ตำรวจไซเบอร์-อสส. ผนึกกำลังถอนรากอาชญากรรมข้ามชาติ มุ่งไล่ล่า 'ตัวการใหญ่' พร้อมรุกอายัดเงินทันท่วงที หารือยกระดับสอบสวนคดีนอกราชอาณาจักร ประสานธนาคารสกัดกั้นเงินโอน อัยการสูงสุดย้ำฟ้องด้วยหลักฐานชัดเจน ไม่รีบร้อนเกินจริง ให้ความมั่นใจ IMF ไร้แก๊งองค์กรอาชญากรรมตั้งรกรากในไทยแล้ว
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ตำรวจไซเบอร์และสำนักงานอัยการสูงสุดได้ผนึกกำลังหารือยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมี พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) เดินทางเข้าพบ ดร.วัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ณ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อหาแนวทางร่วมสอบสวน มุ่งเป้าไล่ล่า "ตัวการใหญ่" ที่อยู่เบื้องหลังการหลอกลวง และสกัดกั้นเส้นทางการเงินของอาชญากรให้ได้โดยเร็วที่สุด
ดร.วัชรินทร์ เปิดเผยว่า การหารือครั้งนี้เน้นไปที่การสืบสวนหาผู้กระทำผิดรายใหญ่ต้นทาง รวมถึงการประสานการทำงานร่วมกันระหว่างอัยการสำนักงานการสอบสวนกับตำรวจไซเบอร์ในคดีนอกราชอาณาจักร ซึ่งมักเป็นคดีขององค์กรข้ามชาติที่สร้างความเสียหายมูลค่าสูง
นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงแนวคิดการประสานงานกับผู้บริหารธนาคาร เพื่อขอข้อมูลบัญชีม้าและการอายัดบัญชีได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยยับยั้งความเสียหายของเหยื่อที่ถูกหลอกโอนเงินได้ โดย ดร.วัชรินทร์ ชี้ว่าที่ผ่านมาบางธนาคารให้ข้อมูลล่าช้าเป็นเดือน จึงเห็นควรให้มีการประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารทุกธนาคารเพื่อแก้ไขปัญหานี้
ในวันเดียวกัน พล.ต.ท.ทินกร ยังได้เข้าพบ นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด เพื่อหารือถึงสำนวนคดีสแกมเมอร์ที่ส่งมาจากตำรวจไซเบอร์ โดยเฉพาะคดีนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นอำนาจพิจารณาของอัยการสูงสุดโดยตรง
ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกคือการจัดการกับคดีที่มีผู้ต้องหาหลายรายและกรอบเวลาฝากขัง โดยอัยการสูงสุดยืนยันหลักการที่ต้องสั่งฟ้องผู้ต้องหาด้วยพยานหลักฐานที่ชัดเจนเท่านั้น หากมีข้อสงสัยในผู้ต้องหารายใด จะต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติมแม้จะเกินกรอบฝากขังและอาจต้องปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อไม่ให้มีการฟ้องเกินจริง
นายโกวิท ศรีไพโรจน์ ยังได้สอบถามยืนยันข้อมูลกับ พล.ต.ท.ทินกร เกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในประเทศไทย และได้รับข้อมูลยืนยันว่าปัจจุบันไม่มีขบวนการดังกล่าวมาตั้งรกราก หรือตั้งอาณาจักรในประเทศไทยแล้ว เหมือนเช่นในอดีต คงมีแต่พวกมิจฉาชีพและบัญชีม้าทั่วไป ซึ่งข้อมูลนี้อัยการสูงสุดได้ให้ความมั่นใจกับซีอีโอของไอเอ็มเอฟที่เข้าพบเมื่อวันที่ 14 ต.ค. ไปแล้ว
ทั้งอัยการสูงสุดและ ผบช.ไซเบอร์ ยังได้หารือถึงความร่วมมือในการอำนวยความยุติธรรมและการรวบรวมพยานหลักฐานทางคดีเพื่อคุ้มครองประชาชนจากอาชญากรรมไซเบอร์ต่อไป











