‘สสว.’ ปรับเกณฑ์ THAI SME GP ใหม่ 3 ด้าน ดีเดย์ 1 ต.ค. นี้ สกัดทุนใหญ่สวมรอยเป็น ‘เอสเอ็มอีเทียม’ ใช้แต้มต่อชิงประมูลงานภาครัฐ ชี้ต้องผ่านการตรวจสอบว่าเป็นเจ้าของที่แท้จริง พร้อมกำหนดมูลค่าสัญญาสะสมที่ใช้สิทธิแต้มต่อไม่เกิน 500 ล้าน จากเดิมแยกตามขนาดธุรกิจ
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 น.ส.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,770 ราย ใน 27 สาขาธุรกิจทั่วประเทศ พบว่าดัชนี SMESI ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 47.8 ในเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ระดับ 50.8 เป็นการกลับมาอยู่เหนือระดับค่าฐาน (50.0) เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน หลังจากเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบต่อต้นทุนและการขนส่ง โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลผ่านโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส” (60/40) ส่งผลให้ดัชนีภาคการค้าพุ่งแตะ 52.0 สอดคล้องกับการฟื้นตัวของภาคบริการที่ระดับ 50.9 โดยความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นในเกือบทุกภูมิภาคนำโดยภาคเหนือที่มีดัชนีสูงสุดที่ระดับ 53.2
น.ส.ปณิตากล่าวว่า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า (สิงหาคม – ตุลาคม 2569) ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 อยู่ที่ระดับ 52.9 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังมีความระมัดระวังต่อกำลังซื้อ หลังจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้ ประกอบกับดัชนีด้านต้นทุนยังอยู่ต่ำกว่าค่าฐาน โดยผู้ประกอบการถึงร้อยละ 81.9 ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าวัตถุดิบ รวมถึงค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออนไลน์และค่า GP ซึ่งผู้ประกอบการกว่าครึ่งหนึ่ง มีต้นทุนออนไลน์สูงเกินร้อยละ 15 ของยอดขาย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการร้อยละ 43.0 ต้องการให้ภาครัฐออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่เข้าถึงง่าย ไม่ซับซ้อน อนุมัติไว และตรงจุด เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนอย่างยั่งยืน
น.ส.ปณิตากล่าวว่า สำหรับตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐถือเป็นโอกาสสำคัญที่มีมูลค่าสูงถึง 1.3 - 1.8 ล้านล้านบาทต่อปี ผ่านมา สสว.ร่วมกับกรมบัญชีกลางผลักดันมาตรการ“THAI SME GP” จนประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2568 มีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างจาก SME สูงกว่า 6 แสนล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 33.7) และล่าสุดยอดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจาก SME พุ่งสูงถึง 371,245 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 55.8 ของมูลค่ารวม มีผู้ประกอบการในระบบกว่า 180,000 ราย เพื่อขยายโอกาสและแก้ไขข้อจำกัดด้านมูลค่าสัญญาสะสมเดิม
“รวมถึงป้องกันไม่ให้ธุรกิจขนาดใหญ่สวมสิทธิ ทางสสว. และกรมบัญชีกลางจึงได้ร่วมกันยกระดับและปรับปรุงหลักเกณฑ์มาตรการ THAI SME GP ใหม่ใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) ให้แต้มต่อด้านราคา 10% สำหรับ SME ที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลเจ้าของที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Ownership: UBO) เพื่อป้องกันธุรกิจขนาดใหญ่ตั้งนิติบุคคลมาใช้สิทธิแทน SME, (2) เพิ่มแต้มต่อด้านราคาอีก 5% สำหรับ SME ที่สามารถออกใบกำกับภาษีหรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) เพื่อขับเคลื่อน SME สู่ระบบดิจิทัล และ (3) ปรับเกณฑ์มูลค่าสัญญาสะสมที่ใช้สิทธิแต้มต่อราคาจากเดิมที่แยกตามขนาดธุรกิจ เปลี่ยนมาเป็นกำหนดวงเงินรวมไม่เกิน 500 ล้านบาท”น.ส.ปณิตากล่าว
น.ส.ปณิตากล่าวว่า ทั้งนี้ มาตรการ THAI SME GP หลักเกณฑ์ใหม่ทั้ง 3 ด้าน จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้สิทธิประโยชน์เข้าถึง SME ตัวจริงที่มีศักยภาพอย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการจัดอบรมเสริมทักษะการเป็นคู่ค้าภาครัฐอย่างต่อเนื่อง
“สสว. มุ่งผนึกกำลังร่วมกับทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนมาตรการภาครัฐให้ตอบโจทย์ผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ทั้งการขยายตลาดผ่าน THAI SME-GP และการออกมาตรการลดต้นทุนที่เข้าถึงง่าย รวดเร็ว และตรงจุด เพื่อลดภาระ สร้างรายได้ และเสริมความแข็งแกร่งให้ SME ไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”น.ส.ปณิตากล่าว




