News Logo
หน้าแรก
รบ.แถลงจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์-กทม.ตรวจจุดเสี่ยง สั่งชะลอ 3 โครงการ

รบ.แถลงจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์-กทม.ตรวจจุดเสี่ยง สั่งชะลอ 3 โครงการ

4 ก.ย. 2569 12:49
ผู้ชม 40 คน

"เอกนิติ" นำทีมบอร์ดาต้าเซ็นเตอร์ แถลงนัดแรกเคาะนโยบาย จัดระเบียบใหญ่ -ก.พลังงานเสนอแยกค่าไฟ-ดันพลังงานสะอาด 60%-มท.ชะลอขอใช้น้ำ-ไฟ-ดีอีเร่งรวมข้อมูลแดชบอร์ด-กทม.เดินหน้าตรวจเข้มจุดเสี่ยง สั่งชะลอ 3 โครงการ ป้องกันผลกระทบประชาชนใน 1 เดือน

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1 / 2569 เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยมีกรอบนโยบายที่ชัดเจนและเป็นเอกภาพมาก่อน

นายเอกนิติ เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ที่จัดขึ้น นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อบริหารจัดการกิจการนี้ ตระหนักดีว่าประเทศไทยยังไม่เคยมียุทธศาสตร์เฉพาะในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ แม้จะเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของโลก ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการชุดนี้จึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้กำหนดกรอบระเบียบ จัดระเบียบ และวางยุทธศาสตร์ เพื่อนำดาต้าเซ็นเตอร์มาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถด้านดิจิทัลของประเทศ

ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาคือ การขออนุญาตจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ต้องผ่านหน่วยงานที่หลากหลายและกระจัดกระจาย ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) การขออนุญาตใช้น้ำ ขอใช้ไฟฟ้า หรือการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งก่อให้เกิดความไม่ชัดเจนและขาดเอกภาพในการกำกับดูแล เพื่อแก้ไขปัญหานี้ คณะกรรมการฯ จึงมีนโยบายที่จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดให้อยู่ในกรอบเดียวกัน เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเห็นสถานะปัจจุบันของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ โดยนายเอกนิติ ได้กล่าวขอบคุณกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ได้จัดทำผังข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์เบื้องต้น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเริ่มต้นกระบวนการนี้

สี่เสาหลักในการจัดระเบียบและยกระดับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์

เพื่อสร้างความมั่นคง ยั่งยืน และเป็นธรรม คณะกรรมการฯ ได้วางแนวทางการจัดระเบียบอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ไว้ในสี่เสาหลักสำคัญ:

1. การรวมศูนย์และเปิดเผยข้อมูล: ปัจจุบันข้อมูลเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ยังคงกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน คณะกรรมการฯ จึงมีนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลทั้งหมดภายในระยะเวลาอันใกล้ เพื่อนำมารวมศูนย์และจัดทำเป็นผังข้อมูล (Dashboard) เดียว ซึ่งจะทำให้หน่วยงานภาครัฐทุกฝ่ายสามารถเข้าถึง ทำความเข้าใจ และติดตามสถานะของดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและที่เปิดดำเนินการไปแล้ว ได้อย่างชัดเจนและเป็นปัจจุบัน

2. การกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ (Minimum Requirement): หัวใจสำคัญคือการดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การดำเนินการดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดขึ้น โดยจะพิจารณาเป็นรายพื้นที่ ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้จะถูกนำมาปรับใช้กับดาต้าเซ็นเตอร์ทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ดำเนินการไปแล้ว กำลังก่อสร้าง หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แม้ผู้ที่ดำเนินการไปแล้วจะต้องมีการปรับตัว แต่มาตรฐานนี้ถือเป็นหลักประกันเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

3. การยกระดับเชิงยุทธศาสตร์: ดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยจะต้องสอดคล้องและเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ของประเทศในหลายมิติ อาทิ การใช้พลังงานสะอาด การส่งเสริมการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ยุทธศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของชาติ รวมถึงการส่งเสริมให้คนไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กและคนไทยทั่วไป ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างทั่วถึง เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพและโอกาสในการเติบโตสูง ทำให้มีแอปพลิเคชันและเทคโนโลยีเข้ามาในประเทศเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามาจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามยุทธศาสตร์และมาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดขึ้น

4. รูปแบบการพิจารณาการลงทุนในอนาคต: ผู้ลงทุนทุกคนจะต้องดำเนินการตามมาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนด อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการในอนาคต ประเทศไทยจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการพิจารณาไปสู่การประเมินความคุ้มค่าและผลประโยชน์สูงสุดที่ประเทศจะได้รับ โดยคณะกรรมการฯ จะออกแบบกระบวนการคัดเลือก (Pitching) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจมาลงทุนนำเสนอข้อเสนอที่จะสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศไทย อาทิ การสร้างรายได้ให้คนไทย การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและบุคลากรในประเทศ (Local Content) และการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero

ถอดบทเรียนจากต่างประเทศ ควบคุมเข้มงวด ป้องกันการทำผิดกฎหมาย

นายเอกนิติ ยังได้เปิดเผยถึงการหารือกับผู้นำประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์อย่างกว้างขวาง โดยพบว่าประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกก็ประสบปัญหาและเผชิญความท้าทายคล้ายคลึงกันในการบริหารจัดการอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งตอกย้ำความจำเป็นที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด และให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

"ผู้ที่จะเข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องผ่านการประเมินความคุ้มค่าและสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศ ดาต้าเซ็นเตอร์ที่กระจัดกระจายอยู่จะถูกบูรณาการรวมศูนย์ข้อมูลและจัดระเบียบให้ชัดเจน หากมีการดำเนินการใดๆ ที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ หรือมีการแอบจดทะเบียนเปลี่ยนประเภทธุรกิจ ก็จะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าว

นายเอกนิติ ยังยืนยันถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด แม้ในช่วงที่ระเบียบใหม่ยังไม่ประกาศใช้ การดำเนินการใดๆ ที่แอบทำผิดกฎหมาย เช่น การจัดตั้งถังน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ถือว่ามีความผิด ไม่ต่างจากการที่โรงงานแอบดำเนินการก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตก่อตั้งโรงงาน ซึ่งจะต้องมีการจัดการตามกฎหมายที่มีอยู่ นอกจากนี้ ยังมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่จะเข้ามาดูแลเรื่องกลิ่นและเสียงที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน เพื่อไม่ให้รบกวนชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน การพิจารณาถึงขนาดและที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ก็เป็นสิ่งสำคัญ บางดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมืองอย่างกรุงเทพฯ ดังนั้น การพิจารณาบริบทของชุมชน ขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ และสถานที่ จึงต้องมีเรื่องผังเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ

สภาพัฒน์ชี้แนวทาง การตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ด้าน รับข้อมูลเร่งด่วน

นายอนุชา พิชยนันทน์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่กำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์ที่ครอบคลุมการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งเพื่อให้บริการแก่ผู้อื่นหรือเพื่อใช้งานภายในองค์กรเอง เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลยังคงกระจัดกระจาย จึงจำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ โดยให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งข้อมูลให้ฝ่ายเลขาของคณะกรรมการฯ โดยเร่งด่วน เพื่อนำมาพิจารณาและออกระเบียบให้มีความชัดเจนโดยเร็วที่สุด

ที่ผ่านมา การขออนุญาตเปิดธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์อาจจะไม่ได้มีความชัดเจนมากนัก บางกรณีอาจมีการจดทะเบียนเป็นธุรกิจประเภทอื่น เช่น คลังสินค้า ซึ่งทำให้เกิดปัญหาในการรวบรวมข้อมูลและกำกับดูแล ดังนั้น จึงจำเป็นต้องกำหนดหมวดธุรกิจเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ ยังต้องมีการกำหนดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพื้นฐาน เช่น น้ำและไฟฟ้า ที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการมีดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งต้นทุนทางตรงและทางอ้อม

รายละเอียดของหลักเกณฑ์ต่างๆ จะถูกมอบหมายให้คณะอนุกรรมการที่จัดตั้งขึ้นมา 4 ด้าน เพื่อพิจารณาอย่างรอบด้าน ได้แก่:

1. คณะอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจ: จะดูแลเรื่องความคุ้มค่าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจของไทยโดยรวม

2. คณะอนุกรรมการโครงสร้างพื้นฐาน: จะดูแลเรื่องทรัพยากรสำคัญอย่างน้ำ ไฟ และระบบดิจิทัล รวมถึงการกำหนดเกณฑ์การใช้น้ำใช้ไฟ และการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)

3. คณะอนุกรรมการด้านพื้นที่และอาคาร: จะพิจารณาเรื่องตำแหน่งที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ ว่าควรตั้งอยู่ในพื้นที่ใด และลักษณะอาคารควรเป็นรูปแบบใดเพื่อให้มีความปลอดภัยสูงสุด รวมถึงระบบสำรองไฟในอาคาร

4. คณะอนุกรรมการมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม: จะดูแลเรื่องมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งในเบื้องต้นอาจจะไม่ใช่การทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แบบปกติ แต่จะเป็นลักษณะของการกำหนดแนวปฏิบัติ (Code of Practice) เพื่อควบคุมผลกระทบ

นายอนุชา ยังกล่าวถึงการกำหนดขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะเข้าข่ายต้องได้รับการกำกับดูแลอย่างเข้มข้น ในชั้นต้นได้มีการพูดคุยกันถึงเส้นแบ่งที่ประมาณ 2 เมกะวัตต์ขึ้นไป อย่างไรก็ตาม การกำหนดเกณฑ์นี้จะต้องพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม เนื่องจาก 2 เมกะวัตต์อาจถือว่ามีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับสเกลของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ จึงจำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบและข้อกังวลที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียดก่อนที่จะสรุปเป็นเกณฑ์ที่ชัดเจน

กระทรวงพลังงาน จัดเต็ม 4 เรื่อง ปรับค่าไฟ-ไฟสะอาด-สำรองไฟ-มั่นคงระบบ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ว่า กระทรวงพลังงานจะดูแล 4 เรื่องหลัก เพื่อสนับสนุนการจัดระเบียบและยกระดับอุตสาหกรรมนี้ให้มีความยั่งยืนและมั่นคง:

1. การกำหนดราคาค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์: คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติในระยะที่ผ่านมา ให้แยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ออกจากประเภทผู้ใช้ไฟอื่นๆ โดยกำหนดให้ราคาค่าไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยเฉพาะภาระการนำเข้าก๊าซธรรมชาติที่ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้น เพื่อไม่ให้การใช้ไฟฟ้าปริมาณมากของดาต้าเซ็นเตอร์ไปกระทบกับราคาค่าไฟฟ้าของประชาชนและผู้ใช้ไฟประเภทอื่น นอกจากนี้ ยังรวมถึงหลักเกณฑ์การขอจองไฟและการวางเงินมัดจำล่วงหน้า ก่อนที่จะมีการจ่ายไฟ เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนปรับปรุงโครงข่ายและพัฒนาพลังงานทดแทนในอนาคต

2. กำหนดเกณฑ์ไฟสะอาด: เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของประเทศในการเดินหน้าสู่ Net Zero จะมีการกำหนดเกณฑ์การใช้ไฟสะอาดสำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเปอร์เซ็นต์ที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นตัวถ่วงในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ซึ่งตามแผนผลิตพลังงานใหม่ กำหนดเป้าหมายให้มีไฟสะอาดไม่ต่ำกว่า 60% ดังนั้น ดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องมีการดำเนินการที่ไม่ช้าไปกว่าแผนผลิตพลังงานของชาติ

3. การสำรองไฟ: ดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องมีมาตรฐานการสำรองไฟที่เข้มงวด ทั้งการสำรองข้อมูลและสำรองไฟฟ้า โดยมาตรฐานการสำรองไฟจะครอบคลุมถึงการใช้แบตเตอรี่ หรือการใช้น้ำมันเป็นแหล่งผลิตพลังงานสำรอง ซึ่งจะต้องมีมาตรฐานที่ไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ และที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

4. หลักเกณฑ์ในความมั่นคงต่อระบบ: เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าในปริมาณมาก จึงต้องมีเกณฑ์และเงื่อนไขในการเชื่อมต่อเข้าระบบที่ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก หรือความผันผวนของไฟฟ้าที่เกิดขึ้น จะไม่กระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบโครงข่ายไฟฟ้าโดยรวม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป ทั้งในส่วนของบ้านเรือน อุตสาหกรรม หรือผู้ประกอบการในบริเวณใกล้เคียง

นายเอกนัฏย้ำว่าในแต่ละเรื่องข้างต้น จะมีการกำหนดมาตรฐานและเกณฑ์ขั้นต่ำที่ชัดเจน

มท. ชะลอโครงการใหม่ ให้ความมั่นใจประชาชน

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยจะดูแล 3 เรื่องหลัก คือ ผังเมือง การให้บริการไฟฟ้า และการให้บริการน้ำ โดยขอให้ประชาชนมีความมั่นใจว่า ณ ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้นต่อการใช้บริการไฟฟ้าและน้ำของประชาชนโดยรวม

นายพลพีร์ระบุว่า ทางกระทรวงมหาดไทย โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง และการประปานครหลวง ได้เตรียมพร้อมที่จะชะลอการให้บริการไฟและน้ำสำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังไม่ได้ดำเนินการก่อสร้าง สำหรับบางบริษัทหรือบางดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้ทำข้อตกลงไว้กับการไฟฟ้าหรือการประปาแล้ว ก็จะถูกชะลอไว้จนกว่ามาตรการใหม่ของคณะกรรมการชุดนี้จะได้รับการประกาศใช้

ดีอี หนุนจัดระเบียบ ไม่กระทบการลงทุน แดชบอร์ดข้อมูลคือหัวใจ

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยืนยันว่า การจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ในครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ หัวใจสำคัญคือการจัดระเบียบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐกันเอง ซึ่งที่ผ่านมาทุกสิ่งทุกอย่างมีการกระจัดกระจายอยู่ตามแต่ละกระทรวง

กระทรวงดีอีได้รวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ ข้อมูลสายไฟ และผังเมือง มาจัดทำเป็นแดชบอร์ด ซึ่งจะเป็นการรวมศูนย์ข้อมูลและข้อกฎหมายจากทุกหน่วยงานที่กระจัดกระจายอยู่ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเห็นภาพรวมของทุกอย่างได้อย่างชัดเจน และสามารถติดตามสถานะของดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งที่กำลังจะสร้างหรือกำลังประกอบกิจการอยู่ ได้อย่างชัดเจนและเป็นปัจจุบัน

ผู้ว่าฯ กทม. เผยสถานะ 6 โครงการในพื้นที่ ชะลอสร้าง ตรวจสอบเข้มข้น

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยระบุว่าในการประชุมคณะกรรมการฯ จะมีการหารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในหลายประเด็น ทั้งเรื่องการกำหนดขนาดอาคาร ข้อกำหนดด้านผังเมือง รวมถึงความเป็นไปได้ในการออกกฎหมาย เพื่อกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดี่ยวต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายและคำนิยามอาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดี่ยวๆ ถือเป็นธุรกิจใหม่ที่ทุกประเทศต้องปรับกฎหมายให้ทันสมัย

ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีการก่อตั้งดาต้าเซ็นเตอร์มาทั้งหมด 6 โครงการ ขนาดกำลังผลิตตั้งแต่ 9 เมกะวัตต์ถึง 23 เมกะวัตต์ แต่ได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการไปแล้วเพียง 3 โครงการ โครงการทั้งหมดนี้ได้ขออนุญาตในลักษณะ "คลังสินค้า" เนื่องจากคำว่า "ดาต้าเซ็นเตอร์" ไม่เคยอยู่ในคำนิยามของกฎหมายควบคุมอาคารหรือผังเมืองที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งปกติแล้วดาต้าเซ็นเตอร์มักตั้งอยู่ในอาคารสำนักงานและทำ EIA ตามปกติ แต่ในช่วงหลัง ดาต้าเซ็นเตอร์มีแนวโน้มที่จะตั้งแยกเดี่ยวและขออนุญาตในรูปแบบคลังสินค้ามากขึ้น ดังนั้น จึงถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะต้องปรับปรุงคำจำกัดความและกฎหมายให้ทันสมัย

สำหรับ 3 โครงการที่เปิดดำเนินการไปแล้ว นายชัชชาติกล่าวว่ายังไม่ได้สั่งให้หยุดดำเนินการ แต่จะถูกสำรวจอย่างเข้มข้น เพื่อตรวจสอบปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชน ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่มีการร้องเรียนเข้ามาเกี่ยวกับเสียงดังระหว่างการทดลองเครื่องปั่นไฟ โดยเฉพาะเมื่อมีการทดสอบระบบในเวลากลางคืน ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน หากสามารถทดสอบระบบในเวลากลางวันได้ ก็จะช่วยลดปัญหามลภาวะทางเสียงลงได้ และโครงการเหล่านี้จะต้องได้รับการอนุญาตในการจัดเก็บน้ำมันด้วย ทางกรุงเทพมหานครจะนำบทเรียนที่ได้มาใช้เป็นข้อมูลให้คณะกรรมการฯ พิจารณาต่อไป

ผู้ว่าฯกรุงเทพมหานครกล่าวว่าส่วนอีก 3 โครงการที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้ายนั้น จะให้ชะลอไว้ก่อน เพื่อตรวจสอบส่วนที่เกี่ยวข้องให้เข้มข้น และรอนโยบายจากคณะกรรมการชุดนี้ที่จะออกมาในระยะเวลาอันใกล้ หนึ่งในโครงการที่ถูกจับตาคือ ดาต้าเซ็นเตอร์ที่พระราม 9 ซึ่งยังไม่ได้รับใบรับรองการก่อสร้างอาคาร (อ.6) และการจะเปิดใช้อาคารได้จะต้องมีใบอนุญาตจากหน่วยงานต่างๆ มาประกอบให้ครบถ้วน ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่กฎหมายผังเมืองและข้อกำหนดต่างๆ จะต้องมีความชัดเจนเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้

ภาพรวมดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย: เร่งจัดระเบียบข้อมูลและกำหนดทิศทาง

เลขาธิการสภาพัฒน์ยังได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานะของดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยมีโครงการที่เปิดให้บริการแล้ว 35 โครงการ ซึ่งในจำนวนนี้ผ่านการส่งเสริมจาก BOI เพียง 11 โครงการเท่านั้น ที่เหลือเป็นการดำเนินการโดยผู้ประกอบการเอง นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 49 โครงการ และโครงการที่อยู่ระหว่างรอการพิจารณาหรือแสดงความสนใจอีกประมาณ 117 โครงการ

สำหรับโครงการที่เปิดให้บริการไปแล้ว 35 โครงการนั้น เกือบทั้งหมดตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีเงื่อนไขและหลักเกณฑ์กำกับดูแลจากทางนิคมอุตสาหกรรมอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยมีประเด็นปัญหาในด้านนี้ เมื่อถูกถามถึงผลกระทบต่อตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล เลขาธิการสภาพัฒน์ยืนยันว่านอกจากภาคส่วนดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว ยังมีภาคส่วนอื่นที่มีการลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และวงจรรวม กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงอุตสาหกรรมสมัยใหม่อย่างอากาศยาน ดังนั้น จึงไม่คาดว่ามาตรการนี้จะทำให้ตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนโดยรวมของประเทศลดลง

นายเอกนิติกล่าวย้ำทิ้งท้าย สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่หน่วยงานต่างๆ กำหนดขึ้นนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลประชาชน จะไม่มีใครสามารถดำเนินการที่ผิดกฎเกณฑ์ได้ การกำหนดมาตรฐานเรื่องสิ่งแวดล้อม เสียง และกลิ่น จะต้องได้ตามขั้นต่ำที่กำหนด ประชาชนจึงไม่ต้องกังวล ดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรุงเทพฯ การพิจารณาชุมชน ขนาด และสถานที่ รวมถึงเรื่องผังเมือง จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ข้อมูลที่เคยกระจัดกระจายจะถูกบูรณาการรวมศูนย์ เพื่อให้เห็นภาพใหญ่ โดยมีเป้าหมายหลักคือประเทศไทยยังคงเดินหน้าการลงทุนได้ แต่จะต้องไม่กระทบประชาชน และต้องสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศ คาดว่าจะได้ข้อสรุปและนโยบายที่ชัดเจนภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความชัดเจนในการดำเนินงานต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ดาต้าเซ็นเตอร์



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘อนุทิน’จี้เร่งเกณฑ์คุม‘ดาต้า เซ็นเตอร์’-เผยขอใช้ไฟ2หมื่นเมกะวัตต์
‘อนุทิน’จี้เร่งเกณฑ์คุม‘ดาต้า เซ็นเตอร์’-เผยขอใช้ไฟ2หมื่นเมกะวัตต์