“ณัฐวุฒิ” ยื่นอัยการสูงสุด ปล่อยนักโทษการเมืองตาม พ.ร.บ.นิรโทษกรรม-ไม่ฟ้องคดีม็อบ กลุ่มเสื้อแดง-กปปส.-ราษฎร คดีปิดสนามบิน-คดีทางแพ่งได้รับนิรโทษทางแพ่งและอาญา
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุด เพื่อเรียกร้องให้ออกคำสั่งไม่ฟ้องในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยมีเป้าหมายที่จะให้พนักงานอัยการทั่วประเทศปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้อย่างเคร่งครัด เพื่อปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองจำนวนไม่น้อยกว่า 6,000 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมและความเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ในหนังสือที่ยื่นดังกล่าว นายณัฐวุฒิชี้แจงว่าผู้ต้องหาทั้งหมดที่อยู่ในข่ายดังกล่าวนั้น มาจากกลุ่มผู้ชุมนุมสามกลุ่มหลัก ประกอบไปด้วย กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือที่รู้จักในนามกลุ่มคนเสื้อแดง กลุ่ม กปปส. และกลุ่มราษฎร หรือกลุ่มม็อบ 3 นิ้ว ซึ่งคดีความที่เกี่ยวข้องมีมากมาย กระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีจำนวนผู้ต้องหาและจำเลยสะสมไม่ต่ำกว่า 6,000 คน นายณัฐวุฒิ ยังเน้นย้ำว่า พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับใช้และครอบคลุมตั้งแต่ปี 2548 ถึงปี 2568 โดยสิทธิในกระบวนการยุติธรรมต้องได้รับการเท่าเทียมกันและครอบคลุมทั้งทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งรวมถึงสิทธิที่จะได้รับการนิรโทษกรรม และยืนยันว่าหลังจากนี้ หากมีการชุมนุมทางการเมืองใหม่จะถือเป็นเสรีภาพและไม่สามารถแทรกแซงได้
ด้านนายประยุทธ เพชรคุณ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะตัวแทนรับหนังสือ ได้ยืนยันความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมาย พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา และครอบคลุมเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปี 2568 โดยกฎหมายนี้ได้ยกเว้นคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 คดีทุจริต และคดีที่มีความเสียหายเกิดแก่บุคคลธรรมดา รวมถึงคดีอาญาที่เกิดจากการทำให้บุคคลถึงแก่ชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส นอกจากนี้ แม้ความผิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่ข้อยกเว้น จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้
ในประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ คือกรณีที่มีผู้ชุมนุมปิดสนามบิน ซึ่งสนามบินถือเป็นหน่วยงานของรัฐ นายประยุทธระบุว่า การปิดสนามบินในลักษณะนี้ถือเป็นการกระทำที่ได้รับการนิรโทษกรรมทั้งทางแพ่งและทางอาญา เนื่องจากสนามบินเป็นหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายจึงถือว่าได้รับการคุ้มครองจากบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ หากมีความเสียหายเกิดขึ้น และหากผู้กระทำความผิดได้ชดใช้ค่าเสียหายแล้ว รัฐจะไม่คืนเงินนั้น แต่หากยังไม่ได้ชดใช้ กฎหมายจะให้นิรโทษกรรมในส่วนนี้โดยทันที
ส่วนกรณีคดีของกลุ่ม กปปส. ที่อยู่ระหว่างฎีกานั้น นายประยุทธชี้แจงว่า หากพบว่าคดีดังกล่าวตรงตามเงื่อนไขในพระราชบัญญัตินี้ พนักงานอัยการต้องดำเนินการถอนฟ้องทันที โดยขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าของสำนวนคดี และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องจะเป็นตัวกำหนดว่าจะถอนฟ้องได้หรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีการสั่งการจากอัยการสูงสุดให้สำนักงานวิชาการของสำนักงานอัยการสูงสุดออกหนังสือเวียนและซักซ้อมแนวทางปฏิบัติให้พนักงานอัยการทั่วประเทศได้รับทราบและปฏิบัติตามกฎหมายนี้อย่างเคร่งครัด โดยย้ำให้พนักงานอัยการทุกคนปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ล่าช้า และไม่ต้องรอการอนุมัติจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไม่ว่าจะมาจากฝ่ายการเมืองฝั่งใดก็ตามจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายนี้
นายสุรเชษฐ์ งามวงศ์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวเพิ่มเติมว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ครอบคลุมขั้นตอนทางกฎหมายตั้งแต่พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาล โดยเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ คดีอาญาที่อยู่ในข่ายจะถูกระงับโดยอัตโนมัติ การดำเนินการของแต่ละหน่วยงานจะแตกต่างกันตามอำนาจหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อให้เกิดความสันติสุขและยุติธรรมในสังคม
ในภาพรวม การยื่นหนังสือครั้งนี้ถือเป็นการยืนยันถึงเจตนารมณ์ของกระบวนการยุติธรรมไทยที่จะส่งเสริมสังคมที่สงบสุขผ่านการบังคับใช้กฎหมายนิรโทษกรรมอย่างเป็นธรรม โดยไม่เลือกปฏิบัติทางการเมืองและให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้กลับคืนมาอย่างเต็มที่ แม้จะต้องยอมรับว่าบางคดี เช่น คดีมาตรา 112 ยังคงไม่ได้รับการนิรโทษกรรม อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในทางปฏิบัติจะเป็นไปอย่างครอบคลุม รวดเร็ว และเท่าเทียมกันทั่วประเทศ เพื่อปิดฉากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานานหลายปี




