สภาเกษตรกรแห่งชาติเผยผลรับฟังความเห็น UPOV 1991 มีผู้ไม่เห็นด้วย 321,397 เสียง ราว 99.56% หวั่นไทยรับข้อเสนอ EU ผูกพันกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช กระทบสิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกซ้ำ ทุนใหญ่ผูกขาด
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 จากกรณีสภาเกษตรกรแห่งชาติเปิดรับฟังความเห็นต่อการเข้าร่วมข้อเสนอของสหภาพยุโรปที่กำหนดให้ประเทศไทยคุ้มครองพันธุ์พืชตามอนุสัญญา UPOV 1991 ภายใต้การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย – EU ซึ่งคาดว่าจะมีการเจรจารอบที่ 10 ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 6 ตุลาคม 2569 โดยมีการเปิดรับฟังความเห็นตั้งแต่วันที่ 1-11 ตุลาคม 2569 ซึ่งหากไทยเข้าร่วมอาจมีการจำกัดการเก็บเมล็ดพันธุ์บางชนิดไว้ปลูกซ้ำหรือแลกเปลี่ยน แต่ก็อาจช่วยส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่และโอกาสทางการค้า
สภาเกษตรกรแห่งชาติรายงานผลสำรวจอย่างไม่เป็นทางการ หลังสิ้นสุดการรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 เวลา 16.30 น. สรุป ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 จำนวนทั้งสิ้น 322,803 คำตอบ พบว่า มีผู้ไม่เห็นด้วย 321,397 คำตอบ คิดเป็น 99.56% เห็นด้วย 1,198 คำตอบ คิดเป็น 0.37% และยังไม่แน่ใจ 208 คำตอบ คิดเป็น 0.06%

สรุปผลสำรวจความคิดเห็นต่อการเข้าร่วม UPOV 1991 อย่างไม่เป็นทางการ
ผู้สื่อข่าว Next News รายงานว่า ที่ผ่านมาสภาผู้บริโภค ร่วมกับหน่วยงานประจำจังหวัด 20 แห่ง และเครือข่ายภาคประชาชน ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลเรียกร้องไม่รับข้อเสนอ UPOV 1991 ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อเสนอว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืช หรือ Article X.51 – Protection of Plant Variety Rights ซึ่งเสนอให้ไทยใช้มาตรฐานตาม UPOV 1991 อนุสัญญาระหว่างประเทศที่ให้สิทธิแก่ผู้พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ในการควบคุมการผลิต ขยายพันธุ์ จำหน่าย นำเข้า หรือส่งออกพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครอง
หากไทยยอมรับข้อผูกพันนี้ อาจทำให้ต้องปรับแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 ซึ่งสภาผู้บริโภคกังวลว่าจะทำให้พื้นที่ในการคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรลดลง โดยเฉพาะสิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ ซึ่งเป็นทั้งวิถีการผลิต การลดต้นทุน และการคัดเลือกพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่และสภาพภูมิอากาศ
นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ กล่าวว่า จากรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วม CPTPP ของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปี 2563 ได้สะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับ UPOV 1991 หลายด้าน ได้แก่ 1. ความเสี่ยงต่อการเกิดโจรสลัดชีวภาพ (Biopiracy) เนื่องจากการสูญเสียอำนาจกำกับดูแล การขออนุญาต และการแบ่งปันผลประโยชน์ตามกฎหมายเดิม อาจเปิดช่องให้มีการนำพันธุกรรมพืชไทยไปขึ้นทะเบียนสิทธิในต่างประเทศและนำกลับมาจำหน่ายตัดหน้านักปรับปรุงพันธุ์ในประเทศ
2. การถูกละเมิดสิทธิโดยไม่เจตนาจากการผสมข้ามตามธรรมชาติ ละอองเกสรจากแปลงพันธุ์พืชใหม่อาจปลิวไปผสมกับพืชพื้นเมือง ซึ่งอาจเข้าข่ายพันธุ์พืชที่ได้มาโดยพื้นฐาน (Essentially Derived Varieties: EDV) และกระทบต่อวิถีการเก็บและคัดเลือกพันธุ์ของชุมชน
3. ผลกระทบต่อฐานพันธุกรรมและต้นทุนการผลิตข้าว การขาดความพร้อมด้านฐานข้อมูลพันธุกรรมที่สมบูรณ์ ทำให้เสี่ยงต่อการนำสายพันธุ์ไปต่อยอดโดยไม่มีการแบ่งปันผลประโยชน์ และเพิ่มภาระต้นทุนเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร
4. การเปิดทางสู่พืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) อนุสัญญาดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาระผูกพันในการคุ้มครองพืชดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์และเกษตรมูลค่าสูง
5. ราคาเมล็ดพันธุ์อาจสูงขึ้น 2–6 เท่า การลดบทบาทของภาครัฐในการผลิตและกระจายพันธุ์พืช อาจทำให้กลไกการถ่วงดุลราคาลดลง ส่งผลให้เกษตรกรต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากภาคธุรกิจในราคาสูง
6. ความเสี่ยงทางคดีความของเกษตรกรและผู้ค้ารายย่อย ขอบเขตการคุ้มครองที่ครอบคลุมถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูป อาจทำให้ร้านค้าปลีกและผู้ค้ารายย่อยที่ไม่มีระบบเอกสารรับรองที่ซับซ้อนสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี
7. การกระจุกตัวของตลาดในกลุ่มบรรษัทขนาดใหญ่ ความได้เปรียบด้านทุน เทคโนโลยี และการคุ้มครองตามเกณฑ์ EDV อาจกีดกันนักปรับปรุงพันธุ์รายย่อยและสหกรณ์การเกษตรในประเทศ
อย่างไรก็ตาม การคัดค้านครั้งนี้ ไม่ได้ปฏิเสธการคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ แต่ต้องการให้ประเทศไทยยังคงมีพื้นที่ในการออกแบบกฎหมายให้สมดุลระหว่างผู้พัฒนาพันธุ์กับเกษตรกรและผู้บริโภค ซึ่งจากรายงาน คู่มือด้านความยั่งยืนสำหรับผู้เจรจาการค้า (A Sustainability Toolkit for Trade Negotiators) ของ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) และ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (International Institute for Sustainable Development: IISD) ระบุว่า ระบบที่เปิดให้มีทั้งข้อยกเว้นสำหรับนักปรับปรุงพันธุ์และสิทธิของเกษตรกร สามารถช่วยส่งเสริมนวัตกรรมและการพัฒนาพันธุ์ให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศท้องถิ่นได้ ขณะที่แนวทางที่บังคับให้ประเทศต้องเข้าร่วม UPOV 1991 ถูกจัดเป็นทางเลือกที่ “ไม่แนะนำ” เพราะอาจลดพื้นที่ในการพัฒนาพันธุ์และสิทธิของเกษตรกร




