News Logo
หน้าแรก
ประกาศแนวทางใช้สื่อออนไลน์ จนท. ป.ป.ช. ห้ามใช้โซเชียลทำข้อมูลรั่ว

ประกาศแนวทางใช้สื่อออนไลน์ จนท. ป.ป.ช. ห้ามใช้โซเชียลทำข้อมูลรั่ว

22 ต.ค. 2569 21:22
ผู้ชม 140 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศหลักเกณฑ์-แนวทางการใช้สื่อสังคมออนไลน์เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ระบุห้ามเผยแพร่ข้อมูลการปฏิบัติที่ราชการในลักษณะไม่รักษาความลับ-ห้ามแสดงความคิดเห็น/เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอันอาจสร้างความแตกแยกทางความคิดของบุคคลในหน่วยงาน

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเจ้าหน้าที่สํานักงาน ป.ป.ช. พ.ศ. 2569

โดยที่เป็นการสมควรให้มีหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเจ้าหน้าที่ สํานักงาน ป.ป.ช. เพื่อเป็นการกํากับดูแลการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเจ้าหน้าที่สํานักงาน ป.ป.ช. ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม อยู่ภายใต้กรอบของศีลธรรม จริยธรรม และประเพณีอันดีงาม รวมทั้ง สามารถรักษาความปลอดภัย ความลับของทางราชการ ภาพลักษณ์ และความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน ที่มีต่อหน่วยงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 144 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในฐานะองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของสํานักงาน ป.ป.ช. จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเจ้าหน้าที่สํานักงาน ป.ป.ช. พ.ศ. 2569” ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ 3 ในประกาศนี้

“เจ้าหน้าที่” หมายความว่า เลขาธิการ ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างทุกประเภท ของสํานักงาน ป.ป.ช. รวมทั้งที่ปรึกษาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ปรึกษา ที่ปรึกษาพิเศษด้านการไต่สวน และวินิจฉัยคดี เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ ของประธานกรรมการ ป.ป.ช. และกรรมการ ป.ป.ช. ที่สํานักงาน ป.ป.ช. ได้ดําเนินการจ้างและแต่งตั้งตามระเบียบว่าด้วยการนั้น

“สื่อสังคมออนไลน์ (Social media)” หมายความว่า สื่อดิจิทัลที่เป็นเครื่องมือหรือสื่อกลาง ให้บุคคลทั่วไป กลุ่มบุคคลมีส่วนร่วมสร้าง กระจาย แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารหรือความคิดเห็นต่าง ๆ ผ่านช่องทางการสื่อสารระหว่างกันในเครือข่ายทางสังคมบนเว็บไซต์หรือโปรแกรมประยุกต์บนสื่อใด ๆ ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต หรือเครือข่ายอื่นใด ซึ่งผู้ใช้สามารถสื่อสารหรือเผยแพร่เนื้อหาได้ในปัจจุบัน รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ทุกประเภทที่จะพัฒนาขึ้นในอนาคต

“ข้อมูลข่าวสาร” หมายความว่า สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้เรื่องราวข้อเท็จจริง ข้อมูล หรือสิ่งใด ๆ ไม่ว่าการสื่อความหมายนั้นจะทําได้โดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดยผ่านวิธีการใด ๆ และไม่ว่า จะได้จัดทําไว้ในรูปของเอกสาร แฟ้ม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนที่ ภาพวาด ภาพถ่าย ฟิล์ม การบันทึกภาพหรือเสียง การบันทึกโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือวิธีอื่นใดที่ทําให้สิ่งที่บันทึกไว้ปรากฏได้

ข้อ 4 ให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นผู้รักษาการตามประกาศนี้

ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้หรือการปฏิบัติตามประกาศนี้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของสํานักงาน ป.ป.ช. มีอํานาจตีความและวินิจฉัยชี้ขาด คําวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของสํานักงาน ป.ป.ช. ให้เป็นที่สุด

หมวด 1

หลักทั่วไป

ข้อ 5 เจ้าหน้าที่พึ่งใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้วยความระมัดระวัง มีความสุภาพ สํารวมกิริยา มารยาท ยึดถือจริยธรรม งดเว้นการใช้ถ้อยคําหยาบคาย การโต้เถียง การดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทผู้อื่น การสร้างความเกลียดชัง การระราน การส่อเสียด ตลอดจนการกระทําใดที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย ของสังคม การคงไว้ซึ่งความเป็นกลางทางการเมือง ภาพลักษณ์และความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน ที่มีต่อหน่วยงาน หรือที่ฝ่าฝืนศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นการไม่รักษาวินัย จริยธรรม และระเบียบแบบแผนของทางราชการ

หมวด 2

การใช้สื่อสังคมออนไลน์

ข้อ 5 เจ้าหน้าที่จึงงดเว้นการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ ในเวลาราชการ อันอาจจะกระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน หรืออาจทําให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าไม่อุทิศเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ราชการ

ข้อ 7 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการดําเนินการต่าง ๆ ที่มีลักษณะไม่เหมาะสม อันอาจกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือภาพลักษณ์ของหน่วยงาน และให้หมายรวมถึงการกระทําในลักษณะดังต่อไปนี้ด้วย

(1) การแสดงความคิดเห็น การวิพากษ์วิจารณ์ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมหรือส่งผลกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

(2) การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการในลักษณะที่ไม่รักษาความลับของทางราชการ หรือกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจที่มีความเสี่ยง

(3) การเผยแพร่ภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวในขณะสวมเครื่องแบบหรือชุดที่มีเครื่องหมาย หรือตราสัญลักษณ์ของสํานักงาน ป.ป.ช. ในลักษณะที่ไม่สํารวมกิริยามารยาท ซึ่งอาจกระทบต่อ ภาพลักษณ์และความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อหน่วยงาน

(4) การแสดงความคิดเห็น การวิพากษ์วิจารณ์ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอันอาจสร้างความแตกแยกทางความคิดหรือความเกลียดชังของบุคคลในสังคมหรือหน่วยงาน หรืออาจกระทบต่อความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ภาพลักษณ์ และความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อหน่วยงาน

(5) การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะที่เป็นการโอ้อวดถึงการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้หรือ อ้างตําแหน่งหน้าที่ราชการของตนหรือผู้อื่น เพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใดของตนเองหรือผู้อื่น ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

ข้อ 8 เจ้าหน้าที่ต้องระมัดระวังมิให้บุคคลในครอบครัวหรือบุคคลอื่นใช้หรืออ้างถึงตําแหน่งหน้าที่ของตนในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใดของตนเองหรือผู้อื่น ไม่ว่าโดยตรง หรือโดยอ้อม

หมวด 3

การกำกับดูแลและตรวจสอบ

ข้อ 9 ให้ผู้มีอํานาจสั่งบรรจุ สั่งบรรจุและแต่งตั้ง หรือสั่งจ้าง แล้วแต่กรณี กํากับดูแลการใช้ สื่อสังคมออนไลน์ของเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามประกาศนี้

ข้อ 10 กรณีมีการร้องเรียนหรือความปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ผู้ใด เว้นแต่ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ปรึกษา ที่ปรึกษาพิเศษด้านการไต่สวนและวินิจฉัยคดี เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ ของประธานกรรมการ ป.ป.ช. หรือกรรมการ ป.ป.ช. ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศนี้ ให้ผู้มีอํานาจ สั่งบรรจุ สั่งบรรจุและแต่งตั้ง หรือสั่งจ้าง แล้วแต่กรณี สั่งให้ดําเนินการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้น ข้อ 11 เมื่อได้ดําเนินการตามข้อ 10 แล้ว ให้ผู้มีอํานาจสั่งบรรจุ สั่งบรรจุและแต่งตั้ง หรือสั่งจ้าง แล้วแต่กรณี ดําเนินการ ดังต่อไปนี้

(1) หากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศนี้ ให้สั่งยุติเรื่อง (2) หากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศนี้ และมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าเป็นการกระทําฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม ให้ดําเนินการตามประมวลจริยธรรม

(3) หากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศนี้ และมีมูลที่ควรกล่าวหาว่า เป็นการกระทําผิดทางวินัยหรือทางอาญา ให้ดําเนินการทางวินัยหรือทางอาญา แล้วแต่กรณี

กรณีตามวรรคหนึ่ง หากเป็นความผิดตามกฎหมายหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อสํานักงาน ป.ป.ช. ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายและสํานักงาน ป.ป.ช. ในการดําเนินคดีตามกฎหมาย

ข้อ 12 กรณีมีการร้องเรียนหรือความปรากฏว่า ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ปรึกษา ที่ปรึกษาพิเศษด้านการไต่สวนและวินิจฉัยคดี เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ ของประธานกรรมการ ป.ป.ช. หรือกรรมการ ป.ป.ช. ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศนี้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประธานกรรมการ ป.ป.ช. หรือกรรมการ ป.ป.ช. แล้วแต่กรณี พิจารณาดําเนินการให้เป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป

ประกาศ ณ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2569

สุชาติ ตระกูลเกษมสุข

ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

ดูราชกิจจานุเบกษาฉบับเต็ม https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/135185.pdf

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ราชกิจจานุเบกษา
ป.ป.ช.

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทยอันดับ80ดัชนีหลักนิติธรรมโลกร่วงจากเดิม-7ด้านคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
ไทยอันดับ80ดัชนีหลักนิติธรรมโลกร่วงจากเดิม-7ด้านคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย