สถาบันพระปกเกล้าเปิดผลสำรวจพบ ประชาชน 73% ขาดความเชื่อมั่นการจัดการเงินวัด ผลจากข่าวทุจริตทำคนไทยกว่า 32% เลือกหยุดบริจาค ขณะที่ภาคเหนือ ใต้ และ กทม. หันไปบริจาคสิ่งของแทนเงินสด
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบริจาคและการจัดการเงินวัด โดยได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 18-21 ก.ย. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ระบุว่า ความเชื่อมั่นต่อการใช้เงินบริจาคของวัดยังเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ขณะที่การตัดสินใจบริจาคมีหลายรูปแบบตามพื้นที่ สะท้อนความระมัดระวังในการบริจาคเมื่อมีข่าวการใช้เงินวัดโดยมิชอบดังนั้น การสร้างความเชื่อมั่นจึงควรทำให้ผู้บริจาคเห็นได้ว่าเงินถูกนำไปใช้อย่างไร ผ่านการเปิดเผยรายรับรายจ่ายที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้ การแยกบัญชีเงินวัดกับเงินส่วนบุคคล และการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับช่องทางร้องเรียนที่ติดตามผลได้ โดยออกแบบให้เหมาะกับขนาดและความพร้อมของแต่ละวัด เพื่อให้การตรวจสอบเกิดขึ้นได้จริงและช่วยให้ประชาชนตัดสินใจบริจาคจากข้อมูลที่ชัดเจนขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อถามว่าข่าวเกี่ยวกับการนำเงินของวัดไปใช้โดยมิชอบ ส่งผลต่อการตัดสินใจบริจาคเงินให้วัดอย่างไร? (สำรวจโดย x LineToday)
32.3% ตัดสินใจพักหรือหยุดบริจาคเงินให้วัด สูงที่สุด
รองลงมา 21.1% ยังบริจาค แต่ตรวจสอบข้อมูลของวัดมากขึ้น
18.2% ไม่ได้บริจาคเงินให้วัดอยู่แล้ว
9.2% เปลี่ยนไปบริจาคสิ่งของแทนเงิน
8.9% ยังคงบริจาคตามปกติ
7.9% ลดจำนวนเงินที่บริจาค
2.4% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
จากผลสำรวจจะพบว่า 'การพักหรือหยุดบริจาคเงินให้วัดเป็นคำตอบที่มีสัดส่วนสูงที่สุด' สิ่งนี้สะท้อนว่า ความมั่นใจต่อการใช้เงินมีส่วนในการตัดสินใจบริจาค ขณะที่บางส่วนเลือกตรวจสอบข้อมูลของวัดมากขึ้นหรือเปลี่ยนรูปแบบการให้ แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการบริจาคเมื่อมีข่าวการนำเงินวัดไปใช้โดยมิชอบ

สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบริจาคและการจัดการเงินวัด โดยได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 18-21 ก.ย. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง
เมื่อถามถึงแนวทางการบริจาคเพื่อความโปร่งใสรายภาค พบว่าผู้ตอบใน ภาคใต้ (42.6%) ภาคเหนือ (36.1%) และกรุงเทพมหานคร (35.2%) เลือกเปลี่ยนไปบริจาคสิ่งของแทนเงินสดมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (27.5%) หันมาเน้นการตรวจสอบข้อมูลของวัดให้รัดกุมยิ่งขึ้นก่อนบริจาค สำหรับ ภาคกลาง (24.0%) เลือกปรับลดจำนวนเงินบริจาคลงมากที่สุด และ ภาคตะวันออก (18.8%) เป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนผู้ที่ยังคงบริจาคตามปกติสูงที่สุด
ผลสำรวจสะท้อนว่า ข่าวการใช้เงินวัดโดยมิชอบ ส่งผลต่อการตัดสินใจบริจาคต่างกันในแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชนมีความระมัดระวังในการให้หลายรูปแบบ ทั้งการเปลี่ยนสิ่งที่บริจาค ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม และ ลด/พักการบริจาค
เมื่อถามถึงความมั่นใจว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้อย่างตรงวัตถุประสงค์ เกือบ 3 ใน 4 ไม่เชื่อมั่นว่า เงินบริจาคให้วัดจะถูกใช้ตรงวัตถุประสงค์ โดย 73.2% ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น-ไม่เชื่อมั่นเลยว่า เงินที่ประชาชนบริจาคให้วัดจะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ มีสัดส่วนสูงสุดรองลงมา 20.7% ค่อนข้างเชื่อมั่น-เชื่อมั่นมาก และ 6.1% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น ทั้งนี้ ผลสำรวจสะท้อนความไม่มั่นใจว่าเงินจะถูกนำไปใช้ตามเจตนาของผู้บริจาค แม้การให้จะเริ่มต้นจากความศรัทธา แต่ความไว้วางใจต่อการจัดการและการใช้เงินบริจาคก็มีความสำคัญเช่นกัน
เมื่อถามถึงแนวทางการปรับการรับบริจาคให้มีความโปร่งใส่ขึ้น ผลสำรวจพบว่า ‘การเปิดรายรับรายจ่าย’ เป็นแนวทางอันดับหนึ่ง ส่วนคนกรุงเน้น ‘ช่องทางร้องเรียนและแจ้งผลตรวจสอบ’ โดย 36.4% ระบุ ควรเปิดเผยรายรับรายจ่ายให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้ เป็นแนวทางสร้างความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาคของวัดสูงสุด รองลงมา 17.2% ให้ผู้ตรวจสอบจากภายนอกตรวจบัญชีอย่างสม่ำเสมอ, 15.0% แยกบัญชีเงินของวัดออกจากบัญชีส่วนบุคคลอย่างชัดเจน, 8.5% ให้ตัวแทนประชาชนในชุมชนร่วมกำกับดูแลการใช้เงิน, 7.7% กำหนดให้การเบิกจ่ายต้องได้รับอนุมัติจากผู้รับผิดชอบหลายคน, 7.7% มีช่องทางร้องเรียนและแจ้งผลการตรวจสอบที่ชัดเจน, 2.2% เห็นว่าระบบที่มีอยู่เพียงพอแล้ว และ 5.3% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
เมื่อดูผลสำรวจรายภาคพบว่า 46.8% ของผู้ตอบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเลือกเปิดเผยรายรับรายจ่ายให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้สูงสุด รองลงมา คือ ภาคตะวันออก (40.2%) ภาคกลาง (36.5%) ภาคเหนือ (33.1%) และ ภาคใต้ (27.8%) ส่วนกรุงเทพมหานคร (37.7%) เลือกมีช่องทางร้องเรียนและแจ้งผลการตรวจสอบที่ชัดเจนสูงสุด
ผลสำรวจสะท้อนว่า การเปิดเผยรายรับรายจ่ายได้รับความสำคัญสูงกว่าด้านอื่น แต่ความโปร่งใสยังครอบคลุมทั้งการตรวจสอบจากภายนอก การแยกบัญชี และการมีส่วนร่วมกำกับดูแล สะท้อนว่า ประชาชนต้องการทั้งการรับรู้ว่าเงินบริจาคจะถูกใช้อย่างไร และความมั่นใจว่าจะมีกระบวนการตรวจสอบที่ติดตามผลได้




