กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพร้อมพันธมิตร ลุยตรวจ ‘นอมินี’ ธุรกิจท่องเที่ยว-อสังหาริมทรัพย์ ในพัทยา-ชลบุรี ชี้มีพิรุธจำนวนมาก ทั้งใช้สถานที่ตั้งเดียวกันหลายบริษัท พบคนไทยคนเดียวถือหุ้นมากกว่า 100 บริษัท เจอเปลี่ยนกรรมการบริษัทฯ ทำให้สัดส่วนถือหุ้นผิดพ.ร.บ.นำเที่ยว สั่งปิดทันที 4 บริษัท- เร่งตรวจเชิงลึกกรณีต่างชาติส่อฝ่าฝืนประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตกว่า 100 บริษัท
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 18 - 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ทีมปราบนอมินีของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว โดยสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคตะวันออก ตำรวจท่องเที่ยว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี บูรณาการความร่วมมือลงพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายต้องสังสัยว่าจะเป็นนอมินี โดยเน้นที่กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง รวมทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเริ่มต้นจากการตรวจสอบสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมาย 4 แห่ง ที่ใช้ที่ตั้งบริษัทแห่งเดียวจดทะเบียนอยู่หลายบริษัท รวมถึงผู้ถือหุ้นคนไทยคนเดียวมีชื่อถือหุ้นอยู่ในบริษัทมากกว่า 100 บริษัท ต้องลงทุนรวมกันไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่คาดว่ามีการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือช่วยเหลือ สนับสนุน ให้คำแนะนำ เพื่อให้คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจที่ต้องห้ามหรือต้องได้รับอนุญาตตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยกรมฯให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงโดยด่วน หากพบว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า หลังจากนั้นลงพื้นที่ตรวจสอบนิติบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ีมีพฤติกรรมในลักษณะคนต่างชาติใช้ให้คนไทยเป็นนอมินี เบื้องต้นพบว่า มีนิติบุคคล 4 ราย ที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทฯ ทำให้สัดส่วนของกรรมการบริษัทฯ ไม่เป็นไปตามคุณสมบัติตามมาตรา 17 (1) ตาม พ.ร.บ. ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ปิดคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตไว้ ณ สถานประกอบการ โดยนิติบุคคล 4 รายที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ประกอบด้วย (1) บริษัท อะลิเทีย ทัวร์ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 12/03325 (2) บริษัท ยอร์ อินโด-ไทย กรุ๊ป จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 14/00404 (3) บริษัท วาย เจ เอซ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 14/04490 และ (4) บริษัท ดิ วี-เอ็กท์ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 13/03359
"นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของธุรกิจต่างด้าว ประกอบธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ 3 ราย ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษตามบัญชีหนึ่ง (9) โดยกรมฯ จะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบเชิงลึกต่อไป หากพบว่าประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายจริงจะดำเนินการตามขั้นตอนโดยเด็ดขาด และยังได้ตรวจสอบนิติบุคคลต่างด้าวที่อาจประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จากการคัดกรองข้อมูลพบว่าในพื้นที่จังหวัดชลบุรี มีธุรกิจต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 146 ราย ซึ่งต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด หรือต้องได้รับอนุญาตก่อน โดยจะตรวจสอบเชิงลึกต่อไป" นายพูนพงษ์ กล่าว
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า กรมฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี เนื่องจากเป็นการบิดเบือนโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างความเสียเปรียบให้แก่ผู้ประกอบการไทย หากพบการกระทำผิด จะบังคับใช้กฎหมายดำเนินคดีจนถึงที่สุด และจะเดินหน้าตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินีในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ขอเตือนคนไทยที่สนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดหยุดพฤติกรรมดังกล่าว สำหรับผู้กระทำผิดจะได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าว ที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน




