News Logo
หน้าแรก
ศาลอาญาประหาร 'แอม ไซยาไนด์' อีกคดีฆ่า 'จุ่ม' ล้างหนี้เงินกู้ 9 หมื่น

ศาลอาญาประหาร 'แอม ไซยาไนด์' อีกคดีฆ่า 'จุ่ม' ล้างหนี้เงินกู้ 9 หมื่น

22 ก.ย. 2569 15:18
ผู้ชม 8 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ศาลอาญาพิพากษาประหาร “แอม ไซยาไนด์” อีกคดี! ลวงฆ่า “จุ่ม จันทรรัตน์” ล้างหนี้เงินกู้กว่า 9 หมื่นบาท พิเคราะห์สั่งซื้อไซยาไนด์-นัดคืนเงินเพื่อปกปิดความผิด สั่งชดใช้สามีผู้ตาย 60,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย ขณะทนายเตรียมอุทธรณ์ ยอดรวมประหาร 3 คดี จากทั้งหมด 8 คดีที่ศาลตัดสินแล้ว

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2562 ที่ห้องพิจารณา 712 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำหมายเลข อ 856/2568 โดยมีคำสั่งประหารชีวิต นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือ "แอม ไซยาไนด์" จำเลย ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน และเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ รวมถึงการปลอมปนอาหาร ยา หรือเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นใด เพื่อบุคคลอื่นเสพหรือใช้ และการปลอมปนนั้นเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย โดยเป็นคดีที่ 8 ของนางสรารัตน์

คดีนี้เป็นกรณีการเสียชีวิตของนางจันทรรัตน์ วงศ์ไกรสิน หรือ "จุ่ม" อายุ 43 ปี เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2565 ผู้ตายได้ออกไปพบนางสรารัตน์ ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใกล้บ้านในจังหวัดเพชรบุรี ก่อนที่สามีจะพบว่านางจันทรรัตน์นอนแน่นิ่งอยู่ที่บ้านและเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลชะอำ ผู้ตายมีความเชื่อมโยงกับนางสรารัตน์ในการร่วมลงทุนปล่อยเงินกู้ โดยโอนเงินให้จำเลย 70,000 บาท และยังให้ยืมเงินส่วนตัวอีก 26,800 บาท รวมเป็นกว่า 90,000 บาท 

ศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานพบว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม จำเลยได้สั่งซื้อสารไซยาไนด์มา 1 กระปุก ก่อนจะนัดผู้เสียชีวิตในวันที่ 15 สิงหาคม เพื่อคืนเงินร่วมลงทุนพร้อมดอกเบี้ย และจะนำยาแก้อาการลองโควิดมาให้ ที่ปั๊มน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรี เพื่อหลีกเลี่ยงพยานรู้เห็น หลังจากนั้นสามีผู้ตายกลับมาพบภรรยานอนหมดสติที่บ้านพัก แพทย์ที่รับตัวนางจันทรรัตน์พบค่ากรดสูงผิดปกติในตับ ซึ่งพยานแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์ให้ความเห็นว่า อาการของผู้ตายที่ร่างกายขาดสารออกซิเจน ส่งผลต่อหัวใจและสมอง มีลักษณะคล้ายกับผู้ที่ได้รับสารพิษไซยาไนด์จำนวนมาก 

นอกจากนี้ การตรวจสอบโทรศัพท์ของผู้ตายพบแชตการชักชวนลงทุนและหลักฐานการโอนเงินให้จำเลย รวมถึงไฟล์เสียงพูดคุยที่จำเลยนัดผู้ตายเพื่อคืนเงินและนำยามาให้ที่ปั๊มน้ำมันเพื่อเลี่ยงพยาน ยิ่งไปกว่านั้น พยานหัวหน้างานของผู้ตายยืนยันว่าผู้ตายมีสุขภาพแข็งแรงมาโดยตลอด แม้เคยป่วยโควิดแต่ไม่ถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล และมีเพียงอาการไอต่อเนื่องเท่านั้น 

แม้จะไม่มีประจักษ์พยานเห็นการพบกันและการปลอมปนสารพิษโดยตรง แต่ศาลพิจารณาจากพฤติกรรมการกระทำของจำเลยในคดีอื่นๆ ที่ผ่านมา ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันคือผู้เสียหายจะไปพบกับจำเลยและได้รับอาหาร เครื่องดื่ม หรือยา จากนั้นจะมีอาการคล้ายกันจากการโดนปลอมปนไซยาไนด์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือโดยปราศจากข้อสงสัย ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยเป็นการเบิกความลอยๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ 

ศาลจึงพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งมีโทษหนักที่สุดคือประหารชีวิต และให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2565 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่สามีผู้ตาย 

ภายหลังคำพิพากษา นายไชยา คุ้มอ่า ทนายความของนางสรารัตน์ เปิดเผยว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกับศาลในเรื่องการนำสืบพยานหลักฐานของจำเลยที่มอบให้พนักงานสอบสวนไปแล้ว แต่ไม่มีการนำขึ้นศาล โดยเฉพาะรายการเดินบัญชีและข้อมูลโทรศัพท์ของจำเลย อีกทั้งสารพิษไซยาไนด์ที่จำเลยครอบครองมีเพียงกระปุกเดียว ไม่มีรอยนิ้วมือ และมองว่าเงินจำนวนเพียงหลักหมื่นไม่จำเป็นต้องถึงขั้นฆ่าคน เพราะนางสรารัตน์มีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 60 ล้านบาท และชดใช้ออกไปแล้ว 30 ล้านบาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับมูลเหตุที่ศาลมองว่าเป็นสาเหตุในการก่อเหตุ นางสรารัตน์ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหา และไม่ยอมรับผิดในสิ่งที่ไม่ได้กระทำ 

ทั้งนี้ คดีของ "แอม ไซยาไนด์" มีคำพิพากษาไปแล้วรวม 8 คดี แบ่งเป็นโทษประหารชีวิต 3 คดี จำคุกตลอดชีวิต 2 คดี และยกฟ้อง 3 คดี จากทั้งหมดที่อัยการยื่นฟ้อง 15 คดี โดยเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น 14 คดี และพยายามฆ่าผู้อื่น 1 คดี คดีต่อไปศาลนัดพิพากษาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2569 ในความผิดฐานพยายามฆ่า น.ส.กานติมา แพสะอาด 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
แอม ไซยาไนด์



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครม.อนุมัติหลักการร่างพ.ร.บ.พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
ครม.อนุมัติหลักการร่างพ.ร.บ.พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ