130/2567 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 เพื่อสร้างอาคารสูง 4 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดิน 1 ชั้น จำนวน 1 หลัง มีพื้นที่อาคารรวม 12,249 ตารางเมตร ความสูงถึงดาดฟ้า 23.70 เมตร โดยระบุประเภทการใช้ประโยชน์เป็น ‘คลังสินค้า’ (ศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์) และสำนักงาน ซึ่งจัดเป็นอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า การก่อสร้างดังกล่าวถูกต้องตามกฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 และไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ต้องจัด EIA ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากลักษณะอาคารไม่ตรงตามประเภทที่กฎหมายบังคับไว้
สำหรับโครงการย่านรามคำแหง 28 ดำเนินงานโดย บริษัท เอสทีที จีดีซี (ประเทศไทย) จำกัด (ชื่อเดิม บริษัท เทคโนโลยี แอสเซ็ทส์ จำกัด) จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2564 ด้วยทุนจดทะเบียน 9,663,000,000 บาท มีบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์
ในช่วงแรก บริษัทฯ ได้แจ้งดำเนินธุรกิจประเภทกิจกรรมการสร้างแม่ข่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการศูนย์บริการข้อมูลและให้บริการเช่าพื้นที่สำหรับวางเซิร์ฟเวอร์ ก่อนจะปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์เป็นประกอบกิจการศูนย์บริการข้อมูลและให้บริการเช่าพื้นที่สำหรับวางเซิร์ฟเวอร์โดยตรง ทั้งนี้ ปรากฏรายชื่อกรรมการบริษัท 5 ราย ได้แก่ นายลู ชู เหลียง, นายสมบูรณ์ วศินชัชวาล, นายบรูโน่ โลเปซ, นายโจนาธาน อัลเลน คิง และนายโฆษิต สุขสิงห์
สำหรับงบการเงินระหว่างปี 2564 - 2568 มีรายละเอียดดังนี้
ปี 2564 รายได้รวม 35,537,303 บาท ขาดทุนรวม 216,292,667 บาท
ปี 2565 รายได้รวม 127,601,260 บาท ขาดทุนรวม 331,565,932 บาท
ปี 2566 รายได้รวม 206,854,407 บาท ขาดทุนรวม 325,506,120 บาท
ปี 2567 รายได้รวม 334,181,950 บาท ขาดทุนรวม 462,326,935 บาท
ปี 2568 รายได้รวม 645,543,681 บาท ขาดทุนรวม 283,074,343 บาท
สำหรับโครงการย่านรามคำแหง ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเสี่ยงจากการกักเก็บน้ำมันดีเซลในปริมาณสูงถึง 429,000 ลิตร ซึ่งสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวยังไม่เกินเพดาน 500,000 ลิตร ตามที่พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงกำหนด จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบด้านความปลอดภัยขั้นเข้มงวด แต่ในขณะนี้ทางกรมธุรกิจพลังงานได้เตรียมปูพรมเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยและการกักเก็บน้ำมันดีเซลที่อาจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
ขณะเดียวกัน กทม. ได้สั่งชะลอการออกใบอนุญาตก่อสร้างโครงการ Data Center ไว้เป็นการชั่วคราว เพื่อรอความชัดเจนด้านข้อกฎหมายที่ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งเรื่องผังเมือง ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ระบบสาธารณูปโภค (น้ำ-ไฟฟ้า) ตลอดจนมาตรการกำกับดูแลความปลอดภัย
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า Data Center ไม่ใช่ ‘ตัวร้าย’ หากแต่เป็นเพราะกฎหมายและมาตรการกำกับดูแลที่ตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดการก่อสร้างโครงการตั้งอยู่ใกล้ชิดชุมชน จึงถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
อ้างอิง




