'สถาบันพระปกเกล้า' เผยผลสำรวจ ชี้ประชาชนหวั่นการครอบครองอาวุธปืน ไม่มั่นใจรัฐควบคุมได้ มอง 'ปราบปืนเถื่อน-เพิ่มโทษ' ช่วยลดปัญหา
เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง มุมมองประชาชนต่อความปลอดภัยในสังคมและแนวทางควบคุมอาวุธปืน โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-7 ก.ย. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง จากผลสำรวจพบว่า ประชาชนกังวลปัญหาอาวุธปืนระดับสูง และมองว่ารัฐยังมีข้อจำกัดในการควบคุม โดยส่วนใหญ่เน้นย้ำให้ปราบปรามปืนผิดกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ส่วนมาตรการรับซื้อปืนคืนยังมีความเห็นหลากหลายตามเงื่อนไข ทั้งนี้ ผลสำรวจสะท้อนว่าภาครัฐควรแก้ปัญหาให้เห็นผลชัดเจน ตั้งแต่การกวดขันแหล่งซื้อขาย ตรวจสอบผู้ครอบครอง ติดตามปืน และเปิดเผยผลการทำงานอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ เมื่อถามว่าจากเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ท่านคิดว่าแนวทางใดเหมาะสมที่สุดในการลดปัญหาจากอาวุธปืน ? (สำรวจโดย x Line Today)
45.1% ระบุ ควรปราบปรามปืนเถื่อนและการซื้อขายปืนผิดกฎหมาย สูงที่สุด
รองลงมา 19.1% ควรเพิ่มโทษผู้ครอบครอง พกพา หรือใช้ปืนผิดกฎหมาย
10.0% ควรควบคุมการขายปืน กระสุน และชิ้นส่วนปืนทางออนไลน์
9.4% ควรบังคับใช้ข้อห้ามพกปืนในที่สาธารณะอย่างจริงจัง
6.1% ควรมีระบบติดตามปืนและกระสุนตั้งแต่การซื้อจนถึงผู้ครอบครอง
5.6% ควรตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ขอซื้อหรือครอบครองปืนให้เข้มงวดขึ้น
2.9% ควรกำหนดวิธีเก็บปืนให้ปลอดภัยและให้แจ้งทันทีเมื่อปืนสูญหาย
1.8% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
จากผลสำรวจจะเห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับปัญหาปืนผิดกฎหมายและความจริงจังในการบังคับใช้กฎหมาย โดยมองทั้งการเข้าถึงอาวุธปืนและการนำปืนไปใช้ก่อเหตุเป็นประเด็นสำคัญ สะท้อนถึงความคาดหวังต่อการควบคุมที่เกิดผลในทางปฏิบัติ และความต้องการความปลอดภัยจากเหตุรุนแรงในชีวิตประจำวัน

-1-
เมื่อถามถึงแนวทางเหมาะสมในการลดปัญหาจากอาวุธปืน แบ่งตามรายภูมิภาคพบว่า ‘การปราบปรามปืนเถื่อน’ เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (41.4%) รองลงมาคือ ภาคกลาง (36.9%) รองลงมาคือ ภาคใต้ (35.7%) และภาคตะวันออก (34.9%) ตามลำดับ ขณะที่ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (37.6%) และภาคเหนือ (26.4%) มองว่าการแก้ไขปัญหาจากอาวุธปื่นควรเพิ่มโทษผู้ที่ครอบครองหรือพกพา
ทั้งนี้ ความแตกต่างรายภูมิภาคสะท้อนว่า คนให้น้ำหนักกับแนวทางลดปัญหาอาวุธปืนแตกต่างกัน ทั้งการจัดการแหล่งปืนผิดกฎหมายและการเพิ่มโทษผู้ฝ่าฝืน โดยภาคเหนือมีสัดส่วนผู้เลือกสองแนวทางนี้ใกล้เคียงกัน
เมื่อถามถึงความกังวลของการใช้อาวุธปืนของคนทั่วไป ประชาชนกว่า 88.2% มีความกังวลต่อการมีและการใช้อาวุธปืนของคนทั่วไป (กังวลมากที่สุดและค่อนข้างกังวล) ขณะที่ 10.3% ไม่กังวล (ไม่ค่อยกังวลและไม่กังวลเลย) และ 1.5% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น ทั้งนี้ ความกังวลที่ปรากฏเป็นคำตอบส่วนใหญ่ชัดเจน สะท้อนว่า การมีและการใช้อาวุธปืนของคนทั่วไปเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกปลอดภัยของประชาชนอย่างกว้างขวาง
เมื่อถามถึงความมั่นใจต่อการควบคุมอาวุธปืนในปัจจุบัน ประชนชนราว 59.9% มีความมั่นใจน้อยต่อการควบคุมอาวุธปืนปัจจุบันว่าจะป้องกันการนำปืนไปก่อเหตุได้ (มั่นใจน้อยและมั่นใจน้อยที่สุด) รองลงมา 20.3% มั่นใจปานกลาง และ 14.0% มั่นใจมาก (มั่นใจมากและมั่นใจมากที่สุด) โดยที่ 5.8% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่นมากนักว่าการควบคุมอาวุธปืนในปัจจุบันจะป้องกันการนำปืนไปก่อเหตุได้ เมื่อพิจารณาร่วมกับความกังวลเรื่องอาวุธปืน จึงสะท้อนถึงช่องว่างระหว่างความรู้สึกไม่ปลอดภัยกับความเชื่อมั่นต่อมาตรการที่มีอยู่
สำหรับนโยบายการรับซื้ออาวุธคืนจากประชาชน ประชาชนราว 32.9% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว เป็นคำตอบที่มีสัดส่วนสูงที่สุด รองลงมา 24.1% เห็นด้วยและต้องจำกัดจำนวนอาวุธปืนที่แต่ละคนครอบครอง, 16.4% เห็นด้วยกับการบังคับรับซื้อคืนทั้งหมดในราคาที่เป็นธรรม, 16.2% เห็นด้วยโดยให้เป็นไปตามความสมัครใจของเจ้าของอาวุธปืน และ 10.4% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ความคิดเห็นต่อนโยบายรับซื้อปืนคืนยังมีความหลากหลาย แม้การไม่เห็นด้วยจะเป็นคำตอบที่ได้รับเลือกมากที่สุด แต่ผู้เห็นด้วยทั้งสามรูปแบบมีสัดส่วนรวมกันเกินครึ่ง โดยยังมีความเห็นแตกต่างกันเรื่องเงื่อนไขการรับซื้อคืน สะท้อนว่า จุดยืนต่อนโยบายนี้สัมพันธ์กับเงื่อนไขการดำเนินการ ทั้งความสมัครใจ การจำกัดจำนวนครอบครอง และการบังคับรับซื้อคืน




