IEA เสนอ 10 มาตรการเร่งด่วน ลดภาระประชาชน ฝ่าวิกฤตน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
องค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA เปิดเผยว่า สงครามในตะวันออกกลางทำให้เกิดการหยุดชะงักการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและขาดแคลนเชื้อเพลิงหลายชนิดทั่วโลก
จากรายงาน Sheltering From Oil Shocks ที่ IEA เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ระบุว่า ปริมาณการไหลเวียนของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งโดยปกติอยู่ที่ราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 20% ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก ได้ลดลงเหลือเกือบเป็นศูนย์
สถานการณ์ดังกล่าวผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่เชื้อเพลิงสำคัญอย่างน้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน และก๊าซ LPG ต่างปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างแรงกดดันต่อค่าครองชีพของครัวเรือนและต้นทุนของภาคธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม
IEA ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินรวม 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการปล่อยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม มาตรการด้านอุปทานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะชดเชยการขาดแคลนที่เกิดขึ้น
ด้วยเหตุนี้ IEA ได้เสนอ 10 มาตรการเร่งด่วนฝั่งอุปสงค์ที่รัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชนสามารถนำไปใช้ได้ทันที เพื่อลดการใช้พลังงานและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤต ดังนี้
1. ทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ลดการเดินทางด้วยรถยนต์ ซึ่งภาคขนส่งทางถนนใช้พลังงานน้ำมันถึง 45% ของโลก
2. ลดความเร็วบนทางหลวง ลดลงอย่างน้อย 10 กม./ชม. ช่วยลดการใช้น้ำมันของรถยนต์ได้ 5-10% และรถบรรทุกประมาณ 5%
3. ใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น เช่น รถเมล์ รถไฟ รวมถึงการเดินหรือปั่นจักรยานในระยะใกล้ ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวได้ 1-3%
4. จำกัดการใช้รถในเมือง (เช่น สลับวันใช้รถตามป้ายทะเบียน) ช่วยลดรถติดและการสิ้นเปลืองน้ำมันได้ 1-5%
5. แชร์รถและขับขี่อย่างประหยัดพลังงาน ตรวจลมยาง ใช้แอร์อย่างเหมาะสม ลดการใช้น้ำมันได้ 5-8% เมื่อทำร่วมกัน
6. เพิ่มประสิทธิภาพรถบรรทุกและโลจิสติกส์ ปรับพฤติกรรมการขับขี่ ตรวจสภาพรถ และจัดการน้ำหนักบรรทุก ลดดีเซลได้ 3-5%
7. เปลี่ยนรถ LPG ไปใช้น้ำมันเบนซินชั่วคราว เพื่อสำรองก๊าซ LPG สำหรับการใช้ในครัวเรือน โดยเฉพาะการทำอาหาร
8. ลดการเดินทางด้วยเครื่องบิน โดยเฉพาะการเดินทางเพื่อธุรกิจ หากมีทางเลือก เช่น รถไฟความเร็วสูง ลดการใช้น้ำมันเครื่องบินได้ 7-15%
9. เปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าในการทำอาหาร ช่วยลดการพึ่งพา LPG ในช่วงที่เกิดภาวะขาดแคลน
10. ปรับกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เปลี่ยนวัตถุดิบปิโตรเคมีและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้น้ำมันได้สูงสุด 5%
ฟาติห์ บีรอล ผู้อำนวยการบริหาร IEA ระบุว่า วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก โดยมาตรการทั้ง 10 ข้อสามารถช่วยลดแรงกดดันด้านราคาและบรรเทาผลกระทบต่อผู้บริโภคได้ในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ทางออกระยะยาวยังคงขึ้นอยู่กับการฟื้นฟูการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาเป็นปกติ
ทั้งนี้ IEA ก่อตั้งขึ้นหลังวิกฤตน้ำมันโลกปี 2516 เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และเคยเสนอแผนลักษณะเดียวกันในปี 2565 ระหว่างสงครามยูเครน ซึ่งสามารถช่วยลดความต้องการใช้น้ำมันได้หลายล้านบาร์เรลต่อวัน
อ้างอิง:




