News Logo
หน้าแรก
สภาอุตฯเตือนน้ำยังไม่จบ จับตาเจ้าพระยา–แม่กลอง แนะรง.ทบทวนแผนการผลิต

สภาอุตฯเตือนน้ำยังไม่จบ จับตาเจ้าพระยา–แม่กลอง แนะรง.ทบทวนแผนการผลิต

28 ก.ย. 2569 12:33
ผู้ชม 16 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ส.อ.ท. จับตาสถานการณ์น้ำหลายพื้นที่ เฝ้าระวังลุ่มเจ้าพระยา–แม่กลอง ย้ำภาคอุตสาหกรรมรับมือเชิงรุก ทบทวน BCP ลดความเสี่ยงต่อการผลิต โลจิสติกส์ และซัพพลายเชน

สำนักข่าว Next news รายงานเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change กล่าว สถาบันฯติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่า แม้แนวโน้มฝนโดยรวมเริ่มลดลง แต่ความเสี่ยงด้านน้ำยังไม่สิ้นสุดและแตกต่างกันตามพื้นที่จากทั้งฝนสะสม น้ำหลาก น้ำเหนือ การระบายน้ำในลุ่มน้ำหลัก และระดับน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ

โดยข้อมูลวันที่ 28 กันยายน 2569 ระบุว่า ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำทั่วประเทศอยู่ที่ 61,808 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 77% ของความจุเก็บกัก โดยภาคตะวันตกมีน้ำในอ่างประมาณ 89% และภาคตะวันออก 85% ขณะที่ฝนสูงสุดรายภาคพบที่ ระยอง 289 มิลลิเมตร กาญจนบุรี 238 มิลลิเมตร ระนอง 135 มิลลิเมตร อุทัยธานี 110 มิลลิเมตร และสุพรรณบุรี 92 มิลลิเมตร

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ช่วงวันที่ 29 กันยายน –3 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยจะมีฝนลดลง แต่ยังมีฝนหนักบางแห่งด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง จึงยังต้องติดตามฝนสะสม น้ำหลาก และน้ำที่ส่งผ่านลงสู่พื้นที่ปลายน้ำ โดยพื้นที่เสี่ยงฝนหนักถึงหนักมาก ได้แก่ ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครนายก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และพังงา โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ลุ่มเจ้าพระยา น้ำเหนือเพิ่ม จับตาการระบายและพื้นที่ตอนกลาง–ตอนล่าง ข้อมูลวันที่ 28 กันยายน เวลา 06.00 น. สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,904 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มจากวันก่อน ระดับน้ำ 22.47 เมตรเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง ต่ำกว่าตลิ่ง 3.23 เมตร ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบาย 1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

กรมชลประทานมีการพิจารณากรอบการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาที่ 2,000–2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีแนวทางควบคุมการระบายจริงไม่เกินประมาณ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตามสถานการณ์น้ำเหนือและฝนในพื้นที่ หากเพิ่มการระบาย ระดับน้ำตอนกลางและตอนล่างอาจสูงขึ้น จึงต้องติดตามแนว ชัยนาท–สิงห์บุรี–อ่างทอง–พระนครศรีอยุธยา–ปทุมธานี–นนทบุรี ต่อเนื่องถึงกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ นอกคันกั้นน้ำ พื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่เชื่อมโยงฐานการผลิตและโลจิสติกส์

สำหรับภาคอุตสาหกรรม ควรติดตาม C.2 การระบายเขื่อนเจ้าพระยา ระดับน้ำตามสถานีระหว่างทาง และ C.29 บางไทร เพื่อใช้เป็นสัญญาณปรับมาตรการและ BCP สำหรับพื้นที่ตอนล่าง

2. ภาคตะวันตก–ลุ่มแม่กลอง ติดตามใกล้ชิด หลังมีหนังสือแจ้งเตือนเพิ่มการระบาย ภาคตะวันตกเป็นพื้นที่สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จากทั้งฝนสะสมสูง ปริมาณน้ำในอ่างที่อยู่ในระดับสูง และน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำที่ยังไหลลงสู่ระบบ โดยกาญจนบุรีมีฝนสูงสุดของภาค 238 มิลลิเมตร ขณะที่ปริมาณน้ำในอ่างของภาคตะวันตกอยู่ที่ประมาณ 89% ของความจุ

ล่าสุด สำนักงานชลประทานที่ 13 ออกหนังสือแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการ เรื่องการปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนแม่กลองมากกว่า 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และระดับน้ำท้ายเขื่อนมีแนวโน้มสูงขึ้น

ข้อมูลวันที่ 28 กันยายน เวลา 06.00 น. เขื่อนแม่กลองระบายน้ำท้ายเขื่อนอยู่ที่ 1,313 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อน 22.40 เมตรเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง และท้ายเขื่อน 15.93 เมตรเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลางพื้นที่ กาญจนบุรี–ราชบุรี–สมุทรสงคราม โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำ พื้นที่ลุ่มต่ำ และนอกแนวป้องกันน้ำท่วม จึงต้องติดตามใกล้ชิด พร้อมกันนี้ยังต้องติดตามเขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนแก่งกระจาน เนื่องจากฝนสะสมและปริมาณน้ำในระบบอ่างมีผลต่อการบริหารน้ำระยะต่อไป

สำหรับภาคอุตสาหกรรม ความเสี่ยงครอบคลุมทั้งสถานประกอบการ แรงงาน เส้นทางขนส่ง วัตถุดิบ การส่งมอบสินค้าและระบบโลจิสติกส์ ที่เชื่อมพื้นที่ภาคตะวันตกกับสมุทรสาคร กรุงเทพฯ และภาคกลางตอนล่าง

3. ภาคตะวันออก ฝนสะสมสูง ขณะที่น้ำในอ่างอยู่ที่ 85% ภาคตะวันออกยังต้องติดตามต่อเนื่อง โดยระยองมีฝนสูงสุด 289 มิลลิเมตร ขณะที่น้ำในอ่างเก็บน้ำของภาคอยู่ที่ประมาณ 2,695 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 85% ของความจุ

พื้นที่สำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ นครนายก ซึ่งมีน้ำจากเขาใหญ่ไหลลงเขื่อนขุนด่านปราการชลต่อเนื่อง ปราจีนบุรี ซึ่งรับมวลน้ำจากแควหนุมานและคลองพระปรง สระแก้ว ที่มีการบริหารการระบายน้ำคลองพระสะทึง ฉะเชิงเทรา ที่ต้องติดตามอ่างเก็บน้ำคลองสียัดและแม่น้ำบางปะกง รวมถึง ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งยังต้องเฝ้าระวังระดับน้ำ การระบายน้ำ และผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน คมนาคม และฐานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

แม้ฝนบางพื้นที่เริ่มลดลง แต่ยังต้องติดตามระดับน้ำในลำน้ำ ปริมาณน้ำในอ่าง พื้นที่ท้ายอ่าง และสถานการณ์จริงรอบพื้นที่อุตสาหกรรม เนื่องจากน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำยังสามารถส่งผลต่อการผลิต การขนส่ง และระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ปลายน้ำได้

4. พื้นที่อื่นยังต้องเฝ้าระวังตามสถานการณ์

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติประกาศเฝ้าระวังน้ำหลากและน้ำท่วมขังช่วงวันที่ 26–30 กันยายน ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก กรุงเทพฯ–ปริมณฑล และบางส่วนของภาคใต้ โดยเฉพาะระนอง ซึ่งมีฝนสูงสุดของภาคใต้ประมาณ 135 มิลลิเมตร รวมถึงพื้นที่ลาดเชิงเขาและริมลำน้ำที่ยังมีความเสี่ยงน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน

ทั้งนี้ จากการประสานกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัด พบว่าผลกระทบต่อสมาชิกแตกต่างกันตามพื้นที่ ส.อ.ท. จึงเน้นการบริหารสถานการณ์แบบ Area-based และปรับมาตรการตามระดับความเสี่ยงจริง

ส.อ.ท. ขอให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เสี่ยง บริหารความเสี่ยงเชิงรุก โดยย้ายวัตถุดิบ สารเคมี อุปกรณ์ และทรัพย์สินสำคัญไปยังพื้นที่ปลอดภัย ตรวจสอบระบบไฟฟ้า เครื่องจักร ระบบสูบน้ำ แนวกั้นน้ำ และจุดเสี่ยงน้ำเข้าสถานประกอบการ พร้อมเตรียมมาตรการดูแลพนักงานและการเดินทางเข้า–ออกพื้นที่ พร้อมทบทวน แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) ให้พร้อมใช้งาน ครอบคลุมการผลิต แรงงาน การขนส่ง วัตถุดิบ ระบบไฟฟ้าและน้ำ ซัพพลายเออร์ ลูกค้า และซัพพลายเชน เพื่อรองรับกรณีการดำเนินธุรกิจได้รับผลกระทบหรือหยุดชะงัก

สำหรับพื้นที่ที่มีน้ำเข้าท่วมแล้ว ให้เพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัยของบุคลากร ระบบไฟฟ้า เครื่องจักร สารเคมี น้ำมัน ระบบบำบัดน้ำเสีย กากอุตสาหกรรม และของเสียอันตราย เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

“แม้แนวโน้มฝนโดยรวมเริ่มลดลง แต่ความเสี่ยงด้านน้ำยังไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มแม่กลองที่ยังต้องติดตามน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำและการบริหารการระบายอย่างใกล้ชิด ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องบริหารความเสี่ยงแบบรายพื้นที่ และทบทวน BCP ให้พร้อมใช้งาน เพื่อรักษาความปลอดภัย ความต่อเนื่องของธุรกิจ และลดผลกระทบต่อ Supply Chain ชุมชน และสิ่งแวดล้อม”

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรต้องติดตามสถานการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา ThaiWater/สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงสภาอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อประเมินสถานการณ์และปรับมาตรการรับมือให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

แท็กที่เกี่ยวข้อง
สภาอุตสาหกรรม
น้ำท่วมกรุงเทพ

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยศชนันส่ง 'อาสาโดรนกู้ภัย' ลำเลียงเสบียงอาหาร-สิ่งของจำเป็นช่วยน้ำท่วม
ยศชนันส่ง 'อาสาโดรนกู้ภัย' ลำเลียงเสบียงอาหาร-สิ่งของจำเป็นช่วยน้ำท่วม