ศาลปกครองโคราชยืนยันว่า นายก อบต.หนองน้ำแดง ต้องดำเนินการกับแม็คโคร ปากช่อง ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ซึ่งถือเป็นที่สุดแล้ว มีผลผูกพันคู่กรณีต้องปฏิบัติตามคำบังคับ ไม่ต้องรอคำสั่งที่ขอให้พิจารณาคดีใหม่
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ถึงกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา 2 ครั้งคือเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2566 และเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ในทำนองเดียวกันว่าให้นายกองค์การบริหารหนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคารและเพิกถอนใบรับรองการก่อสร้างห้างแม็คโคร สาขาปากช่อง จ.นครราชสีมา ส่วนที่เกิน 300 ตารางเมตร (ตร.ม.) จากพื้นที่ใช้สอยรวม 9,857 ตร.ม.เนื่องจากเป็นอาคารพาณิชยกรรมประเภทค้าปลีกค้าส่ง ตามประกาศกรมโยธาธิการและผังเมือง ที่ห้ามไม่ให้มีพื้นที่ใช้สอยอาคารรวมกันตั้งแต่ 300 ตร.ม.ขึ้นไป ประกอบกับอาคารอุปโภคและบริโภคหลายประเภทที่ใช้ในชีวิตประจำวันเกิน 1,000 ตร.ม. ห้ามไม่ให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินที่มีระยะห่างจากเขตเทศบาลน้อยกว่า 15 กิโลเมตร ซึ่งห้างแม็คโคร สาขาปากช่อง ห่างจากเขตเทศบาลเมืองปากช่องแค่ประมาณ 1.5 กิโลเมตร แต่จนถึงปัจจุบันนายก อบต.ยังไม่มีคำสั่งให้รื้อถอน โดยอ้างว่าทางบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด(มหาชน) ได้ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดให้พิจารณาคดีใหม่ และศาลยังไม่คำสั่งใดๆ ลงมา จึงเห็นว่าคดียังไม่เป็นที่สิ้นสุด จึงยังไม่มีคำสั่งดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดนั้น
รายงานข่าวแจ้งว่า อย่างไรก็ตามจากการที่นายคำรณ กนกชัชวาล นายก อบต.หนองน้ำแดง ทำหนังสือหารือกับสำนักงานศาลปกครองนครราชสีมา ถึงแนวทางการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว โดยนายธนากร ศรีวนค้ำ พนักงานคดีปกครองชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกลุ่มบังคับคดีปกครอง ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานศาลปกครองนครราชสีมาได้มีหนังสือตอบกลับข้อหารือว่า คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร เลขที่ 3/2556 ลงวันที่ 18 มกราคม 2556 เฉพาะส่วนที่เกิน 300 ตารางเมตร โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2556 และเพิกถอนใบรับรองการก่อสร้างอาคาร เลขที่ 133/2557 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557
“คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวย่อมเป็นที่สุด ตามมาตรา 72 วรรคสี่ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และผลแห่งคำพิพากษาย่อมทำให้ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารดังกล่าวถูกเพิกถอนโดยไม่ต้องมีการบังคับคดีตามข้อ 137 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543”หนังสือระบุ
หนังสือยังระบุว่า แต่เมื่อคดีนี้ศาลมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (นายก อบต.หนองน้ำแดง) ใช้อำนาจตามมาตรา 40 มาตรา 41 และมาตรา 42 แห่งพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้าฯ)เฉพาะส่วนที่เกิน 300 ตารางเมตร ตามอำนาจหน้าที่ต่อไป เมื่อข้อสังเกตของศาลมิใช่คำบังคับแต่เป็นเพียงแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด
“ดังนั้น แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จะยื่นคำขอให้พิจารณาคดีนี้ใหม่ก็ตาม แต่เมื่อศาลปกครองนครราชสีมายังไม่ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอดังกล่าว คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจึงย่อมมีผลผูกพันคู่กรณีที่จะต้องปฏิบัติตามคำบังคับนับแต่วันที่กำหนดในคำพิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษานั้นถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขกลับหรืองดเสีย ทั้งนี้ ตามมาตรา 70 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542”หนังสือระบุ
หนังสือดังกล่าวยังระบุว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อสังเกตมิใช่คำบังคับที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะดำเนินการตามข้อสังเกตเมื่อใด ย่อมเป็นหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่จะต้องพิจารณาตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของตนประกอบกับประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ
รายงานข่าวแจ้งว่า จากหนังสือตอบข้อหารือของสำนักงานศาลปกครองนครราชสีมา ยืนยันว่า คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเป็นที่สุดแล้ว แม้บริษัทซีพี แอ็กซ์ตร้าฯ จะยื่นคำขอให้พิจารณาคดีนี้ใหม่ แต่เมื่อศาลยังไม่ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอดังกล่าว คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจึงย่อมมีผลผูกพันคู่กรณีที่ต้องปฏิบัติตามคำบังคับนับแต่วันที่กำหนดในคำพิพากษา ดังนั้นนายก อบต.หนองน้ำแดงต้องดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า อย่างไรก็ตามนายคำรณ กนกชัชวาล นายก อบต. หนองน้ำแดง ยังทำหนังสือชี้แจงกับมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินที่ได้สอบถามความคืบหน้าถึงกรณีดังกล่าว โดยยังอ้างว่าคดีดังกล่าวยังไม่เป็นที่สิ้นสุด เพราะมีการยื่นขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยหนังสือระบุว่า เนื่องด้วยในคดีดังกล่าวทั้งสองคดีซึ่งมีข้อเท็จจริงเดียวกัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (บริษัท ซีพี เอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)) ได้ยื่นคำขอให้มีการพิจารณาคดีใหม่ และขณะนี้คำขอดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ดังนั้น คดีทั้งสองดังกล่าวจึงยังไม่เป็นที่สิ้นสุด ประกอบกับอบต.หนองน้ำแดง ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงของทั้งสองคดีดังกล่าวยังมีประเด็นในทางกฎหมายที่ยังไม่ยุติ จึงเห็นควรต้องรอให้ศาลพิจารณาให้เป็นที่สิ้นสุดเสียก่อน
หนังสือระบุว่า ในคดีทั้งสองดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร เลขที่ 3/2556 ลงวันที่ 18 มกราคม 2556 เฉพาะส่วนที่เกินกว่า 300 ตารางเมตร แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในช่วงปี 2558 หลังจากที่ศาลปกครองนครราชสีมา มีคำพิพากษายกฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีทั้งสองคดี เนื่องจากเห็นว่าใบอนุญาตก่อสร้างอาคารดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย
หนังสือยังระบุว่า และระหว่างที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองคดีได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะสำรวจเพื่อการวางหรือจัดทำผังเมืองรวมในท้องที่ 70 จังหวัด พ.ศ. 2555 ซึ่งออกตามความในพ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2518 และมีผลบังคับใช้เพียง 3 ปี ได้หมดอายุลง เป็นเหตุให้ประกาศกรมโยธาธิการและผังเมือง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ในการวางและจัดทำผังเมืองรวมในท้องที่จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2555 หมดอายุไปด้วย ซึ่งมีผลทำให้พื้นที่บริเวณของอบต.หนองน้ำแดง ไม่มีกฎหมายห้ามก่อสร้าง "อาคารพาณิชย์ประเภทค้าปลีกค้าส่ง"ที่มีพื้นที่เกินกว่า 300 ตารางเมตรอีกต่อไป ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงได้ยื่นคำขอเปลี่ยนการใช้อาคาร จากเดิมเป็นอาคาร พาณิชย์เป็นพาณิชย์กรรมค้าปลีกค้าส่ง มีพื้นที่ 7,020 ตารางเมตร อบต.หนองน้ำแดง จึงได้ออกใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคาร (อ.5) เลขที่ 001/2558 ลงวันที่ 7 กันยายน 2558 ให้กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งมีผลทำให้ใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร เลขที่ 3/2556 ลงวันที่ 18 มกราคม 2556 ถูกแทนที่ด้วยใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคาร (อ.5) เลขที่ 001/2558 ลงวันที่ 7 กันยายน 2558 แล้ว
"แต่ปรากฏว่าในคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดทั้งสองคดีดังกล่าวกลับไม่ได้ระบุถึงการขอเปลี่ยนการใช้อาคารดังกล่าวในช่วงที่กฎหมายซึ่งห้ามก่อสร้างอาคารพาณิชย์กรรมค้าปลีกค้าส่ง คือ ประกาศกรมโยธาธิการและผังเมือง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ในการวางและจัดทำผังเมืองรวมในท้องที่จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2555 หมดอายุลง และไม่ได้ระบุถึงผลทางกฎหมายของใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคาร (อ.5) เลขที่ 001/2558 ลงวันที่ 7 กันยายน 2558 แต่อย่างใด จึงทำให้มีประเด็นถึงสถานะทางกฎหมายของใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคาร (อ.5) เลขที่ 001/2558 ลงวันที่ 7 กันยายน 2558 เนื่องจากการออกใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคาร (อ.5) เลขที่ 001/2558 ลงวันที่ 7 กันยายน 2558 นั้น เป็นการออกให้ในขณะที่ไม่มีกฎหมายห้ามก่อสร้างอาคารพาณิชย์กรรมประเภทค้าปลีกค้าส่งในพื้นที่ของอบต.หนองน้ำแดง แต่อย่างใด จึงเห็นว่าเป็นการออกโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งไม่ควรจะถูกเพิกถอนไปด้วย"หนังสือระบุ
หนังสือระบุอีกว่า นอกจากนี้ อบต.หนองน้ำแดง ได้มีหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานศาลปกครองนครราชสีมา ถึงแนวทางการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว และสำนักงานศาลปกครองนครราชสีมาได้มีหนังสือตอบกลับว่า "อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อสังเกตไม่ใช่คำบังคับ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะดำเนินการตามข้อสังเกตเมื่อใด ย่อมเป็นหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่จะต้องพิจารณาตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของตนประกอบกับประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ" ดังนั้น กรณีที่อบต.หนองน้ำแดง ยังไม่ได้มีการดำเนินการตามข้อสังเกตของศาลปกครองสูงสุดข้างต้นนั้น เนื่องจาก อบต.หนองน้ำแดง ได้พิจารณาระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในกรณีนี้ คือ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แล้ว เห็นว่า ยังมีประเด็นเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคาร (อ.5) เลขที่ 001/2558 ลงวันที่ 7 กันยายน 2558 จึงได้หารือแนวทางปฏิบัติทางกฎหมายและลำดับขั้นตอนการออกคำสั่งทางปกครองในการบังคับตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ต่อโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา
"ในการนี้ อบต.หนองน้ำแดง ขอแจ้งว่ามิได้ประวิงเวลาไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 แต่อย่างใด หากผลการตอบข้อหารือของโยธาธิการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประการใด องค์การบริหารส่วนตำบลหนองน้ำแดง จะพิจารณาดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด โดยเคร่งครัดต่อไป"หนังสือจากนายก อบต.หนองน้ำแดงระบุ




